จารตะกรุดใต้น้ำถวายกรมหลวงชุมพร #หลวงปู่พุ่ม จันทโชโต พระผู้ทรงวิชาอาคมขลัง แห่งวัดบางโคล่นอก ตะกรุดคงกระพันชาตรี มี 3 ดอกเท่านั้น

จารตะกรุดใต้น้ำถวายกรมหลวงชุมพร #หลวงปู่พุ่ม จันทโชโต พระผู้ทรงวิชาอาคมขลัง แห่งวัดบางโคล่นอก ตะกรุดคงกระพันชาตรี มี 3 ดอกเท่านั้น

Publish 2018-07-03 16:25:15


 

หลวงปู่พุ่ม จันทโชโต พระผู้ทรงวิชาอาคมขลัง แห่งวัดบางโคล่นอก 



 

       จารตะกรุดใต้น้ำถวายกรมหลวงชุมพร #หลวงปู่พุ่ม จันทโชโต พระผู้ทรงวิชาอาคมขลัง แห่งวัดบางโคล่นอก จากหนังสือพระอภิญญา เล่มที่10 เขียนเมื่อปี 2529 สมัยนั้นก็นับถือพวกพ้อง นับถือครูบาอาจารย์ ถ้าเป็นลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันแล้ว เขาก็รักกัน ไม่ฆ่ากัน กลับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสียอีก มีอะไรก็ต้องช่วยกันเต็มที่ สีอะไรก็ไม่สำคัญ หลวงปู่พุ่มท่านเป็นคนเก่า รู้ใจคนไทยดี เลือดเดียวกันมันฆ่ากันไม่ตาย ขายกันไม่ขาด ท่านก็เริ่มทำตะกรุดให้นักเลงไปบ้าง ให้ตำรวจไปบ้าง ให้ทหารเรือไปบ้าง ถ้ามีทหารบกไปขอท่านก็ให้ แต่ไม่รู้ว่าให้ใครไปบ้าง โลกมันแคบ ลูกศิษย์ก็ต้องเจอกันจนได้ในวงการยุทธจักรนักเลงด้วยกัน สู้เพื่อศักดิ์ศรี ครั้งหนึ่งเหตุเกิดที่พระประแดง คือทหารเรือลูกประดู่ไปมีเรื่องกับตำรวจพลตระเวนเข้า ตำรวจมีกำลังน้อยกว่าก็สู้ทหารเรือผู้ไม่พูดพล่ามทำเพลงไม่ได้ ถูกตีกระจัดกระจายหนีไป แต่หัวหน้าตำรวจที่ไปด้วยไม่ยอมหนี กลัวเสียศักดิ์ศรีตำรวจไทย และคงถือว่าเป็นศิษย์อาจารย์ดี จึงอยู่สู้อย่างยิบตา โดยถูกฝ่ายทหารเรือรุมทำร้ายทั้งหลาวทองเหลือง สนับมือ และติ้ว จนงอมไปหมด แต่ปรากฏว่าไม่ได้รับอันตราย มีบาดแผลตามตัวแต่อย่างใด เลือดสักนิดก็ไม่มี เป็นที่แปลกใจของคนที่ได้พบเห็น แม้แต่พวกทหารเรือที่ช่วยกันรุมทำร้ายอย่างมันมือ กรมหลวงฯ สอบความ ความเรื่องนี้ แม้ผู้บังคับบัญชาจะพากันปกปิด กระทำโทษทหารเรือที่ผิดระเบียบวินัยย่างเงียบๆ แต่ก็เล็ดลอดเข้าพระกรรณของสมเด็จพ่อกรมหลวงชุมพรฯ ซึ่งเป็นแม่ทับเรือเข้าจนได้ พระองค์จึงรับสั่งให้เอาตัวทหารเรือที่ไปก่อการวิวาทเข้าเฝ้า ทำให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับใจเต้นไปตามๆ กัน กลัวจะเสียรังวัดไปด้วย แต่เปล่าเลย พระองค์มิได้ทรงถามถึงเรื่องโทษทัณฑ์ เพราะทรงรู้อยู่ว่าเรื่องการลงโทษ ผู้บังคับบัญชาจะต้องทำไปตามระเบียบแล้ว

 

 

     แต่ทรงสนใจกับหัวหน้าตำรวจที่ถูกรุ่มทำร้าย แต่ไม่เป็นอะไรเลย ทรงรับสั่งให้ทหารที่ไปก่อเหตุเล่าให้ฟังตามความเป็นจริง ซึ่งทหารเหล่านั้นก็ผลัดกันเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง โดยมิได้ปิดบังแต่อย่างใด เพราะต่างตระหนักว่า เสด็จพ่อท่านไม่โปรดคนโกหก เป็นทหารต้องซื่อสัตย์สุจริตจริงใจ ทำอย่างไรต้องยอมรับความจริง ทุกคนต่างยืนยันว่า หัวหน้าตำรวจโดนหนักกว่าเพื่อน ถ้าเป็นคนธรรมดาก็ตายไปแล้ว แต่กลับไม่เป็นอะไรเลย รอยเลือดรอยบาดแผลไม่ปรากฏ ทรหดจริงๆ พวกเขาก็รุมเล่นงานอย่างเต็มที่ ตั้งแต่เป็นนักสู้มาก็เพิ่งเจอแบบนี้เป็นครั้งแรก ใกล้หรือไกลไม่สำคัญ คนไทยสมัยนี้ ต่างรู้กิตติศัพท์กันมาว่า เสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรฯ ท่านมีน้ำพระทัยฝักใฝ่ในทางไหน เรื่องไสยศาสตร์ ไสยเวท วิชาคาถาอาคมขลังละก็ ขอให้ทรงรู้เถิดว่าอาจารย์ไหนดี เป็นต้องดั้นด้นไปหา ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลเพียงใด สิ่งที่พระองค์ทรงรับสั่งก็คือ ให้สืบให้ได้ว่าหัวหน้าตำรวจคนนั้น ใครเป็นอาจารย์ ถึงได้อยู่ยงคงกระพันขนาดนั้น กล่าวว่าพระองค์ทรงสนพระทัยเป็นอย่างมาก ส่งคนออกไปสืบให้รู้ให้จงได้ และที่สุดก็ทรงทราบจนได้ว่า อาจารย์ของหัวหน้าตำรวจพลตระเวนคือ หลวงปู่พุ่ม วัดบางโคล่นอก ในข้อเขียนของบางท่านเล่าไว้ว่า พระองค์เสด็จไปนมัสการหลวงปู่พุ่มด้วยรถม้า พร้อมกับพลทหารคนสนิทสองคนที่คอยติดตามเป็นเงาตามตัว ทหารทั้งสองนี้ คนหนึ่งคือ “เสือไทย” บุรุษสำอางที่โด่งดังอยู่ในสมัยนั้น จึงถึงกับมีผู้เอาเรื่องราวในขีวิตของเมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง สุภาพบุรุษเสือไทย กับ พลทหารยัง และต่อมาพรองค์ก็เสด็จไปนมัสการอยู่เสมอ วันเสด็จฯ วัดบางโคล่นอก โดยกล่าวว่า วัดบางโคล่นอก อยู่ไม่ไกลจากวังนางเลิ้งเท่าใดนัก จึงขอติงไว้สักนิดด้วยความปรารถนาดีว่า ผู้เขียนท่านนั้นคงจลลืมภูมิศาสตร์เสียสนิท จากวังนางเลิ้งไปวัดบางโคล่นอกในสมัยก่อน จะไปโดยรถม้าไม่สะดวกเป็นแน่ การเดินทางสัญจรไปมาในตอนนั้น ก็เพิ่งมีรถยนต์รางเท่านั้นที่ไปได้สะดวก ต้องอาศัยเรือเข้าไปอีก สำหรับการเสด็จของพระองค์ น่าจะเสด็จทางเรือขึ้นที่ท่าน้ำหน้าวัด ซึ่งไม่ลำบากสำหรับพระองค์ท่าน เพราะทรงชอบประพฤติอย่างสามัญชนอยู่ เช่นที่เคยเป็นหมอพร หิ้วย่ามยาไปเที่ยวรักษาคนไข้ตามบ้านช่องไม่เลือกยากดีมีจน นมัสการพระผู้ทรงภูมิธรรม รวบรัดเอาว่า เมื่อได้เสด็จไปถึงวัดบางโคล่นอกแล้ว ก็ได้ขึ้นไปนมัสการหลวงปู่พุ่มบนกุฎิ หลวงปู่ท่านก็ต้อนรับด้วยความยินดี สนทนากันเป็นที่ต้องอัธยาศัย เสด็จพ่อท่านเริ่มต้นด้วยการสนทนาธรรม สิ่งที่ขัดข้องในการปฏิบัติทางสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน และการเพ่งกสิน ซึ่งเป็นทางอิทธิฤทธิ์อภินิการ ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงโปรดเป็นพิเศษ หลวงปู่ซึ่งตอนนั้นยังเป็นพระปลัดอยู่ ก็ทูลชี้แจงแยกแยะให้เข้าพระทัยอย่างแจ่มแจ้ง จนเป็นที่พอพระทัย แสดงว่าพระองค์ทรงมีความรอบรู้ในทางธรรมเป็น



 

อย่างดี และหลวงปู่ก็เชี่ยวชาญทางปฏิบัติอย่างหาตัวจับยาก ในบรรดาพระผู้ปฏิบัติด้วยกัน หลังจากนั้นก็ทรงสนทนาซักถามในด้านไสยเวทวิชาอาคม

 

ซึ่งหลวงปู่ก็ได้อธิบายถึงเคล็ดวิชาต่างๆ เช่น คาถาบทใดควรนำมาใช้อย่างไร จึงจะได้ผลสมความต้องการ เพราะการใช้คาถาอาคม จะต้องรู้เคล็ดของแต่ละอย่าง จึงจะนำมาใช้ได้ถูกต้องเป็นที่พอพระทัย ตะกรุดรุ่นพิเศษ

 

ต่อจากนั้น หลวงปู่พุ่มท่านก็ทูลว่า จะให้ตะกรุดแก่พระองค์เป็นที่ระลึก แต่ต้องรออยู่บนกุฏินี้ จะไปทำมาให้ หรือจะเสด็จไปดูด้วยก็ได้ อยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง ว่าแล้วท่านก็ลุกเข้าไปในกุฏิ หยิบเอาแผ่นทองที่รีดจนบาง เป็นรูปสี่เหลี่ยมกว้างประมาณ 1 คืบ ออกมาด้วย 3 แผ่น เมื่อออกจากห้องพร้อมแผ่นตะกรุดแล้ว หลวงปู่ท่านก็เปลื้องจีวร อังสะ ออกหมด ทำให้เสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรฯ นึกสงสัยอยู่ในใจว่า จะทำตะกรุดอย่างไรของท่าน ถึงต้องเปลี้องจีวร อังสะ เหลือแต่สบงตัวเดียวเหมือนท่านจะรับรู้ด้วย วาระจิตของพระองค์ท่าน หลวงปู่ก็บอกออกมาเลยว่า “อาตมาจะต้องดำลงไปในน้ำ ลงอักขระจารให้เป็นพิเศษ เพราะเสด็จพระองค์ท่านเป็นทหารน้ำ” คำว่าทหารน้ำ เป็นที่พอพระทัยมาก หลวงปู่ท่านไม่เรียกทหารเรือ เพราะถึงอยู่บนเรือ เรือก็ต้องอยู่ในน้ำ เลยเรียกทหารน้ำเสียเลยหมดเรื่อง คำพูดของหลวงปู่ว่า จะต้องลงน้ำไปลงอักขระให้เป็นพิเศษ ทำให้เสด็จพ่อทรงสนพระทัยมาก ทรงลุกขึ้นพร้อมทหารคนสนิท เสด็จตามหลวงปู่ลงจากกุฎิไป พิธีกรรมใต้น้ำ เดินตามหลวงปู่มาสักครู่หนึ่ง ก็มาถึงสระน้ำใหญ่ น้ำใสมองเห็นก้นสระได้ชัดแจ๋ว หลวงปู่มาหยุดยืนข้างของสระ หยุดยืนนิ่ง หลับตาบริกรรมอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงหันหน้ามาทางเสด็จพ่อบอกว่า “พระองค์อยู่นี่แหละ เดี๋ยวอาตมาจะขึ้นมา” บอกแล้วไปทันที่เสด็จพ่อจะรับสั่งตอบอย่างไร ก็เห็นหลวงปู่เดินลงไปในสระ จมดิ่งลงไปยังก้นสระ น้ำเป็นละลอกคลื่น กระจายเป็นวงออกไป พอละลอกคลื่นสงบ ผืนน้ำในสระเรียบราบใสแจ๋วเหมือนอย่างเดิม ก็มองเห็นหลวงปู่นั่งขัดสมาธิแน่วนิ่งอยู่ที่ก้นสระ เสด็จพ่อกับทหารคนสนิททั้งสองได้แต่ก้าวเข้ามาจนติดขอบสระ เฝ้ามองอยู่เงียบๆ เพราะไม่รู้จะทำอะไรที่ดีกว่านั้น หลวงปู่นั่งสมาธิสงบอยู่ก้นสระนานประมาณ 30 นาที ท่านก็ลอยกลับขึ้นมา ไม่มีท่าทางเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด ท่านขึ้นจากสระแล้ว เนื้อตัวเปียกปอน ท่านยิ้มอย่างเมตตา ยื่นมือแบออก เห็นตะกรุดซึ่งเดิมเป็นแผ่นทองเกลี้ยงๆ ได้ม้วนเป็นตะกรุดอย่างเรียบร้อย และปรากฎว่ามีอักขระขอมติดอยู่รอบๆ แผ่นตะกรุดนั้นด้วย แล้วยื่นให้เสด็จพ่อ 1 ดอก ให้ทหารคนสนิทคนละ 1 ดอก การไปนั่งสมาธิลงอักขระตะกรุดอยู่ได้นานถึง 30 นาที เหมือนนั่งอยู่กลางแจ้ง เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก นอกจากมีญาณสมาธิอันแก่กล้า จึงจะนั่งอยู่ได้ ข้อนี้ ทำให้เสด็จพ่อทรงเลื่อมใสศรัทธาเป็นอันมาก ถึงกับทรุดพระองค์ลงกราบน้อมรับตะกรุดจากมือของหลวงปู่พุ่มด้วยความปีติในพระทัย ส่วนทหารคนสนิททั้งสองก็ยิ่งกราบแล้วกราบอีก ลงกับพื้นแม่พระธรณีอย่างยินดีปรีดา ทั้งที่คนอย่างเสือไทย เป็นคนมีอาคมวิทยาดีคนหนึ่งในสมัยนั้น ศิษย์อาจารย์เดียวกัน หลังจากกราบนมัสการลงหลวงปู่กลับมาแล้ว พระองค์ท่านก็สั่งทหารคนสนิทว่า “ไอยัง ไอ้ไทย เอ็งประกาศไปได้เลยว่า ข้าก็เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อพุ่ม เอ็งทั้งสองก็เป็นลูกศิษย์ท่าน อย่าให้ทหารเรือไปมีเรื่องกับลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันอีก” ทหารคนสนิทของเสด็จพ่อทั้งสองนี้ เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เหล่าทหารเรือ และวงการนักเลง ซึ่งส่วนมากมักยำเกรงเสือไทย และเสือยัง ซึ่งเป็นทหารสนิทที่เสด็จพ่อทรงโปรดปราน เมื่อบอกกล่าวสิ่งใดไป ก็มีผู้เชื่อถือปฏิบัติตามแต่โดยดี โดยเฉพาะเป็นศิษย์ เป็นศิษย์หลวงปู่พุ่มด้วยกัน จะห้ำหั่นกันเองได้อย่างไร และนับจากนั้น ไม่ว่าตำรวจ ทหารเรือ ทหารบก แม้พวกนักเลง ก็พากันเข้าหาฝากตัวเป็นศิษย์หลวงปู่กันเป็นทิวแถว ใครได้ของดี โดยเฉพาะตะกรุดของท่านมาไว้กันตัว ก็ถือได้ว่าเป็นศิษย์ของท่านแล้ว การแตกร้าว การทะเลาะวิวาท หาเรื่องตีรันฟันแทงกันตามวิสัยชายชาตรี ก็ค่อยสงบลง จะทำอะไรก็มักถามกันก่อนว่า เป็นศิษย์หลวงพ่อพุ่ม วัดบางโคล่นอก ใช่ไหม ถ้าใช่ก็จะยิ้มแย้มเข้าหากัน ในฐานะ “ลูกศิษย์อาจารย์เดียวกัน” เหตุการณ์ร้ายในบ้านเมือง หรือความลำบากยุ่งยากของเจ้าหน้าที่ซึ่งมีกำลังน้อย ก็พลอยบรรเทาเบาบางไปด้วย วิธีสร้างความสามัคคี และความสงบ สมัยแต่ก่อน ครูบาอาจารย์ทั้งหลายไม่ใช่แต่หลวงปู่พุ่มเท่านั้น ท่านก็ทำอย่างนี้คือ อาศัยความกตัญญูกตเวที ที่ศิษย์มีต่ออาจารย์เป็นแกนนำ แม้จะผ่านมานานถึง 40 ปี หลวงปู่พุ่ม ท่านอายุแก่กว่าเสด็จพ่อกรมหลวงชุมพรฯ 22 ปี

 

 

เพราะท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.2400 เสด็จพ่อประสูติเมื่อ พ.ศ.2422 ก็พอเป็นศิษย์อาจารย์กันได้ เมื่อเสด็จพ่อทิวงคตแล้ว หลวงปู่ท่านก็อยู่มาได้อีก 23 ปี จึงมรณภาพไปใน พ.ศ.2489 ปลายปี หรือจะย่างเข้าสู่ 70 ปีแล้ว ถ้านับพรรษาก็ได้ 70 ปี แสดงว่าท่านอายุยืนยาวพอสมควร คืออยู่มาถึงยุคเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว อีก 19 ปี แม้เวลานั้นจะผ่านมา 40 ปีแล้ว แต่ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านก็ยังอยู่ มีผู้ไปกราบไหว้นมัสการอนุสรณ์รูปปั้นของท่านอยู่เสมอ เรื่องราวผ่านมา 40 ปี รายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับหลวงปู่ คนรุ่นหลังอาจรางเลือนลืมไป จนสอบถามไม่ได้ คนรุ่นเดียวกับหลวงปู่ก็คงหมดบุญตามกันไปหมดแล้ว สุดความสามารถที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง ให้ละเอียดได้ แต่ถึงอย่างไร ก็เป็นที่เชื่อถือได้ว่า หลวงปู่เป็นพระทรงอภิญญา และชำนาญทางกรรมฐานอย่างยอดเยี่ยมองค์หนึ่ง ที่สมควรจะนำมาบันทึกไว้ในหนังสือพระอภิญญา ให้คนชั้นหลังได้จดจำรำลึกไว้ ถ้าหลวงปู่ไม่ดีจริง คิดดูว่าในสมัยนั้น การสร้างรูปเหมือนจะต้องสิ้นเปลืองใช้เงินสักเท่าใด แต่ศิษย์ทั้งหลายก็ยังสามารถร่วมใจกันบริจาคสร้างขึ้นมาจนได้ แสดงว่าความเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่ในครั้งนั้น คงจะเกิดขึ้นได้โดยยาก หลวงปู่ท่านต้องเป็นพระอภิญญาอย่างแน่นอน จากหนังสือพระอภิญญาเล่มที่10 ชมรมศิษยานุศิษย์หลวงปู่พุ่มวัดบางโคล่นอก

 

ขอบคุณบทความและรูปภาพ ชมรมศิษยานุศิษย์หลวงปู่พุ่มวัดบางโคล่นอก 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

อนันต์พงศ์ ชาญอัมพร