โหรฟองสนานทำนาย มฤตยูจรมาทับลัคนาเมือง

โหรฟองสนานทำนาย มฤตยูจรมาทับลัคนาเมือง

Publish 2019-06-18 13:55:38


เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 โหรฟองสนาน จามรจันทร์ ทำนายดวงชะตา แม่หมอสมัครเล่นตอนที่278 โดยฟองสนาน จามรจันทร์ รอบนี้ไม่ใช่2475 

ภาพที่1มฤตยูจร(0)เดินอยู่ในราศีเมษทับลัคนาและพระอาทิตย์(๑)ดวงเดิมของเมืองรอบแรก ระหว่าง24มิถุนายน2392จนถึง25มิถุนายน2399

ภาพที่2มฤตยูจรทับลัคนาและพระอาทิตย์(๑)ดวงเดิมของเมืองรอบที่สอง-พร้อมเกณฑ์พฤหัสบดีจรหัวหน้าดาวดี(5)เดินอยู่ในราศีกรกฎเข้มแข็งมาก(อุจจ์)เล็งยันกับพระเสาร์จร(7)หัวหน้าดาวร้ายที่เดินอยู่ในราศีมังกรเข้มแข็งมาก(เกษตราธิบดี)บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงด้านร้ายถึงพื้นฐานเมือง

ภาพที่3มฤตยูจรทับลัคนาและพระอาทิตย์(๑)ดวงเดิมรอบที่สาม-ไม่ปรากฎเกณฑ์หัวหน้าดาวดีและหัวหน้าดาวร้ายเล็งยันกันเหมือนรอบที่สอง



 

ขณะวางเสาหลักเมืองอันเป็นวินาทีที่เมืองรัตนโกสินทร์ถือกำเนิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน 2325 เวลา 06.54น.นั้น คณะพระยาโหราธิบดี-ชีพ่อพราหมณ์ที่หาฤกษ์ทั้งหลายยังไม่รู้จักและใช้มฤตยู(0)เจ้าของภัยอาเพศมาประกอบการคำนวณ เพราะวิลเลี่ยม เฮอร์เซลนักดาราศาสตร์เพิ่งค้นพบดาวดวงนี้เมื่อพ.ศ.2324ก่อนวางเสาหลักเมืองประมาณหนึ่งปี

จนกระทั่งต่อมานายมี ลงกาใหม่ หรือหมื่นพรหม สมพัสสร บุตรของพระยาโหราธิบดี(ชุม)เจ้ากรมโหรสมัยรัชกาลที่1(บางข้อมูลบอกชื่อบิดาขัดกัน)และนายมียังเป็นศิษย์เอกของสุนทร(ภู่) ได้นำมฤตยูมาใช้ในโหราศาสตร์ไทยเป็นคนแรก

แม้มฤตยูจะไม่ถูกใช้ในการคำนวณหาตำแหน่งดาวในการวางดวงชะตาเมืองตั้งแต่ต้น แต่เราก็สามารถย้อนรอยได้ว่าวินาทีที่วางเสาหลักเมืองนั้นมฤตยูดวงชะตากำเนิดหรือดวงชะตาเดิมของเมืองอยู่ในราศีมิถุนซึ่งเป็นภพที่สาม-สหัชชะ-อันหมายถึงพี่น้อง-ญาติๆ-เพื่อนบ้าน-การติดต่อสื่อสารฯลฯของเมือง

หลังจากวินาทีวางเสาหลักเมืองแล้ว มฤตยูในราศีมิถุนก็เริ่มจร-หรือเดินทวนเข็มนาฬิกามาเรื่อยๆในที่สุดมฤตยูจรก็เดินมาทับลัคนาเมืองที่สถิตราศีเมษรอบแรกระหว่าง24มิถุนายน2392จนถึง25มิถุนายน2399

ตลอดเจ็ดปีที่มฤตยูเดินอยู่ในราศีเมษหรือทับลัคนาเมืองรอบแรก(มฤตยูจรเดินผ่านแต่ละราศีใช้เวลาเจ็ดปี)มีเหตุการณ์สำคัญอุบัติขึ้นคือห่าลงปีระกาพร้อมกับสูญเสียเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) -รัชกาลที่สามเสด็จสวรรคต-พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว-ทรงขุดคลองผดุงกรุงเกษม-ความรุ่งเรืองของธรรมยุตินิกาย และทรงเริ่มเตรียมการนำประเทศสู่ความเป็นตะวันตกเช่นการเรียน-สอนภาษาอังกฤษในราชสำนัก-จ้างฝรั่งมาเป็นทหารฯลฯ

 

 



ครั้นอีก84ปีต่อมามฤตยูจรได้เดินเข้าราศีเมษทับลัคนาเมืองเป็นรอบที่สองเริ่มเมื่อ1มีนาคม 2475และเดินอยู่ที่นี่ถึง1มีนาคม2482 อันเป็นช่วงของการเริ่มปฎิวัติสยาม หรือเหตุการณ์2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข รัชกาลที่เจ็ดสละราชสมบัติและเป็นระยะเวลาเจ็ดปีของการวุ่นวายขายกระจาดทางการเมือง

ในทางโหรนั้นการมาทับลัคนาดวงเมืองรัตนโกสินทร์รอบสองนี้ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในพระราชสถานะของราชวงศ์จักรีเพราะมีเหตุซ้ำซ้อนจากเกณฑ์อื่นเพิ่มเข้ามานอกเหนือจากการทับลัคนาเมืองของมฤตยูอย่างเดียว โดยเกณฑ์นี้รัชกาลที่หนึ่งพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทำนายไว้ล่วงหน้าถึง150ปีราวกับตาเห็นว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในพระราชสถานะของราชวงศ์จักรี สามารถยืนยันได้จากบันทึกหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี(เจ้าครอกวัดโพธิ์)เมื่อคราวฟ้าผ่าและไฟไหม้พระที่นั่งอัมรินทรปราสาทในพระบรมมหาราชวัง

นี่ขนาดยังไม่ทรงใช้มฤตยูจรและยังไม่ทรงมีคอมพิวเตอร์ช่วยคำนวณยังทรงทำนายได้แม่นยำขนาดนี้ แล้วพระองค์ทรงใช้หลักโหรข้อไหนมาทำนาย?

อาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ครูโหรผู้ล่วงลับได้เขียนคาดหมายไว้ในหนังสือโหราศาสตร์ไทยในวรรณคดีไขระหัสคาดว่ารัชกาลที่หนึ่งคงทรงคำนวณและใช้หลักโหรอันเนื่องจากพฤหัสบดีจร(5)หัวหน้าดาวดีเดินอยู่ในราศีกรกฎเข้มแข็งมากเพราะได้มาตรฐานอุจจ์เล็งยันกับพระเสาร์จร(7)หัวหน้าดาวร้ายเดินอยู่ในราศีมังกรได้มาตรฐานเข็มแข็งมากเพราะได้มาตรฐานเกษตราธิบดีเป็นอุปกรณ์ในการทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า(ตามภาพที่สอง)

ทั้งนี้ตำราโลกธาตุก็บอกไว้ชัดเจนว่า… พฤหัสบดีกับเสาร์เป็นคู่อริกัน(หัวหน้าดาวสองขั้วคือดีกับร้าย) ถ้าร่วมหรือเล็งกัน โลกก็เกิดยุ่ง เช่นแผ่นดินไหวผิดประหลาด หรือเกิดความอัตคัดขาดแคลนไปทั่ว…ดังตัวอย่างที่ผู้เขียนลองวิชาออกคำทำนายว่าปี2562ปีจะมีแผ่นดินไหวแปลกประหลาดให้เห็นสักสองสามครั้ง แล้วก็เกิดขึ้นจริงที่อำเภอวังเหนือ ลำปาง เมื่อวันที่20กุมภาพันธ์ 2562ขนาด4.9ริกเตอร์ก็ใช้หลักจากตำราโลกธาตุนี้

ยิ่งการเล็งยันกันด้วยมาตรฐานสูงทั้งคู่และต่างอยู่ในตำแหน่งภพเกณฑ์หรือภพสำคัญของเมือง(พฤหัสบดีจรเดินในกรกฎ-ภพที่สี่-พันธุ ส่วนพระเสาร์จรเดินอยู่ในภพที่สิบ-กัมมะ)เหมือนช่วงปี2475แล้วผลต่อเมืองยิ่งรุนแรง

แต่ไม่ว่าผลจะรุนแรงเพียงใดราชวงศ์จักรีก็ยังคงอยู่คู่เมืองไทยมาตลอดเพียงแต่เปลี่ยนพระราชสถานะไปตามยุคสมัย ด้วยเหตุที่ว่าชะตาเมืองออกแบบมาเช่นนี้(พระอาทิตย์๑ดวงเดิมของเมืองกุมลัคนาเมือง) แล้วการท้าทายก็จะยังมีอยู่เป็นระยะๆไปตลอด อย่าหวังว่าจะหมดไป

ทีนี้มาว่ากันถึงรอบที่สามที่มฤตยูจรมาทับลัคนาเมืองระหว่าง6มีนาคม2559-8กรกฎาคม2565นี้ เหตุการณ์เริ่มซ้ำรอยรอบที่หนึ่ง เริ่มจากเราเสียคุณบรรหาร ศิลปะอาชานำมาก่อน -ตามด้วยการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่เก้า- ได้ในหลวงรัชกาลที่สิบ-ได้สมเด็จพระสังฆราชที่ชาวพุทธล้วนชื่นชมในวัตรปฎิบัติที่งดงาม-เรื่องอิทธิปาฎิหาริย์ปลุกเสกพระ-วัตถุมงคลลดลงฮวบฮาบ-พระเณรผิดเพี้ยนไปจากหลักวัตรปฏิบัตรที่ควรจะเป็นหายไปจากสังคมและโซเชียล-เดินเรือในคลองผดุงกรุงเกษมฯลฯ

 

 

และจากการตรวจสอบเส้นทางเดิน-จรของพฤหัสบดีจร และพระเสาร์จร ไปจนถึงวันที่8กรกฎาคม 2565แล้วไม่ปรากฎว่าจะทำมุมถึงกันเหมือนคราว2475

แต่แม้จะให้ความมั่นใจได้ส่วนหนึ่งว่ามฤตยูจรมารอบนี้ไม่คล้ายรอบ2475คนไทยที่เข้มแข็งของแผ่นดิน(พระจันทร์ดวงเดิม๒-ตัวแทนคนไทยสถิตในราศีกรกฎได้มาตรฐานเกษตราธิบดี-แปลว่ามั่นคง)ก็ใช่ว่าจะวางใจได้ เพราะยังมีเหตุท้าทายเมืองจากเกณฑ์อื่นๆรอการเกิดอยู่

โดยหนึ่งในเกณฑ์สำคัญจะได้เขียนถึงในตอนต่อไป

ฟองสนาน จามรจันทร์
14 มิถุนายน 2562

 

 

ขอบคุณ Fongsanan Chamornchan


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สินีนุช บรรเจิดธนากุล
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์