"เสี่ยเอ"ฉกเพชร10ล้านโดนจับ เล่าชีวิตอดีตเปิดร้านอัญมณี แต่ติดพนันหมดตัว ของขโมยมาขายไปแค่5แสน

Publish 2018-12-15 12:04:40

จากกรณีที่คนร้ายได้ก่อเหตุวิ่งราวเพชร 10 กะรัต มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท ของนายวีกี้ ไวบัส อายุ 44 ปี นายหน้าค้าเพชรชาวอินเดีย ที่มาจ้างคนร้ายเจียระไนเพชรเม็ดดังกล่าวย่านถนนสี่พระยา แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กทม. 

 

(ผุ้ต้องหา)

 

(หลบหนี)


ต่อมาทางคนร้าย ทราบว่าเป็นชาย 2 คน ได้ออกอุบายนำเพชรไปส่องกับแดดหน้าร้าน ก่อนจะวิ่งไปขึ้นรถจยย. ที่มีเพื่อนอีกคนจอดรออยู่ และเร่งเครื่องหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว เหตุเกิดเมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 11 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งทางร.ต.ท.ชนะชาติ เจริญผล รอง สารวัตร (สอบสวน) สน.บางรัก ได้ขออนุมัติหมายจับ นายภิพัศพงษ์พัศฐ์ สุขสวัสดิ์พิพัฒน์ อายุ 59 ปี พร้อมพวกอีก 2 คน

 


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : รวบแล้วโจรฉกเพชร 10 ล้าน หลอกนายหน้าอินเดีย หนีเตลิดชายแดน เจอของกลางครบ


 



ล่าสุด พลเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพลตำรวจโทสุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก คุมตัว ฃนายภิพัศพงษ์พัศฐ์ สุขสวัสดิ์ อายุ 59 ปี ผู้ต้องหาคดีวิ่งราวทรัพย์จัดฉากเป็นร้านเพชรก่อนออกอุบายฉกเพชรหนัก 10 กะรัต มูลค่า 10 ล้านบาท จากพ่อค้าชาวอินเดียมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่อาคารพาณิชย์เลขที่ 426 / 2-3 ซอยสองพระริมถนนสี่พระยา(จุดเกิดเหตุ) ซึ่งก่อหน้านี้ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก และฝ่ายสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.จันทบุรี จับกุมตัวได้ขณะเตรียมหลบหนีไปประเทศกัมพูชาพร้อมกับภรรยา

 

(ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ)

(ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ)

 

ทั้งนี้ พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า "เมื่อก่อนผู้ต้องหาเคยเป็นเจ้าของกิจการค้าขายร้านอัญมณีที่จ.จันทบุรี จนได้รับฉายาในวงการค้าเพชรว่า "เสี่ยเอ" แต่ผู้ต้องหาติดการพนันอย่างหนักและทำให้ประสบปัญหาทางธุรกิจจึงปิดกิจการไป ซึ่งผู้ต้องหาต้องการหาเงิกไปเล่นการพนันจึงนำ 4 หมื่นบาทที่มีติดตัวมาเช่าร้านที่เกิดเหตุดังกล่าว โดยนำเงิน 10,000 บาท มาเช่าร้านที่เกิดเหตุ และอีก 20,000 บาท มาติดตั้งระบบประตูล็อคอัติโนมัติพร้อมว่าจ้างคนรับจ้างเข็นผักมาขับรถจักรยานยนต์พาหลบหนีไปแถววัดดวงแข และแยกย้ายกันหลบหนี 

 

(ทำแผนประกอบคำรับสารภาพ)


นอกจากนี้ ผู้ต้องหาได้อ้างว่าตนได้นำเพชรไปขายให้กับชาวต่างชาติคนหนึ่งในราคา 500,000 บาท ในบ่อนคาสิโนที่ชายแดน และนำเงินมาจ่ายเป็นค่าจ้างคนพาหลบหนีอีก 100,000 บาท ที่เหลืออีก 400,000 บาท จะนำไปเล่นการพนันในบ่อนต่างประเทศ ซึ่งตอนที่ผู้ต้องหาถูกจับกุมได้ ผู้ต้องหาพูดว่า "จบเกมแล้ว เกมก็คือเกม"

 

(หลบหนี)

 

หลังจากการจับกุมตำรวจได้ครวจค้นและพบว่าผู้ต้องหามีซิมโทรศัพท์อยู่จำนวนมากที่เอาไว้ใช้ติดต่อกับทีมงาน และรู้ว่าตำรวจจะไล่จับจากกล้องวงจรปิดจึงพยายามเปลี่ยนรถ หนีขึ้นแท็กซี่ และไปขับรถวอลโว่ของตนไปจอดทิ้งไว้ ก่อนจะหลบหนีไปจ.จันทบุรี และถูกจับกุมในที่สุด

 

(ร้านที่เกิดเหตุ)

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

อุรัสยา มีมะแม