สาวใหญ่หลอกแม่เฒ่า ชี้พิกัดผัวผู้ร่วมขบวนการ

สาวใหญ่หลอกแม่เฒ่า ชี้พิกัดผัวผู้ร่วมขบวนการ

Publish 2019-08-01 11:41:39


จากกรณีที่นางนวลศรี สิงห์ไธสง อายุ 80 ปี และ นายลี สิงห์ไธสง อายุ 80 ปี สองสามีภรรยาซึ่งปกติจะอยู่บ้านตามลำพัง ถูกหญิงอายุประมาณ 40 ปี รูปร่างท้วม ผมประบ่า ขี่รถจักรยานยนต์สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมาจอดหน้าบ้านมาตีสนิท ซึ่งอ้างว่าเป็นเพื่อนกับลูกสาว



ก่อนหญิงคนดังกล่าวจะแกล้งบ่นว่าหิวข้าว จนสองตายายสงสาร รีบจัดแจงหาข้าวปลาให้รับประทาน ซึ่งหญิงคนร้ายได้ออกอุบายเพื่อทำให้เหยื่อตายใจก่อนลงมือขโมยเงินสดที่ลูกสาวของยายผู้นี้ไปมูลค่า 10,000 บาท พร้อมกับทองรูปพรรณอีก 1 บาทรวมมูลค่ากว่า 30,000 บาท หลบหนีหายไป

 


แต่ถือว่าโชคยังดีเมื่อ นายพรชัย โนไธสง อายุ 54 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ซึ่งเป็นลูกเขยยาย ขับรถผ่านมาเห็นคนแปลกหน้าจึงถ่ายภาพหญิงสาวและรถที่ขับมาเอาไว้เป็นหลักฐาน เผื่อเป็นคนไม่ดี และมันก็เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ 

 

 

อ่านข่าว - สาวใหญ่อ้างเป็นเพื่อนลูกยายวัย 80 จู่ๆบ่นหิวข้าว แม่เฒ่าใจดีรีบจัดแจงทำให้กิน แว้บเดียวกวาดเงิน-ทองหายเกลี้ยง

 

 

กระทั่งที่กองบังคับการราบปราม หรือ บก.ป. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม กก.3 บก.ป.ร่วมแถลงการจับกุม น.ส.ธวัลกร แคฝอย อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ 179/2562 ลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 ฐาน “ลักทรัพย์ในเคหสถานโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” โดยจับกุมได้ที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานี

 

 

อ่านข่าว - รวบแล้วสาวใหญ่อ้างเป็นเพื่อนลูกยายวัย 80 ตีสนิทแม่เฒ่าหลอกขอข้าวกิน (คลิป)
 



ล่าสุดภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบช.ก., พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป., พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย  รองผบก.ป., พ.ต.อ.มีชัย กำเนิดพรม รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.บุญลือ  ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป. และ พ.ต.อ. ชิศณุพงศ์ สุริยานนท์ ผกก.กก.สส.ภจว.อุทัยธานี ผู้ดำเนินการสืบสวน/จับกุม 

 


พ.ต.ท.ประทีป ชูศรี, พ.ต.ท.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์, พ.ต.ต.เอนก  บุญตา สว.กก.3 บก.ป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.ภจว.อุทัยธานี ประกอบด้วย พ.ต.ต.สิทธินันท์ วิสุทธิ์ สว.สส.ภจว.อุทัยธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ร่วมจับกุม นายสนอง  ไวเชิงค้า อายุ 54 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ จ.187/2562  ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562               


โดยกล่าวหาว่ากระทำผิดฐาน  โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันลักทรัพย์ในเคหสถานโดยใช้ยานพาหนะ เพื่อสะดวกในการกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” พฤติการณ์ในการจับกุมกล่าวคือ จากกรณีที่ น.ส.ธวัลกร แคฝอย ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้าที่ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562  จากการที่ได้ก่อเหตุหลอกลวงชาวบ้าน 


ด้วยการใช้รถกระบะและนำรถจักรยานยนต์ของตนขึ้นท้ายกระบะเข้ามาในพื้นที่ภาคอีสานเพื่อก่อเหตุ โดยการขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในหมู่บ้าน ชุมชม หรือที่พักอาศัย เมื่อเห็นเป้าหมายเป็นคนแก่สูงอายุ ได้เข้าไปซักถามบอกว่ารู้จักกับลูกหรือคนในบ้านของเหยื่อหลังจากนั้นหลอกให้เหยื่อไปเก็บผักหลังบ้าน หรือไปทำกับข้าวให้กิน หรือหลอกให้ไปทำสิ่งอื่นใด ซึ่งอยู่ภายนอกบ้าน 

 

 

พอสบโอกาสและได้จังหวะ ก็เข้าไปค้นหาทรัพย์สินของมีค่าของเหยื่อผู้สูงอายุเหล่านั้น ทำให้ผู้สูงอายุหลายท่านสิ้นเนื้อประดาตัวเนื่องจากเก็บเงินมาทั้งชีวิต ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและผู้การกองปราบ ได้เห็นความทุกข์ร้อนของเหยื่อกลุ่มนี้ ซึ่งเหยื่อแต่ละคนเป็นคนแก่ใจดีมีน้ำใจ ยังกระทำเช่นนี้ได้ลงคอ จึงได้สั่งการให้ ผู้กำกับการ 3 และชุดสืบสวนลงพื้นที่เพื่อทำการสืบสวน เป็นเหตุให้จับกุมตัว น.ส.ธวัลกร ได้ในที่สุด ซึ่งหลังการจับกุมแล้ว น.ส.ธวัลกร เกิดความเครียดและพยายามฆ่าตัวตายในห้องขัง โดยใช้ชุดชั้นในผูกคอตนเอง แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้ทันเวลา

 

 

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป. ได้ทำการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม จนทราบว่า น.ส.ธวัลกร ไม่ได้ก่อเหตุเพียงคนเดียว และได้ไปขอหมายค้นต่อศาลเพื่อทำการตรวจค้นบ้านของ น.ส.ธวัลกร ผู้ต้องหา พบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหลายรายการ นำมาสู่การขอหมายจับผู้ร่วมก่อเหตุอีก 1 ราย คือ นายสนอง ไวเชิงค้า ผู้เป็นสามี และถูกจับกุมตัวในเวลาต่อมา นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

ทั้งนี้ยังมีแผนประทุษกรรมในการก่อเหตุ คือ ผู้ต้องหาจะร่วมกันขับรถตระเวนไปในพื้นที่ภาคอีสาน โดยใช้รถกระบะขนรถจักรยานยนต์ขึ้นบนท้ายรถ เมื่อเจอแหล่งชุมชน จะขนรถจักรยานยนต์ลงมา และให้ น.ส.ธวัลกรฯ ขี่เข้าไปก่อเหตุ ส่วนนายสนองฯ จะนั่งรออยู่ในรถยนต์คอยสังเกตการณ์ เมื่อก่อเหตุเสร็จแล้ว ก็พากันหลบหนีโดยขนรถจักรยานยนต์ขึ้นท้ายรถกระบะ และตระเวนก่อเหตุเช่นนี้ไปเรื่อยๆ 

 

 

เมื่อได้เงินมาแล้วก็นำมาใช้จ่ายร่วมกัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน และมีการวางแผนในการก่อเหตุกันเป็นขั้นตอน เป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ อาจนำไปสู่ความผิดมูลฐานการฟอกเงิน  โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป. จะทำการสืบสวนขยายผลติดตาม เพื่อนำเงินและทรัพย์สินมาคืนให้กับตายายผู้เสียหายต่อไป โดยเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

 

 

 

อย่างไรก็ตาม กองปราบปราม จึงขอประชาสัมพันธ์เตือนภัยประชาชน อย่าได้หลงเชื่อกลุ่มแก๊งมิจฉาชีพ ที่แอบอ้างตนเป็นญาติ หรือเป็นเพื่อนของคนในบ้าน จะแสดงความสนิทสนม และขอเข้าบ้าน  และแอบขโมยทรัพย์สินเงินทอง

 

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สุลาลีวัลย์ หงษ์เวียงจันทร์
ข่าวล่าสุด โดยสำนักข่าวทีนิวส์