สาวรีวิวลดน้ำหนักจากเด็กหญิงอ้วนเป็นหุ่นสวยสุขภาพดี

สาวรีวิวลดน้ำหนักจากเด็กหญิงอ้วนเป็นหุ่นสวยสุขภาพดี

Publish 2019-07-10 14:32:43


ไม่ว่าจะเป็นหนุ่ม ๆ หรือสาว ๆ เพศไหนต่างก็ใฝ่ฝันอยากจะมีสุขภาพที่ดี มีรูปร่างที่ดีกันทั้งนั้น แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีหุ่นหรือรูปร่างแบบที่ใฝ่ฝันกัน ดังนั้นการพยายามและทำหุ่นแบบที่ต้องการจึงเป็นอีกเรื่องนึงที่ใครหลายคนสนใจ หันมาออกกำลังกายและหาเคล็ดลับต่าง ๆ นานามาทดลองทำ เช่นเดียวกับสาวเจ้าของเรื่องเล่าต่อไปนี้ ที่เธอได้แชร์ประสบการณ์ลดน้ำหนักของตนเองในเว็บไวต์พันทิปว่า " 22 กิโลที่หายไปตอนนี้เราทำได้แล้ว"

 



 

โดยเธอเล่าว่า...สวัสดีเพื่อน ๆ ชาวพันทิปค่ะ เนื่องด้วยความขี้เกียจครอบงำเลยคิดอยู่นานว่าจะทำรีวิวดีมั้ย ต้องบอกก่อนเลยว่าในชีวิตไม่เคยได้รู้จักคำว่าผอมเลย แต่ตอนอนุบาล 3 น้ำหนักเราก็ปาไป 45 แล้ว แต่มาพีคสุดคือตอนที่มันไม่โอเคแล้วจริง ๆ คือตอนม.4 น้ำหนักมันขึ้นมาเป็น 76 กิโลแล้ว มีแต่คนถามว่าไม่คิดจะลดน้ำหนักหรอ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้สึกอะไรหรอก ไม่รู้สึกว่าตัวเองอ้วนด้วยซ้ำ โอ้มายก้อด

 

 



ตามจริงเคยไปหาหมอตอนม.1 ตอนนั้นหมอบอกว่าคอเลสเตอรอลเกิน ไขมันเกิน หนูต้องลดน้ำหนัก ตอนนั้นคนรอบข้างก็พูดแค่ว่า "เดี๋ยวโตขึ้นก็ผอมเองแหละ" "เดี๋ยวตัวจะค่อย ๆ ยืดเอง" ....มันไม่จริง เพราะได้ยินคำพูดพวกนั้นแหละเลยไม่ทำอะไรเลย น้ำหนักมันก็ขึ้นเรื่อย ๆ ไง นี้คือรูปตอน ม.1

 

พอเริ่มขึ้น ม.2 เริ่มอยากผอมแล้ว เพราะตอนนั้นรู้สึกว่าเรามีชุดใส่อยู่แค่ชุดเดียว เวลาไปเที่ยวกับเพื่อนๆเค้าก็จะแต่งตัวกันสวยมากกก อยากแต่งตัวสวยๆบ้าง แต่ด้วยเหตุผลที่เราเรียนอยู่ที่ที่ปีนัง แล้วมันเป็นอพาทเม้นต์ เลยตัดเรื่องออกกำลังกายไปได้เลย เคยไปวิ่งอยู่ด้านล่าง 2-3 วัน ก็ล้มเลิกแล้ว นี้คือรูปตอนม.2

 

 

หลังจากนั้นเราย้ายไปอยู่คอนโด คอนโดมีฟิตเนสมีสระว่ายน้ำเลยทำให้เราเริ่มออกกำลังกายบ้าง เดือนละ 2 ครั้ง 5555555555 ตอนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่หันไปลองด้านยาลดน้ำหนักแต่จะไม่ได้กินแบบติดต่อกัน จะกินเป็นชุดๆ พอผอมก็หยุด วงเวียนแบบนี้มาอยู่ประมาณ 2 ปี แต่...มันหยุดไม่ได้เพราะพอหยุดน้ำหนักเราก็ขึ้นแล้วก็ต้องมากินใหม่ ตอนนั้นไม่รู้ว่ามันเรียกว่าโยโย่ ก็ทำแบบนั้นไป เพื่อนเดี๋ยวก็ทักผอมลงบ้าง เดี๋ยวก็ทักอ้วนขึ้นบ้าง เราเลยเข้าgoogleหาเรื่องของยาลดน้ำหนัก ถึงจะรู้ว่าอ้อ มันทำให้โยโย่ มันเป็นแบบนี้นี้เอง ตอนนั้นบอกเลยว่าไม่กล้าหยุดกินยาเลยเพราะตอนนั้นผอมลงแล้ว เรากลัวหยุดแล้วจะเด้ง ตอนนั้นเครียดมาก หาว่าทำยังไงไม่ให้เด้ง แต่มันก็เด้งจาก 70 มาเป็น 76 ซึ่งเป็นช่วงตอน ม.4

 

พอเห็นรูปนี้เท่านั้นแหละ เรารู้สึกว่ามันไม่โอเคแล้ว ตอนนั้นก็เครียดว่าจะลดน้ำหนักยังไง ยาหยุดเดี๋ยวก็โยโย่ เครียดแบบเครียดมาก ๆ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะหยุดกินจริง ๆ หลังจากนั้นเลยหันมาฟิตเนสปั่นจักรยาน 300 แคลทุกวัน แต่ไม่ควบคุมเรื่องอาหารเพราะตอนนั้นไม่มีกระแสเรื่องอาหารคลีน ก็รู้สึกว่าออกกำลังกายแล้วกินได้ กินแบบเพื่อนชวนไปกินที่ไหนก็กินเพราะคิดว่าก็ออกกำลังกายแล้วอะ คนอื่นก็พูดว่า "ออกกำลังกายแล้วทำไมไม่เห็นผอมลงเลย" ก็เลยคิดว่า เออก็จริง ออกแค่ 300 แต่ไปกินอาหารญี่ปุ่นชุดเบนโตะชุดนึงก็ 900 แคลละ

 

หลังจากนั้นเลยเริ่มเปลี่ยนเรื่องการกิน ตอนเช้ากินขนมปังบ้าง ซีเรียลบ้าง กินอาหารปกติบ้าง แต่บอกก่อนเลยว่าตอนนั้นความรู้เรื่องอาหารคือ 0 มาก ๆ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย พอมื้อเที่ยงก็จะกินข้าวร้านมังสวิรัติแล้วก็จะสั่งข้าวกล้องแต่หารู้มั้ยว่าที่ตักกับอย่างอื่นนั้นแป้งทั้งนั้น พอเป็นมื้อเย็นก็จะกินปกติ แต่ด้วยเพราะเลิกเรียนตอนบ่าย 3 คนที่ดูแลหอเค้าก็จะทำข้าวเย็นให้กินตอน 4 โมง หลังจากนั้น 6 โมงเราก็ไปฟิตเนส บางคืนก็หิวบ้างไม่หิวบ้าง แต่พยายามไม่กินมื้อดึก ตอนนั้นการออกกำลังกายก็เปลี่ยนไปเพราะเราเข้าชมรมบาสของโรงเรียน ก็จะหากิจกรรมหลายๆอย่างเล่นควบคู่ไปด้วย จากที่ปั่นจักรยานก็จะเปลี่ยนไปวิ่งบ้าง แล้วก็เพราะว่าได้เจอเพื่อนที่ฟิตเนส เค้าก็ทำให้เรารู้จักกับคำว่า 'สคอวต' OMG มันเจ็บมากกกกกกก หลังจากนั้นก็ทำบ้างไม่ทำบ้างวนไม่ได้เน้นสคอวต ทำอยู่1ปีกว่าๆ น้ำหนักมันก็ลงมาอยู่ที่ 65-67

 

หลังจากนั้นกลับมาอยู่ไทยรอเรียนมหาลัย ตอนนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ได้รู้จักกับ 'อาหารคลีน' เนื่องจากพ่อกับแม่เริ่มหันมาออกกำลังกายและรักสุขภาพมากขึ้นเลยได้เปลี่ยนพฤตืกรรมการกิน เรื่องเวทเทรนนิ่งเราก็ไม่ได้มีความรู้มากเราเลยวิ่งอย่างเดียว วิ่งแบบเป็นชั่วโมง วิ่งเอาเป็นเอาตาย ผอมลงจริงแต่เวลาจับที่เนื้อคือเนื้อมันเหลวอะแต่ตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร ในรูปคือน้ำหนักอยู่ที่ 60 

 

หลังจากนั้นช่วงที่มาอยู่เซี่ยงไฮ้คือช่วงที่มหาลัยเปิด ตอนนั้นก็คิดว่าพอใจแล้วไม่ลดแล้ว ใช้ชีวิตลั้นลาเลยค่ะ ไม่ได้ออกกำลังกาย ใครชวนไปไหนไป กินไหนไปตลอด ไม่อิ่มไม่หยุด แล้วคืออาหารจีนมันมากกกกกกก เพื่อนนัด4ทุ่มกินเนื้อย่างก็ไป หลังจากนั้นภายในเดือนเดียวน้ำหนักขึ้นมาอยู่ที่ 64 คือแบบบบบ เครียดมากกกก เพื่อนที่ชวนกินตอนชวนก็ชวนดี พออ้วนขึ้นมันลก็ล้อ ล้อแบบกดดันมากๆคำพูดมันทำให้เราแบบแย่มากๆ หลังจากนั้นเปลี่ยนพฤตืกรรมการกินคือพยายามกินแค่3มื้อ จากปกติกิน 4-5 มื้อ แล้วก็ไปสมัครฟิตเนสเลยจ้า ตอนไปเล่นฟิตเนสก็ยังทำแค่คาร์ดิโอ วิ่งกับปั่นจักรยานอย่างเดียว เทรนเนอร์ก็เข้ามาบอกว่าวิ่งอย่างเดียวไม่ได้นะ หลังจากนั้นเลยดูว่าฟิตเนสมีคราสอะไรบ้าง มันก็มีพวกบอดี้คอมแบต เราชอบมากมันเป็นแบบแนวมวยๆเราเลยเข้า 1 อาทิตย์มีคราส 4 วัน ก็พยายามไปให้ได้ทุกวัน ตอนนั้นใช้เวลา 2 เดือน น้ำหนักก็ลงไปประมาณ3กิโล เทรนเนอร์ก็ทักว่าผอมลง แต่รู้สึกว่ากินยังไม่ได้กินคลีนแล้วก็ยังกินมากอยู่ น้ำหนักเลยลงช้า

 

หลังจากนั้นก็กลับไทยเพราะปิดเทอม หันมาเล่นเวทมากขึ้น แล้วก็ประกอบกับกินอาหารดีขึ้น เราจะเล่นเน้นเวทช่วงขา เพราะเป็นคนช่วงขาใหญ่ ก็จะทำสคอวต, lunge, กระโดดตบ, sumo squats แล้วก็ตามด้วยcardio 45-60นาที 1เดือนน้ำหนักก็ลงไปอยู่ที่ 59-60

 

พอกลับมาจีนเนื่องด้วยต้องทำอาหารเอง มันเลยทำให้เราเลือกได้ว่าเราจะปรุงอะไรใส่ลงไปบ้าง แต่เพราะลิ้นชินกับรสจืดเราเลยมีแค่น้ำมันหอยอะ55555555 บวกกับการออกกำลังกายตามภาพนี้

 

 

การลดน้ำหนักมันจะทำให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมการกินไปเลย เราจะเลือกมากขึ้น เราจะคิดมากขึ้นว่าอะไรควรกินไม่ควรกิน กินอาหารดี ๆ ก็มีผลต่อจิตใจมากมันทำให้เรารู้สึกแฮปปี้ว่าเราเอาของดรเข้าร่างกาย แต่เราก็ยังมีกินไอติมบ้าง กินของหวานบ้างอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

 

หวังว่ากระทู้นี้จะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่ตั้งใจจะลดน้ำหนักค่ะ สิ่งสำคัญเลยคืออย่ายึดติดเรื่องเวลา แค่คิดว่าวันนี้เราจะต้องสุขภาพดีขึ้นกว่าเมื่อวาน พอผ่านไปนานๆผลลัพธ์ที่ได้เหมือนเป็นรางวัลชีวิตจริง ๆ ถ้าหากเขียนผิดตกบกพร่องยังไงต้องขออภัยด้วยนะคะ

 

ขอบคุณ : 22 กิโลที่หายไปตอนนี้เราทำได้แล้ว


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นิตติยา บุญตาวัน
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์