ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษ ลูกชาย "สนธิ ลิ้มทองกุล" คดีออกอากาศ ASTV โดยไม่ได้รับอนุญาต

Publish 2019-09-05 11:15:13


จากกรณีที่ โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างเดือนกันยายน 2548 ถึงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 จำเลยทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ โดยร่วมกันทำการบันทึกรายการภาพและเสียงหรือทำการถ่ายทอดสดรายการตามที่มีกำหนดไว้ในผังรายการแล้วส่งข้อมูลสัญญาณภาพและเสียงผ่านทางสายเคเบิลใยแก้ว ซึ่งเช่าจากบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อส่งต่อไปที่เกาะฮ่องกง ประเทศจีน จากนั้นมีการส่งสัญญาณภาพและเสียงต่อไปยังดาวเทียม NSS6 แล้วดาวเทียมส่งข้อมูลสัญญาณภาพและเสียงกลับมาที่ประเทศไทยทางสถานีวิทยุโทรทัศน์เอเอสทีวี ช่องนิวส์วัน ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถซื้อจานรับสัญญาณดาวเทียมเพื่อดูรายการโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย อันเป็นการส่งวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ


ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษ ลูกชาย "สนธิ ลิ้มทองกุล" คดีออกอากาศ ASTV โดยไม่ได้รับอนุญาต

ล่าสุดที่ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษา คดีบุตรชาย สนธิ ลิ้มทองกุล ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต เห็นควรแก้ไขบทลงโทษให้โทษจำคุกรอลงอาญา 3 ปี พร้อมปรับ 90,000 บาท เนื่องจากขณะแพร่ภาพสัญญาณยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลออกใบอนุญาตวิทยุโทรทัศน์

 

 

โดยศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1870/2558 ที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด, นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล และนายพชร สมุทวณิช ผู้บริหารบริษัทฯ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันส่งวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์เพื่อให้บริการสาธารณะหรือชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต

 

 

 

ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2559 โดยเห็นว่า พยานโจทก์ที่นำมาเบิกความ รวม 4 ปาก ไม่มีพยานคนใดเบิกความให้ศาลเห็นว่าการประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์โดยการส่งภาพและเสียง กระทำความผิดตามพ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ. 2498 พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2530 และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551
 



 

 

นอกจากนี้จำเลยทั้งสามรับว่า ขั้นตอนในการส่งสัญญาณภาพและเสียงของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวีเป็นไปตามผัง แต่บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด รับจ้างบริษัท เอเชียทามออนไลน์ จำกัด ผลิตรายการ และรายการที่ผลิตก็เป็นลิขสิทธิ์ของบริษัท เอเชียทามออนไลน์ โดยที่บริษัท ไทยเดย์ ด็อท คอม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งโจทก์ก็ไม่สามารถนำนายอานนท์ ลอยกุลนันท์ ผู้รับมอบอำนาจจากอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์มาร้องทุกข์และตรวจสอบการกระทำผิดมาเบิกความในชั้นศาล และจำเลยทั้งสามก็ไม่มีโอกาสถามค้านพยานปากนายอานนท์ เพื่อให้เกิดความชัดเจนได้ ลำพังเพียงคำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนของโจทก์ปากอื่นๆ ที่โจทก์อ้างเป็นพยานต่อศาลยังไม่เพียงพอให้ศาลรับฟังว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดตามฟ้องโจทก์ คดีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามอีก พิพากษายกฟ้อง

 

 

ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 18 ก.ค.2560 เห็นว่า คดีนี้โจทก์นำพยานมาเบิกความในชั้นศาลรวม 4 ปาก ไม่มีพยานคนใดเบิกความให้เห็นว่า การประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์โดยการส่งภาพและเสียงของจำเลยทั้งสามในขั้นตอนใดที่จะถือได้ว่า จำเลยทั้งสามได้กระทำผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2498 แต่โจทก์มีคำให้การในชั้นสอบสวนของ นายอานนท์ ลอยกุลนันท์ เจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ พยานโจทก์สรุปได้ความว่า สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ของจำเลยที่ 1 มีการส่งสัญญาณภาพและเสียงผ่านสายเคเบิลใยแก้ว ซึ่งจำเลยที่ 1 เช่าสายเคเบิล จากบริษัท กสท. และเป็นการส่งข้อมูลสัญญาณภาพและเสียงในประเทศไทย จากนั้นส่งข้อมูลดังกล่าวไปยังสายเคเบิลใต้น้ำจากประเทศไทย ไปที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน

 

 

หลังจากนั้นได้ส่งสัญญาณภาพและเสียงไปยังดาวเทียม NSS-6 และส่งสัญญาณจากดาวเทียวดังกล่าวกลับมายังประเทศไทย แม้คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งห้ามมิให้ศาลรับฟัง แต่ก็มิได้ห้ามโดยเด็ดขาด และเหตุที่โจทก์ไม่สามารถนำตัวเจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ ดังกล่าวมาเบิกความได้ เป็นเพราะอาการป่วยต้องให้ออกซิเจน อันเป็นเหตุจำเป็น เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 226/3 (2) พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งวิทยุโทรทัศน์หรือ ประกอบกิจการโทรทัศน์โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย 

 

 


พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ พ.ศ.2495 มาตรา 3,5,17 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 คนละ 2 ปี และปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 90,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสาม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และ 3 คนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 60,000 บาท กับให้ปรับจำเลยทั้งสามเป็นรายวันๆ ละ 2,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2548 – 23 ม.ค. 2549

 

 


อย่างไรก็ตาม ล่าสุดศาลอาญาได้มีการอ่านคำพิพากษาในชั้นฎีกา ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่รอลงอาญานั้น เป็นโทษหนักเกินไป จึงเห็นควรให้แก้ไขให้เหมาะสม เป็นโทษจำคุก ให้รอลงอาญา 3 ปี ปรับจำเลยที่ 2 และ 3 คนละ 90,000 บาท เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีหน่วยงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. ที่ทำหน้าที่กำกับดูแล และพิจารณาออกใบอนุญาต การประกอบกิจการโทรทัศน์และกิจการวิทยุกระจายเสียงให้แก่ผู้ขอใบอนุญาตอย่างเช่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์