ผู้กองหญิงเล่าเองเห็นเหตุพ่อช่างสักไล่กระทืบแก๊งทรชน เข้าใจทุกสิ่งอย่างเคยผ่านคดีขืนใจเด็ก 7 โจ๋ผตห.นั่งหัวร่อสนุกไม่กลัวศาลลงโทษ

"ผู้กองหญิง"เล่าเองเห็นเหตุพ่อช่างสักไล่กระทืบแก๊งทรชน เข้าใจทุกสิ่งอย่างเคยผ่านคดีขืนใจเด็ก 7 โจ๋ผตห.นั่งหัวร่อสนุกไม่กลัวศาลลงโทษ

Publish 2018-12-23 12:27:58

จากกรณีที่เด็กหญิงอายุ 12 ปี ถูกกลุ่มวัยรุ่นชายจำนวน 5 รายก่อเหตุรุมข่มขืน ภายในร้านขายของแห่งหนึ่งพื้นที่จ.สระบุรี โดยในเวลาต่อมาพ่อของเด็กหญิงผู้เสียหายได้ร้องขอความเป็นธรรมและเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินการเอาผิดกลุ่มวัยรุ่นดังกล่าว ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุต่างรับสารภาพว่าได้ลงมือรุมข่มขืนเด็กหญิงจริง 
 



โดยพ่อของเด็กหญิงวัย 12 ปี ผู้เสียหาย ได้เปิดใจว่าตนเองและลูกทุกข์ใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก ทำให้มีชาวเน็ตและคนในสังคมต่างเข้ามให้กำลังใจอย่างมากมาย และมีการโอนเงินช่วยเหลือในการสู้คดีอีกด้วย หนึ่งในนั้นคือดาราหนุ่ม แทค ภรัณยู ที่ประกาศยืนอยู่ข้างฝ่ายพ่อเด็ก พร้อมโอนเงินช่วยเหลือจำนวน 1 แสนบาท และให้กำลังใจสู้ต่อไป ขณะที่ในเวลาต่อมา พ่อของเด็กเปิดใจโดยการไลฟ์สดผ่านทางเฟซบุ๊กอีกว่าลูกสาวตนเองเครียดถึงกับจะฆ่าตัวตาย

 

ทั้งนี้เพจล่า ยังมีการแฉข้อมูลใหม่เกี่ยวกับคดีดังกล่าวอีกด้วยว่า มีผอ.ที่ได้สอบถามเด็กวัย 12 เหยื่อทรชน ด้วยสีหน้าที่ไม่ยิ้มแย้ม ด่าทอและบ่นว่าทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง บังคับให้ลาออกสถานเดียว ซึ่งเด็กวัย 12 ได้ชี้ตัวชัดเจนแล้วว่า คนไหนที่เป็นคนพูดทำร้ายจิตใจขนาดนี้ 

 


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด.ญ.เหยื่อทรชนลุกทวงความเป็นธรรม ชี้ภาพผอ.เทศบาลคนไหนเบะปากใส่ กดดันลาออกบอกทำโรงเรียนเสื่อมชื่อ
 


เนื่องด้วยจากคดีดังกล่าวที่กำลังเป็นเรื่องราวสะเทือนใจ บีบหัวใจคนเป็นพ่อเป็นแม่ ที่ต้องเจ็บปวดทุกครั้งที่อ่านข่าวนี้ซ้ำๆ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าคดีข่มขืน รุมโทรมในบ้านเรา มักมีเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ซ้ำผู้ก่อเหตุบางรายยังไม่สำนึกว่านี่คือการกระทำที่ผิดกฎหมาย และผิดศีลธรรมอย่างรับไม่ได้ 

 

ล่าสุดทางเพจเฟซบุ๊ก พนักงานสอบสวนหญิง ได้โพสต์ข้อความเล่าถึงเหตุการณ์ครั้งอดีตเมื่อได้รับแจ้งเหตุ เด็กหญิงถูกเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน อายุ 13-14 ปี ร่วมกันกระทำชำเราด้วยกันทั้งหมด 7 คน จากการสอบถามแม่ของเด็กหญิงผู้เสียหาย ทราบว่าเธอถูกเด็กชาย 7 คนรุมโทรมและไม่กล้าบอกพ่อแม่ จนได้ข่าวมาจากญาติ จึงมาสอบถามจนลูกสาวยอมรับและได้เข้าแจ้งความ

 


โดยระบุว่า "เมื่อผู้กองทรายเล่าเรื่อง “ว่าด้วยเรื่องรุมโทรมเด็กหญิง (เรื่องสั้นจากเรื่องจริง) เมื่อไม่กี่เดือนก่อนฉันได้รับแจ้งเหตุเด็กหญิงถูกเพื่อนเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน (13-14ปี) ร่วมกันกระทำชำเราด้วยกันทั้งหมด 7 คนด้วยกัน ขณะที่ฉันนั่งเข้าเวรอยู่ได้มีเจ้าหน้าที่สายตรวจเข้ามาในห้องและบอกฉันว่าเขาได้นำตัวเด็กรุมโทรมมาอยู่ที่ห้องป้องกันปราบปรามใน สน. ฉันได้เดินหาผู้เสียหายที่คาดว่าต้องมาด้วยแน่ ฉันได้พบกับแม่และเด็กหญิงที่ใบหน้าของเด็กช่างแสนเศร้า น้ำตาหล่อเลี้ยงอยู่ภายในตลอดเวลา ฉันได้พาเด็กกับแม่ไปนั่งในห้องส่วนตัวและถามคำถามสั้นๆที่พอจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น สอบถามจากแม่ก็ทราบว่า เธอถูกเด็กชาย 7 คนรุมโทรมเธอ และไม่กล้าบอกพ่อแม่ จนได้ข่าวมาจากญาติ จึงมาถามเธอ่ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เธอยอมรับ เล่าเหตุการณ์ให้แม่ฟัง แม่จึงได้มาแจ้งความ

 

ฉันรีบลงบันทึกประจำวันรับแจ้งเหตุและทำหนังสือส่งตัวเด็กน้อยผู้น่าสงสารไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล เมื่อแม่และเธอกลับไป ฉันได้เรียกให้เด็กชายเข้ามาพบในห้องร้อยเวร ขณะนั้นมีแค่ 6 คนที่เข้ามา ฉันได้สอบถามถึงเด็กชายอีกคนหนึ่งแต่ก็ทราบว่าติดต่อไม่ได้ ระหว่างที่ฉันทำการพูดคุย เด็กชาย 6 คนนั่งก็พูดคุย หัวเราะ หยอกล้อ ขำขันกันคิ๊กคั๊ก ซึ่งฉันก็ไม่ทราบว่าคุยเรื่องใดหรอก แต่รู้สึกได้ว่า ความสำนึกผิดในจิตใจของพวกเขาช่างมีน้อยเหลือเกิน

 

ฉันได้คุยกับผู้ปกครองของพวกเขา 6 คน ที่พยายามขอร้องให้ฉันช่วยเหลือลูกชายของพวกเขา และขอให้ฉันช่วยคุยกับคุณพ่อของเด็กหญิง แต่คุณพ่อก็โกรธมากๆ และไม่ยอมพูดคุยใดๆ

 

ฉันได้นัดให้ผู้ปกครองมาทำการพูดคุยกัน คุณพ่อของเด็กหญิงก็มิได้อยากจะทำร้ายเด็กชาย พ่อแม่ของเด็กชายก็ไม่อยากให้ลูกมีประวัติอาชญากรติดตัว ขอร้องต่างๆนาๆจนพ่อของน้องยอมให้ชดใช้ค่าเสียหาย พ่อแม่ก็ยอมที่จะชดใช้ ต่อมาพ่อแม่ของผู้ต้องหาทั้ง 7 ไม่ยอมชดใช้ตามจำนวน พยายามจะบีบคั้นให้พ่อเด็กหญิงรับๆเงินแล้วจบๆไป เพราะมีเงินกันแค่นี้แหละ

 

 

ไม่ต้องจงต้องจ่ายหรอก ฉันเรียกเด็กหญิงมาสอบปากคำ "คนนึงปิดตา คนนึงจับแขน คนนึงจับขา สลับกันขึง สลับกันสอดใส่เวียนไปจนครบ " คือข้อความที่ตัดตอนมาจากการสอบปากคำในครั้งนั้น ความรู้สึกในจิตใจของฉันมันดิ่งลงสู่เหวแต่ก็ต้องทำหน้าอดทน และทำแข็งแกร่ง ฉันเรียกผู้ต้องหาทั้ง 7 มายังสน. เพื่อแจ้งข้อกล่าวหา จัดหาที่ปรึกษากฎหมาย,นักจิตวิทยา,พนักงานอัยการให้ครบถ้วนตามกระบวนการ เมื่ออ่านข้อกล่าวหาให้ฟังจนหมด ก็ให้ออกจากห้องไป และเรียกเข้ามาทีละคนเพื่อสอบปากคำ ฉันถามถึงการรับสารภาพ เขาปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ถัดไปอีกคนก็ปฏิเสธ ก็คือประชุมนัดกันมาทุกคนแล้วล่ะ ว่าจะตอบแบบนี้ ไม่ให้ความร่วมมือ และไม่รู้สึกผิด ทั้งที่วันแรกถามก็ยอมรับ

 

วันถัดมา ฉันนัดมาให้พิมพ์ลายนิ้วมือ(ทำเป็นลืม) ฉันให้เจ้าหน้าที่เวรไปศาล พาพวกเขาไปศาลเยาวชนฯเพื่อขอศาลออกหมายควบคุม เขาไปแต่ก็ประกันตัวออกมาได้กันทุกคนด้วยราคาประกันแสนถูก ศาลก็มองโลกสวยงาม คาดไม่ถึงความดำมืดในจิตใจของพวกเขา ต่อมาฉันก็รู้ว่าพวกเขาไม่ได้พิมพ์ลายนิ้วมือ โทรศัพท์ตามที่ผู้ปกครองคนหนึ่งที่คอยประสานงาน ก็ได้รับคำตอบมาว่าเสาร์นี้นะคะ ฉันก็ตอบตกลง จากนั้นเลยวันนัดแล้วฉันได้โทรศัพท์ตามว่าได้มาหรือไม่ กลับได้คำตอบว่าไม่ไป พิมพ์ที่ศาลแล้ว นู้นนี่นั่น ไม่พาเด็กมาพบพนักงานสอบสวน เลือนไปเรื่อย จนฉันต้องโทรศัพท์จี้ตามมาทีละคน

 

ฉันคิดว่าเหตุการณ์นี้ มันทำให้ฉันคิดอะไรบางอย่างว่าพ่อแม่ของเด็กชายพวกนี้เขาสอนลูกเขาอย่างไร เขามอบอะไรใส่เข้าไปในสมองเด็กๆพวกนี้ ถามว่าพวกเด็กชายนี้ โตพอที่จะมีจิตสำนึกรู้ดีชั่วหรือยัง ตอบเลยว่ารู้แล้ว ในวันแรกฉันได้ถามคำถามว่า พวกเขารู้ไหม๊ว่าการทำแบบนี้มันเป็นความผิด พวกเขาก็ตอบว่าเขารู้ แต่ทำไมถึงทำหล่ะ อาจจะเพราะรู้มาก ว่า โอ๊ยยยย เด็กทำอะไรศาลก็ไม่ลงโทษหรอก หรือลงเพียงเล็กน้อย ไม่พอสะท้านพวกเราหรอก พ่อแม่ก็ยังให้ท้ายลูกเสมอไง เขาเลยมีความกล้าที่จะทำ ปล่อยปละละเลย ให้รวมกันเป็นแก๊งค์เป็นกลุ่มไม่รักเพื่อนร่วมโลก

 

ฉันได้พูดคุยกับผู้ปกครองคนหนึ่งที่เป็นผู้ประสานงานจึงทำให้ฉันรู้ว่าสาเหตุที่เกิดเรื่องแบบนี้นั้นก็เพราะผู้ปกครองห่วยๆ แบบนี้ด้วยที่ไม่สอนลูก ให้รู้จักการให้เกียรติเพื่อนร่วมโลก ไม่เกรงกลัวการกระทำความผิด และไม่ได้ทำให้เด็กชายพวกนั้นสำนึกกับการกระทำผิดในครั้งนี้แม่แต่นิดเดียว ข่าวที่เพิ่งเป็นกระแสในโซเชียล เห็นพ่อเด็กหญิงกระทืบพวกเขาก็คิดนะว่าถ้าเป็นเราหรือคนอื่นก็ไม่สามารถเก็บอารมณ์ได้มากถึงกับไม่ทำอะไรเลยกับปฏิกิริยาการปกป้อง และคำพูด เข้าข้างคนทำผิดของพวกเขา

 

สุดท้ายนี้ฉันอยากให้คนเป็นพ่อแม่ของเด็กที่ทำความผิด ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ลองมองย้อนกลับมาดูตัวเอง ว่าเหตุใดลูกที่ตนได้หล่อเลี้ยงเขา ปั้นเขาขึ้นมา ถึงได้ทำพฤติกรรมที่มันผิด จนไม่สามารถให้อภัยได้เช่นนี้? ฉันเศร้าทุกครั้งที่ต้องสอบปากคำพวกเธอ แต่ฉันก็เข้มแข็งพยายามทำให้พวกเธอให้ดีที่สุด เท่าที่ฉันทำได้ และอยากให้กระบวนการทางกฎหมายปรับปรุงเพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากขึ้น สอนเด็กๆและสอนตัวเองให้มีสำนึกในการมองคนให้เป็นคน มีอารมณ์ ความรู้สึก ไม่ใช่ สัตว์ สิ่งของ เราเป็นคนเหมือนกัน เริ่มจากตรงนี้ก่อน จากใจร้อยเวรสุดเศร้า(ขอบคุณที่อ่านมันจนจบ)"

 

 

อย่างไรก็ตามบทความดังกล่าว ต่างสะท้อนความจริง จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยมีชาวโซเชียลที่เข้ามาคอมมเม้นต์ บอกว่า กี่คดีแล้ว กี่คดีเล่า ที่ผู้ก่อเหตุไม่สำนึก มองเป็นเรื่องสนุกในการทำร้ายจิตใจเหยื่อให้ทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น เจ็บทั้งกายและใจ แต่เรื่องดังกล่าวบางครั้งจะโทษแค่เด็กอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษพ่อแม่เด็กด้วย ที่ไม่สามารถเลี้ยงและปลูกฝังให้ลูกเป็นคนดีได้ 

 

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : พนักงานสอบสวนหญิง, Sandra Ouyha


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล