พุทธศาสนาจะเสื่อมไม่ใช่เพราะใคร.."หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี"เตือน!! แต่เพราะ..พุทธบริษัทที่ไม่เข้าใจและปฏิบัติตามอำนาจกิเลสตน!!

Publish 2018-03-12 12:18:39

            พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ หรือ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เป็นพระภิกษุฝ่ายวิปัสสนาธุระสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่มีชื่อเสียง โดยท่านได้พูดถึง การเสื่อมสลายของพุทธศาสนาเอาไว้ในหนังสือพุทธศาสนาเสื่อมได้อย่างไร โดยทางเราได้คัดเฉพาะเรื่องการเสื่อมสลายพุทธศาสนาไว้ ดังนี้ว่า...

          ผู้ที่เชื่อมั่นใจในพุทธศาสนาคำสอนของพระพุทธเจ้าจนถึงข้อเท็จจริงแล้ว จึงไม่มีความหวั่นเกรงว่าใครและลัทธิอะไรก็ตาม จะมาทำลายพระพุทธศาสนาของตนให้เสื่อมสูญลงไปได้

       ที่พากันกลัวว่า ลัทธิการเมืองบางลัทธิไม่ให้มีศาสนานั้น เพราะเขาผู้นั้นไม่เข้าใจหลักของพระพุทธศาสนา แล้วปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ยังเข้าไม่ถึง เห็นพระพุทธศาสนาเพียงตื้นๆ เผินๆ ยึดเอาวัดเอาโบสถ์เอาวิหาร แม้แต่พระภิกษุสามเณรที่ประพฤติตนเลวๆ ว่าเป็นศาสนา เมื่อสิ่งเหล่านั้นเสื่อมสลาย หรือบุคคลเหล่านั้นทำตนเป็นคนเลวๆ ก็หาว่าศาสนาเสื่อมสูญเสียแล้ว

       แท้จริง สิ่งเหล่านั้นมิใช่ศาสนา เป็นแต่สัญลักษณ์ของพุทธศาสนาเท่านั้น พุทธศาสนาก็แปลว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าบ่งชัดอยู่แล้ว พุทธบริษัทหรือพุทธสาวกก็แปลว่าผู้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เข้าใจแล้วและเสื่อมใสแล้วยอมปฏิบัติตาม พระสมณโคดมก็เป็นผู้ตรัสรู้สัจธรรมของจริง แล้วนำเอาธรรมของจริงนั้นมาบอกสอนคนอื่น คำสอนของพระองค์นั้นต่างหากคือพระพุทธศาสนา

       ถ้าหาก สิ่งเหล่านั้นหรือท่านเหล่านั้นเป็นศาสนาแล้ว วัดและสิ่งเหล่านั้นตลอดถึงท่านเหล่านั้นนิพพานหรือตายไปแล้ว ศาสนาก็มิเสื่อมสูญไปหมดหรือ แต่นี่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ วัดเชตวันที่พระองค์ประทับตรัสเทศนาก็ดี พระพุทธองค์ก็ดี พระอสีติมหาสาวกก็ดี อนาถบิณฑิกมหาอุบาสกก็ดี นางวิสาขามหาอุบาสิกาก็ดี สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นสลายไปแล้ว แม้พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นพระบรมครู พร้อมทั้งพระสาวกและอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายดังกล่าว แล้วนิพพานและถึงแก่อนิจกรรมไปแล้วก็ตาม แต่พุทธศาสนาคำสอนของพระองค์ก็ตั้งมั่นอยู่ในใจของพุทธบริษัทจนตราบเท่าทุกวันนี้ หาได้เสื่อมสูญสิ้นไปแต่อย่างไรไม่

       พระพุทธองค์ตรัสว่า “เราตถาคตเป็นแต่ผู้บอกผู้สอนเท่านั้น ท่านทั้งหลายฟังแล้วปฏิบัติตามคำสอนของเราก็จักพ้นทุกข์ได้ด้วยตนเอง” ดังนี้ ก็แสดงว่าพุทธศาสนาคือคำสอนของพระองค์นั้นต่างหาก มิใช่ตัวของพระองค์เป็นศาสนา พระพุทธองค์เป็นแต่ผู้นำเอาความรู้ที่ได้ทรงรู้เองและเห็นในสัจธรรมนั้นออกมาสอนแก่ผู้อื่น เรียกว่า “พระบรมครู”



คำว่า “เสื่อม” กับคำว่า “สูญ” มีลักษณะต่างกัน

       เสื่อม มีลักษณะแปรจากสภาพของเดิมให้เลวลงกว่าเก่า เช่น รถเครื่องเคยเดินคล่องใช้ไปนานเข้ามักติดขัด เรือนอยู่นานไปหลังคารั่วพื้นผุ คนอายุมากเข้าอ่อนกำลังเรี่ยวแรงลง เป็นต้น

       สูญ หมายถึงของมีอยู่แล้วสูญหายไปไม่ปรากฏ เช่น นาฬิกาหาย สตางค์หาย โคกระบือหาย เขาไปขายให้เป็นกรรมสิทธ์ของคนอื่น แม้คนที่เป็นไข้ฉีดยาแล้วไข้หายไปก็เรียกว่า หาย – สูญ

       ความเสื่อมของพระพุทธศาสนา ถ้าจะพูดถึงความเสื่อมก็เสื่อมมาพร้อมกับความเจริญนั่นเอง ไม่ว่าอะไรทั้งหมดในโลกนี้ เมื่อมีเจริญแล้วก็ต้องมีเสื่อมติดตามมาด้วย ที่เราพูดว่าความเจริญๆ นั้น เราพูดแต่เฉพาะในปัจจุบันและมองดูข้างเดียว เช่น บ้านเมืองเจริญหรูหราไปด้วยการก่อสร้าง ตึกรามบ้านช่องถนนหนทางตรอกซอยต่างๆ ดูที่ไหนก็สะอาดงามตาหรูหราใหม่ๆ แปลกๆ ทั้งนั้น

แต่แล้ว เราลืมมองดูป่าดงพงพี ตัดเอาไม้มาก่อสร้าง ภูเขาหินทรายและเหล็กที่ไปขุดเอามาประกอบกันขึ้นบ้านเป็นตึกสิบชั้นยี่สิบชั้นก็ดี มันเตียนโล่งราบเป็นหน้ากลองไปเราไม่มองดูและไม่พูดถึง แม้บ้านเรือนเป็นต้น ไม้ที่เราปลูกสร้างขึ้นมานั้น ยังไม่ทันเสร็จเลย ล่วงเวลาวันสองวันไปก็เรียกว่าเก่าแล้ว (คือเสื่อม)

       พระองค์ประกาศศาสนาครั้งแรก มีผู้ได้รับฟังการอบรมแล้วได้สำเร็จมักผลเป็นอันมาก พระวินัยสิขาบทก็ไม่ได้บัญญัติ เพราะต่างก็พากันระวังสังวรอยู่ในสมณสารูปเรียบร้อยดีอยู่แล้ว เมื่อกาลนานมา มีผู้เข้ามาบรรพชาอุปสมบทในพระศาสนามากขึ้น ที่เป็นพระอรหันต์ และพระอนาคามี พระสกิทาคา พระโสดา ตลอดถึงปุถุชนเป็นที่สุด ท่านเหล่านั้นย่อมกิเลสและวินัยไม่เหมือนกัน จึงได้ประพฤติไปต่างๆนานา จนเลยขอบเขตของสมณสารูป พระองค์จึงได้ทรงบัญญัติระเบียบพระวินัยเพื่อเป็นเครื่องบริหารหมู่คณะเป็นลำดับมา

        ถ้าจะพูดถึงเรื่องความเสื่อม คือพระสงฆ์สาวกของพระองค์ประพฤตินอกรีตนอกรอยอันไม่เหมาะสมแก่สมณศากยบุตร จึงเรียกว่า เสื่อม มาตอนหลัง ถึงพระเทวทัตซึ่งเป็นลูกศิษย์ของพระองค์แท้ๆ คิดจะปฏิวัติพระองค์เอาดื้อๆ หลังจากพระองค์นิพพานไปแล้วก็มีการทำสังคายนากันหลายครั้ง อันหมายถึงการแก้ไขความเสื่อมในพระธรรมวินัยนั่นเอง


       แล้วในปัจจุบันนี้เล่า เมื่อเรามาหวนระลึกถึงเหตุความเสื่อมของพุทธศาสนาที่ท่านยกมาเป็นเครื่องอ้าง ในสมัยที่ทำสังคายนาทุกๆครั้งแล้ว เราจะเห็นได้ว่าบางเรื่องบางกรณีที่พุทธบริษัทแท้ของพวกเราทำลงไปขณะนี้นั้น มันรุนแรงและร้ายแรงไปกว่าเหตุที่ท่านยกขึ้นมาเป็นเครื่องอ้างในการทำสังคายนาครั้งกระโน้นเป็นไหนๆ แล้วพวกเรากลัวกันนักหนาว่า ลัทธิหรือการเมืองนั้นๆ จะมาลบล้างพระพุทธศาสนาให้ไปจากแผ่นดินไทย แต่พุทธบริษัทเองกลับทำให้ศาสนาเสื่อมเสียก่อนที่ลัทธิและการเมืองที่เรากลัวอยู่นั้นยังไม่ทันจะเข้ามาถึงเลย

       เมื่อจะพูดถึงด้านความเจริญ ก็คือคำสอนของพระองค์ได้เผยแพร่ไปทั่วสารทิศโดยรวดเร็ว มีผู้เลื่อมใสแล้วยอมตนเข้ามารับเอาไปปฏิบัติตาม จนเป็นปึกแผ่นแน่นหนาสามารถลบล้างลัทธิและความเห็นที่ผิดๆของเดิมได้ ฉะนั้น ความเสื่อมของผู้มีกิเลสอยู่ ปฏิบัติไม่ถูกต้องตรงกับเป้าหมาย จึงมีมาพร้อมๆกัน กับความเจริญของพระพุทธศาสนา แต่เนื้อแท้คำสอนของพระองค์เป็นสัจธรรมยังมีประสิทธิภาพคงที่ตามเดิมอยู่ คือ พระองค์สอนว่า ทำดีย่อมได้ดีมีความสุข ถึงแม้คนอื่นเขาจะไม่เห็นแต่ตนเองย่อมเห็นและรู้ได้ด้วยตนเอง ทำชั่วย่อมได้รับความชั่วมีผลเป็นทุกข์ คนอื่นใครจะเห็นด้วยแต่ตนเองย่อมเห็นและเป็นทุกข์เดือดร้อนด้วยตนเอง ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ย่อมเป็นทุกข์แก่ผู้ยังมีอุปาทานอยู่ ผู้ไม่มีอุปาทานแล้วหาได้เป็นทุกข์ไม่ ดังนี้เป็นต้น

          ธรรมของจริงนี้ ใครจะรู้และไม่รู้ก็ตาม ใครปฏิบัติและไม่ปฏิบัติตามก็ช่าง ของจริงเหล่านั้นย่อมเป็นจริงอยู่ตามเดิม คำสอนของพระพุทธเจ้าย่อมสอนของจริงตามความเป็นจริง ฉะนั้น คำสอนของพระองค์จึงยังคงมีเป็นสัจธรรมปกติอยู่ ไม่ได้สูญหายไปไหน เป็นแต่พุทธบริษัทที่ไม่เข้าใจและปฏิบัติผิดจากหลักพุทธศาสนา ปฏิบัติตามอำนาจกิเลสของตน แหวกแนวไม่ถูกทางไม่ถูกเป้าหมายของพระพุทธศาสนา เรียกว่านำเอาคำสอนของพระองค์มาทำลายให้เข้ากิเลสของตน จนคนอื่นเขามองเห็นว่านำเอาศาสนามาทำลาย คือเสื่อม

และ หลวงปู่เทสก์ยังยืนยันเอาไว้อีกว่า

“ผู้จะมาทำลายพุทธศาสนามิใช่เจ๊กจีน ฝรั่ง แขกที่ไหน แต่เป็นพุทธบริษัทผู้ไม่เข้าใจ ในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และปฏิบัติผิดจากคำสอนของพระองค์ หรือมีการศึกษาดี มีความรู้สูง แต่เป็นคนหัวดื้อถือรั้น ไม่ยอมทำตามความรู้นั้น กลับไปทำตามกิเลสของตนเสีย”

ขอขอบพระคุณท่านเจ้าของภาพ เจ้าของบทความ และที่มาเนื้อหาข้อมูล

คัดจากหนังสือ พุทธศาสนาเสื่อมได้อย่างไร ,พระราชนิโรธรังสี คัมภีร์ปัญญาวิศิษฏ์


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ศักดิ์ศรี บุญรังศรี