น้าของน้องชมพู่ก่อนเจอร่างน้อง โพสต์ภาพเครื่องเซ่นไหว้ตากับยาย

"น้าของน้องชมพู่"ก่อนเจอร่างน้อง โพสต์ภาพเครื่องเซ่นไหว้ตากับยาย

Publish 2020-07-16 04:01:22


เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2563 กรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เชิญ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติชี้แจงการปฏิบัติงาน ในการสืบสวนหาคนร้ายในคดีน้องชมพู่ เสียชีวิตปริศนาในป่า จ.มุกดาหาร  เนื่องจาก คดีนี้ที่มีการเรียกประชาชนมาสอบสวนมากเกือบ 1,000 คน จึงตั้งคำถามว่ามีธงต้องการหาแพะมารับโทษเพื่อปิดคดีหรือไม่

ซึ่งทางด้าน พลตำรวจเอกสุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. ยืนยันว่าการให้ข่าวเรื่องนี้ตำรวจให้ข่าวน้อยมาก โดยยืนยันการสืบสวนคดีนี้เริ่มจากตำรวจในท้องที่ และมีการมีการประสานให้ทีมสืบสวนส่วนกลางเข้าข่าย เพราะมีความยากลำบากในการเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ส่วนที่ต้องตรวจดีเอ็นเอ เพราะมีการพบวัตถุพยานหลายอย่างจากร่างกายของน้องชมพู่ การตรวจดีเอ็นเอจึงจำเป็นเพื่อหาว่าใครมีความเกี่ยวพันธ์บ้างและประชาชนกว่า 900 คนที่เป็นข่าวถูกเรียกสอบ เป็นแค่การพูดคุยกัน ไม่ได้เป็นการบังคับหรือ ละเมิด ทุกคนที่พูดคุยด้วยความสมัครใจและคดีนี้พยานจริงๆ ในสำนวน เพียง 63ราย และที่ผ่านมาไม่เคยมีประชาชนการร้องเรียนว่าถูกตำรวจคุกคาม และการเก็บดีเอ็นเอ ทำตามกฎหมายมาตรา 131 ป.วิอาญา มีการเก็บดีเอ็นเอ เพียง 100กว่ารายเท่านั้น คดีอื่นบางคดี มีการเก็บดีเอ็นเอมากกว่านี้
 
รอง ผบ.ตร.กล่าวว่าคดีนี้ เป็นคดีแรกในชีวิตที่มีประเด็นให้นำเสนอข่าวทุกวัน ยืนยันว่าไม่มีใครกดดันเจ้าหน้าที่ได้ แต่การนำเสนอข่าวทำให้การทำงานยากขึ้นบ้าง ยืนยันว่าข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ ตำรวจรับฟังทุกด้าน มีการฟังพยานจากทุกคน แต่ต้องแยก ข้อเท็จจริง กับ ข้อสันนิฐาน ให้ออก เพราะหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ไม่ตอบทั้งหมด การสืบสวนต้องดูทุกอย่างประกอบกัน ส่วนประเด็นตั้งธงหาแพะรับโทษนั้น นืนยันว่าการทำคดีไม่ได้จำเป็นที่ต้องจับคนร้ายได้ทุกคดี แม้จะตรวจดีเอ็นเอ 700-800 บางคดีก็ยังจับไม่ได้ หลายเรื่องทำเป็นปีๆก็ยังไม่จบ ย้ำว่าคดีนี้ไม่มีทางกดดันได้ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน กดดันให้ตายยังไงก็ทำไม่ได้ ตำรวจไม่เคยทำนอกกติกา

ส่วนประเด็นละเมิดทางเพศนั้น ศ.นพ.วิรัติ พาณิชย์พงษ์ กรรมการแพทยสภากล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีกรรมการขึ้นมาเปรียบเทียบการผ่าศพ 2 ครั้ง เหมือนกับคดีนายห้างทอง ธรรมวัฒนะ เพื่อผ่าครั้งที่3 ว่าแตกต่างอย่างไร ซึ่งให้แพทยสภารับผิดชอบเรื่องนี้ได้ เพราะคดีนี้พฤติการณ์ตายยังไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรแต่กลับมีการข้ามขั้นไปตรวจดีเอ็นเอหาสาเหตุการตายแล้วซึ่งมีมันเป็นเรื่องยาก เพราะศพเน่าไปแล้ว ดังนั้นต้องหาสาเหตุการตายให้ได้ก่อนว่ามีข้อสันนิษฐานอย่างไร

ด้าน พ.ต.ต. นพ.ณัฐพงศ์ กิตติโสภณพันธุ์ แพทย์นิติเวช รพ.ตำรวจ ยืนยันว่าการชันสูตรครั้งที่2 ที่พบบาดแผลฉีกขาดบริเวณอวัยวะเพศจริง แต่อาจเกิดจากการผ่าครั้งแรกหรืออาจเกิดจากการเคลื่อนย้ายศพ จึงยืนยันว่าไม่ได้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และไม่สามารถสรุปสาเหตุการตายได้ว่ามาจากอะไร เพราะพฤติกรรมการตาย ไม่สามารถตอบได้แน่ชัด ว่ามีใครทำให้ตายหรือไม่
 
ขณะที่ นพ.ศักดิ์สิทธิ์ บุญลักษณ์ หัวหน้ากลุ่มงานนิติเวช โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี ผู้ผ่าชันสูตรศพน้องชมพู่คนแรก ยืนยันว่าไม่มีบาดแผลที่ส่งผลถึงแก่ความตายไม่มี มีเพียงบาดแผลที่เป็นรอยขีดข่วนเท่านั้น

 




ทั้งนี้ที่ผ่านมา โซเชียลเกิดคำถามแบบไม่หยุดไม่หย่อน สำหรับตัวน้าแต่ ไม่ว่าจเป็นเรื่องแหวน เรื่องอุปกรณ์จับหนู รวมทั้งคลิปไลฟ์สดที่บอกพิกัดน้องทั้งที่ไม่มีการยืนยัน 

ล่าสุด โซเชียล ย้อนดูไทม์ไลน์เฟสบุ๊กส่วนตัวของ นาย นรินทร์ หลาบโพธิ์ น้าของน้องชมพู่ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2563 โดยโพสต์ภาพเครื่องเซ่นไหว้ พร้อมข้อความระบุว่า หลานชายทำตามสัญญาแล้วนะครับตากับยาย แต่ที่สงสัยทำไมมีขนมด้วย

 

โดยของเซ่นไหว้ มีดังต่อไปนี้ ข้าวเหนียว ไข่ น้ำเปล่า กล้วย หมากพลู ขันธ์ 5 ส่วนข้อสังเกต คือมี ขนม และนมเปรี้ยว ที่เป็นของชอบของน้องชมพู่ 

 

 

 

ด้าน นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่ของน้องชมพู่ เปิดเผยผ่าน รายการทุบโต๊ะข่าว ว่า สำหรับเรื่องที่น้าแตโพสต์รูปอาหารถวาย จำได้ว่าเรื่องนี้เป็นช่วงที่น้องชมพู่หายไป และมีร่างทรงเยอะมากโทรศัพท์มาบอก ซึ่งช่วงนั้นไม่ว่ามีใครโทรมาบอกให้ทำอะไร ทางครอบครัวของตน ก็ยอมทำทุกอย่างและทำให้ทั้งหมด ซึ่งต่อให้ตนไม่เชื่อตนก็จะทำ

 

 

ขณะที่ นางอุ่น ผู้จัดสำรับถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ ระบุว่า ที่ไหว้ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาหลังจากเจอรองเท้าน้องชมพู่แล้ว ไปทำพิธีที่สามแยก เพื่อหวังให้เจอน้องชมพู่ แต่ที่สำคัญ นางอุ่น ระบุว่า สำหรับภาพที่น้าแตโพสต์เฟซบุ๊กที่ถวายนมเปรี้ยวและอะไรบางอย่างให้ตายายนั้น ตนก็ไม่รู้ว่าคืออะไร เพราะเขาเอาไปทำโดยที่ตนไม่ได้ไปช่วย ซึ่งตนก็ไม่รู้

ด้านน้าของน้องชมพู่ ก็ไม่ออกมาตอบโต้อะไร เพียงแต่โพสต์ภาพน้องชมพู่ดูดนม พร้อมข้อความระบุว่า ขอเวลาดื่มนมก่อนนะค่ะ

 

 



ขณะที่ เกิดประเด็นน่าคิดมาอีกครั้ง ว่า ชมพู่หายไม่ใช่ 11 พ.ค.หรือไม่ !!??

โดย พ.ต.อ.สุรโชค เจษฎาเดช ฉายาสารวัตรแรมโบ้ อดีตผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอำนาจเจริญ และอดีตสารวัตรกองปราบนครบาล ตั้งสมมติฐานผ่าน รายการทุบโต๊ะข่าวว่า น้องชมพู่อาจจะเสียชีวิต วันที่ 10 พ.ค.63 แต่เป็นช่วงเย็นก่อนกินข้าว เพราะผลชันสูตรบอกว่าท้องว่าง ไม่มีอาหารในท้อง หลังจากนั้นน้องถูกอุ้มจัดฉากอำพรางศพ เป็นไปได้ว่าคนร้ายกลุ่มนี้จะนำศพไปซ่อนไว้บนภูเหล็กไฟ อาจจะเอาไปซ่อนภายในถ้ำ ซึ่งมีความเย็น เมื่อวันที่ไปเจอศพเด็ก วันที่ 14 พ.ค.63 ศพจึงไม่เน่า

 

ถ้าเด็กเดินหลงทางขึ้นเขา ชาวบ้านที่ไปทำไร่ทำนาต้องเห็น และเด็กต้องร้องตะโกนแน่นอน ส่วนเรื่องที่มีพยานเห็นน้องชมพู่ ช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค.63 ความเห็นส่วนตัวมองว่าพยานอาจจะจำสับสนก็เป็นได้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เคยมีพยานที่จำสับสนแบบนี้มาแล้วหลายคดี รวมทั้งน้องสะดิ้ง ก็ยังออกมาบอกว่า วันที่นเองหายไม่ได้นอนหลับ

 

 

รวมทั้งบาดแผลที่เกิดขึ้นบริเวณแผ่นหลังและข้อเท้า ที่แพทย์ชันสูตรบอกว่าอาจเป็นรอยกิ่งไม้ แต่ตนสันนิษฐานว่า น่าจะมาจากการถูกทำโทษเฆี่ยนตี และอาจช็อกตายได้ ส่วนแผลที่เป็นรูที่ก้นไม่น่าจะเป็นแผลจากการกดทับ แต่เป็นแผลที่มีคนทำร้าย โดยเด็กอายุเพียง 3 ขวบ หากโดนทำร้ายจริงตามที่คาดไว้ ก็น่าจะช็อกตายได้

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า น้องชมพู่วัย 3 ขวบ ไม่มีทางเดินขึ้นเขาไปได้อย่างแน่นอน เพราะเด็กหลงทางอาจจะตะโกนร้อง เนื่องจากตนเดินออกกำลังกาย ตีนเขาทุกเช้าวันละ 2 ชั่วโมง ยังเหนื่อย จึงคิดว่าน้องชมพู่ เดินขึ้นไปบนเขาเองไม่ได้แน่นอน ตัดประเด็นตรงนี้ทิ้งไปได้เลย

ด้าน นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา แม่ของน้องชมพู่ เปิดเผยว่า ในช่วงที่น้องชมพู่หายไป ยอมรับว่ามีคนโทรเข้ามาเยอะมาก และตนต้องทำหลายอย่างมาก ซึ่งไทม์ไลน์วันที่ 13-14 พ.ค. นั้น ยอมรับว่าผ่านมากว่า 60 วันแล้ว ตอนนี้ถ้าจะตอบอะไรก็ค่อนข้างสับสน บางสิ่งบางอย่างตนอาจจะตอบผิดก็ได้ จึงไม่อยากจะพูดอะไรให้ออกสื่อไปเยอะ

 

ขณะที่ พระอาจารย์เพิ่มพูล ยะติโก เจ้าอาวาสวัดมงคลเทพนิมิตร บ้านธาตุ ต.โนนตาล อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม  เดินทางมาที่หมู่บ้านกกกอก ระบุว่า อาตมานิมิตเห็นคนร้ายคาดว่าน่าจะเป็นคนใกล้ตัวน้องชมพู่ และเขาอาจไม่ได้ตั้งใจก่อเหตุ แต่สิ่งที่เขาทำนั้นเป็นอุบัติเหตุ เพราะพลั้งมือทำร้ายน้องชมพู่ และจึงเอาศพน้องชมพู่ขึ้นไปอำพรางบนภูเหล็กไฟ ที่อาตมานิมิตเห็นก่อนหน้านี้ คนร้ายก็อยู่ในอาการกระวนกระวาย ร้อนรน พูดจาเพ้อเจ้อ กินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ จะเป็นประสาท จนแทบจะผูกคอตาย ซึ่งอีกไม่นานถึง 1 เดือน คนร้ายจะยอมรับสารภาพออกมาว่าเขาเป็นคนก่อเหตุ เพราะกรรมกำลังจะตามทันเขาแล้ว คาดว่าวันที่คนร้ายเผยตัว จะเป็นวันพระในเร็ว ๆ นี้ สำหรับการกระทำของคนร้าย ตนก็อยากบิณฑบาตรว่า ถ้าหากว่าเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้น้องชมพู่ตาย ก็อยากให้เขายอมรับสารภาพ โทษหนักจะได้กลายเป็นเบา
 

 

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์

;