กรรมติดจรวด!!! เปิด 10 เหตุผล ทำชีวิตไม่รุ่ง..เจอแต่เรื่องล้มเหลว!!!

Publish 2016-01-07 08:16:04


 

เชื่อไหมว่าเรื่องของเวรกรรม! เป็นสิ่งที่ติดตัวกันมาทุกคน บ้างก็เชื่อว่ากันว่าเกิดจากการกระทำในอดีตชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ย้อนกลับไปแก้ไขไม่ได้ แต่ลมหายใจในปัจจุบันที่เหลืออยู่นั้นต่างห่างที่มีการกระทำของเราเป็นตัวกำหนด ซึ่งนั่นก็สุดแล้วแต่ใครจะเลือกต่อยอด พอกพูนกรรมดี หรือกรรมชั่ว! และแน่นอนว่าผลแห่งกรรมย่อมจะเพิ่มพูนไปตามการกระทำของเรา ดังบทความเรื่อง "รอยด่างในชีวิต" ของ อัจฉราวดี  วงศ์สกล  ที่ได้เขียนถึงเรื่องของเวรกรรมไว้อย่างน่าสนใจ มอบไว้เป็นวิทยาทานแก่ลูกศิษย์ และผู้ที่ใฝ่รู้ในธรรม...

 
การที่เราต้องเวียนมาเกิดโดยมีกรรมติดตามตัวข้ามภพชาติ  ก็ด้วยเพราะจิตได้สร้างรอยด่างในชีวิตเอาไว้  ซึ่งคืออกุศลกรรมทั้งหลายที่สะสมไว้   กรรมเหล่านี้เมื่อส่งผลเป็นวิบากแล้ว   ก็ยังมีเศษผลกรรมที่มาปรากฏเป็นแสดงรอยด่างให้แก่ชีวิตไว้ผ่านกายสังขาร วจีสังขาร และจิตสังขาร  รอยด่างที่ปรากฏให้เห็นเป็นลักษณะก็เช่น

 

     sad หากบุคคลเป็นผู้มักก่อกรรมทำเข็ญ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  เบียดเบียนผู้อื่นเป็นนิจก็จะทำให้เป็นผู้มีผิวพรรณหยาบกระด้างกายไม่น่ามอง  ร่างกายพิกลพิการ ไม่สมประกอบ

     sad หากเป็นผู้ไม่สนใจรักษาศีล  ไม่ประพฤติตนให้อยู่ในศีลธรรม  ก็จะมีรูปลักษณ์ที่ไม่งาม  ไม่น่าพึงใจแก่ผู้ใด

     sad หากไม่ทำทาน  ก็ทำให้เกิดมามีความอัตคัตขัดสนเป็นนิจ

     sad หากเป็นผู้ไม่เคารพผู้ที่พึงเคารพ  เห็นใครได้ดีก็มีจิตริษยา  จะทำให้มีฐานะทางการเกิดต่ำต้อย  และต้องทำงานที่ถือว่าเป็นงานชั้นล่าง  และมีผิวพรรณมัวหมอง

     sad หากเป็นผู้หวงแหนปัญญา  ไม่อยากให้ใครอฉลาดล้ำเกินตน  ก็จะทำให้เป็นคนสมองทึบปัญญาบอด  ไม่มีปัญญาคิดพิจารณาไม่ว่าจะเรื่องทางโลกและทางธรรม  เรียนรู้อะไรช้าเรียกว่า โง่ไปเลยก็ได้

     sad หากเป็นผู้ชอบตัดหนทางความสำเร็จ หรือขวางการทำคุณงามความดีของผู้อื่น  ก็จะทำให้เป็นผู้มีแต่ความล้มเหลวเป็นนิจ   ทำอะไรไม่ขึ้น  ทำอะไรที่คิดว่าจะดีๆ ก็ดีไม่ได้  เพราะกรรมมาตัดหนทางไว้

     sad หากเป็นผู้ที่กลั่นแกล้งคนดี  พูดจาให้ร้าย  จะทำให้เป็นคนที่ทำคุณคนไม่ขึ้น  จะต้องพบกับความเจ็บช้ำน้ำใจเป็นนิจ

     sad หากเป็นคนอกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ จะทำให้มีรูปร่างอัปลักษณ์ น่ารังเกียจ  ถ้ากรรมหนักมากก็จะมีร่างกายเน่าพุพอง  เช่นผู้ที่เป็นโรคกุดถังเป็นต้น

     sad หากเป็นผู้ไม่เคยเสียสละอะไร ไม่ว่าจะเป็นแรงกายหรือแรงทรัพย์  เพื่อความดีงามของผุ้อื่นและส่วนรวม  ก็จะทำให้เป็นคนต่ำต้อยทั้งเรื่องส่วนตัวและกิจการงาน   จะไม่ได้รับการยกย่องเชิดชู  ชีวิตจะถูกกด  เพราะแม้จะไม่ได้เบียดเบียนผู้ใด  แต่ก็ถือว่าเป็นผู้ไม่รู้จักตอบแทนบุญคุณแผ่นดินเกิด  เมื่อไม่เห็นคุณแผ่นดิน  คิดแต่จะหาความสุขใส่ตัว  ก็ทำให้มีกรรมที่ทำให้ตนต้องต่ำต้อยติดธรณี

       ตัวอย่างที่ยกมานี้  เป็นเพียงเศษกรรมเท่านั้น  จึงเรียกว่าเป็นรอยด่าง ยังไม่ใช่ตัวผลกรรมจริงๆ  ผลจริงๆ จะหนัก หรือมากน้อยแค่ไหน  ก็ต้องดูที่จิตเจตนาเป็นตัวนำ  และเมื่อได้ไปเวียนใช้กรรมในภพภูมิต่างๆแล้ว  เศษกรรมนี้จึงมาปรากฏในสังขาร  ทำให้มีรูปเช่นนี้  ต้องถูกกระทำเช่นนั้น  ซึ่งบางคนถูกกระทำจนไม่เข้าใจว่า  ไปทำกรรมอะไรมานักชีวิตจึงเป็นเช่นนี้  นี่จึงเรียกว่า รอยด่างในชีวิต

       คนส่วนมากมักจะคิดแต่ว่า  ทำอย่างไรให้ตนพบแต่ความสุขความสำเร็จ  ได้แต่มองเรื่องไกลๆ  แต่ไม่มองย้อนกลับมาดูเรื่องที่ใกล้ที่สุดคือตนเองว่า  เหตุแห่งทุกข์นั้นคืออะไร   หากเราได้ย้อนกลับมาพิจารณาตน พิจารณากายตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า  รวมถึงพิจารณาจิตและชีวิตที่ผ่านมา  ทั้งในฐานะผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ  เราจะเห็นว่า  ทุกอย่างมีความเกี่ยวเนื่องถึงกันทั้งสิ้น

      ผู้มีกายที่น่ามอง  จิตผ่องใสไม่คิดอกุศล  ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ รูัจักให้และเสียสละอยู่เป็นนิจ  การกระทำเหล่านี้ ย่อมเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข ความสำเร็จ  ทำการงานใดด้วยความพากเพียรย่อมได้รับความเกื้อหนุน   แต่หากกายไม่น่ามอง จิตคิดแต่เรื่องอกุศล  เห็นแก่ตัว  ไม่เคยคิดทำอะไรเพื่อผู้อื่น  ผลที่ได้ย่อมตรงกันข้าม  เพราะไม่ได้สร้างเหตุให้ได้รับผลที่ดีไว้

      ดังนั้น  ก่อนที่จะคิดวางโปรเจคสร้างความสำเร็จ    เราควรเริ่มต้นจากการลบรอยด่างในชีวิตก่อน   อย่าให้รอยด่างนี้ขยายวงกว้าง มาทำลายชีวิตทั้งในปัจจุบันและในอนาคต   เพียรลบรอยด่างให้จางลงได้  ด้วยการทำกุศลกรรมและการภาวนาเพียรเผาบาป   เพราะนอกจากรอยด่างจะจางลงแล้ว  เรายังได้ขัดเกลาจิตให้สูงยิ่งขึ้น และพลิกสร้างเหตุใหม่ที่จะส่งผลอันน่ายินดี 

       พระพุทธองค์ทรงสอนเสมอ  ให้รู้จักตัวเอง  การมีรอยด่างติดอยู่กับตัว แต่ไม่รู้จักหันมาพิจารณาแก้ไขรอยด่างนี้  คือการไม่รู้จักตัวเองและเมื่อไม่รู้จัก ก็ไม่มีโอกาสแก้ไข  คนที่ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญ  กล่าวหาว่าเรื่องเวรกรรมเป็นเรื่องงมงาย  ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่ก้มลงมามองเสื้อผ้าที่มีรอยขาดและกระดำกระด่างของตัวเอง   นั่งอยู่บนเหตุแห่งกรรมแท้ๆ  ยังไม่มีปัญญามองเห็นเหตุนั้น

       อย่าก่อเวรขึ้นมาอีกเลย   เพราะผลที่จะตามมา  อาจทำให้ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เห็นรอยด่าง  เพราะโอกาสที่จะได้ความเป็นมนุษย์ในภพต่อไปนั้น อาจไม่มีอีก 

 
ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก : อาจารย์ อัจฉราวดี  วงศ์สกล