รพ.ดังชี้แจงแล้ว กรณีหนุ่มลูกครึ่งวัย24 ป่วยลูคีเมีย

รพ.ดังชี้แจงแล้ว กรณีหนุ่มลูกครึ่งวัย24 ป่วยลูคีเมีย

Publish 2019-05-10 09:25:00


จากกรณีหนุ่มลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น วัย 24 ปี ป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวตั้งแต่อายุ 9 ขวบ คุณแม่ก็เลยพาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนี้ ซึ่งการรักษาจะมีลักษณะเป็นคอร์ส ในคอร์สจะต้องทำคีโม และให้เกล็ดเลือดเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว แต่พอดำเนินการรักษามาถึงการให้เลือดถุงที่ 12 ก็พบว่าผู้ป่วยมีอาการทรุด ไข้ขึ้น และยิ่งทรุดหนักลงจนร่างกายผอม และพบว่าติดเชื้อ HIV ซึ่งคาดว่ามาจากการถ่ายเลือดระหว่างการรักษา

 

 



ล่าสุดทางฝ่ายสื่อสารองค์กร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ออกมาชี้แจงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ระบุว่า...จากกรณีที่รายการข่าวไทยรัฐนิวส์โชว์ ได้ทำการเผยแพร่ข่าว “หนุ่มวัย 24 ปีรักษามะเร็งที่โรงพยาบาลดังกลับได้รับเชื้อ HIV” เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 เมื่อเวลาประมาณ 20.53 น. ซึ่งมีการรายงานข้อมูลของผู้ป่วยและปรากฏภาพโลโก้ของโรงพยาบาลฯ บนเอกสารผู้ป่วยตามที่มีการเผยแพร่ในรายงานข่าวนั้น

 



โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้ทำการตรวจสอบแล้ว ขอชี้แจงว่าบุคคลในภาพข่าวนั้นเป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลและโรงพยาบาลฯได้รับผู้ป่วยรายดังกล่าวเข้ารับการรักษาอาการโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เริ่มจากปี พ.ศ. 2547 คือ เมื่อ 15 ปี ก่อนเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิของผู้ป่วย โรงพยาบาลฯ ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลประวัติการรักษาผู้ป่วยรายดังกล่าวได้ แต่ขอถือโอกาสนี้ ชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อแสดงถึงจุดยืนในการให้การรักษาและการเยียวยาแก่ผู้ป่วย ตามหลักมนุษยธรรมที่โรงพยาบาลฯ ได้ปฏิบัติตลอดระยะเวลายาวนานที่ผ่านมา

 

 



1.ข้อปฏิบัติในการให้เลือด โรงพยาบาลฯ มีข้อปฏิบัติในการรับเลือดจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อให้การรักษาแก่ผู้ป่วย ด้วยเป็นสถาบันที่มีการคัดเลือกและตรวจเลือดผู้บริจาคตามมาตรฐานระดับประเทศและระดับสากล มีมาตรการคัดกรองผู้บริจาคโลหิตด้วยแบบสอบถามและซักประวัติพฤติกรรมความเสี่ยง มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยวิธีซีโรโลยี่ ด้วยน้ำยาที่มีความไวสูงสุด และตรวจด้วยวิธี Nucleic acid amplification test (NAT) ดังนั้นผลิตภัณฑ์เลือดจะมีความปลอดภัยสูง ผ่านการตรวจคัดกรองการติดเชื้อต่างๆ รวมถึงการตรวจคัดกรองเชื้อ HIV ด้วย ในช่วงปี พ.ศ. 2547 ซึ่งผู้ป่วยรายนี้เข้ารับการรักษา ทางศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติฯ ได้ใช้เทคโนโลยีการตรวจคัดกรองเลือดผู้บริจาคที่มีประสิทธิภาพสูงด้วยเทคนิค NAT ที่สามารถตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้มาถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามการตรวจคัดกรองการติดเชื้อในเลือดยังมีข้อจำกัดกรณีท่ี่ผู้ บริจาคเพิ่งได้รับเชื้อเข้ามาใหม่ซึ่งในเลือดจะมีปริมาณเชื้อไม่มากพอที่จะตรวจพบได้ด้วยวิธีใดๆ (Window period) จึงอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับเชื้อเหล่านี้แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นนั้นมีน้อยมาก ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าทางโรงพยาบาลต่างๆ ล้วนมีข้อปฏิบัติในการให้ผู้ป่วยรับทราบถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อจากการได้รับเลือดซึ่งรวมถึงเชื้อ HIV ด้วย แล้วจึงลงนามยินยอมรับการให้เลือดเพื่อการรักษาที่จำเป็น

 



2.เรื่องการดูแลรักษาเพื่อเยียวยาตามหลักมนุษยธรรม โรงพยาบาลฯ รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยรายดังกล่าวและยึดมั่นในการดูแลให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือค่าดูแลรักษาเรื่อง HIV และอาการข้างเคียงอื่นๆ อันเป็นผลจากเชื้อ HIV โดยปรากฏในประวัติย้อนหลังผู้ป่วย ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับการรักษา เป็นจำนวนเงินกว่า 7 หลัก รวมการเข้ารักษาทั้งหมดจนถึงปัจจุบัน 266 ครั้ง ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักการการบริบาลด้วยความเอื้ออาทรแก่ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลฯ ยึดมั่นมาตลอดกว่า 38 ปี ของการดำเนินงาน โรงพยาบาลฯ ขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและมีความเห็นใจต่อตัวผู้ป่วยตลอดจน ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าว ทั้งนี้ โรงพยาบาลฯ ขอถือโอกาสนี้ยืนยันที่จะให้การดูแลรักษา.

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วีรวิชญ์ ชมภูทรัพย์ศิริ
ข่าวด่วน โดยสำนักข่าวทีนิวส์