สุดยอดตัวท็อป...ระดับตำนาน !!! รวมพระสงฆ์ดัง...สุดฉาว ที่ทำให้พุทธศาสนิกชน แห่งราชอาณาจักรไทย หัวใจแทบวาย !!! #มีคลิป

Publish 2018-03-07 11:09:41

เมืองไทยเป็นเมืองแห่งพุทธศาสนา แต่ในอดีต กรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับพระเกิดขึ้นมากมาย หลายกรณีก็เป็นเรื่องราวใหญ่โตตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมไทยอย่างครึกโครม

วันนี้จึงขอนำทุกท่านย้อนสู่ความทรงจำ เปิดตำนาน “พระฉาว” เมืองไทย เพื่อให้ทุกท่าน ได้ฟื้นความทรงจำ อีกครั้ง…



-พระนิกร-

พระนิกร ธรรมวาที เป็นเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ดอยนางแล บ้านสันปง ต.สันทราย อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ อดีตพระนักเทศน์เสียงทองแห่งยุค มีผู้คนแห่ไปฟังการเทศน์ไม่ขาดสาย จนถึงขั้นต้องเปิดสำนักปฏิบัติธรรมหลายสิบแห่งทั่วประเทศ

กระทั่งเมื่อปี 2533 พระนิกรได้สร้างความปวดร้าวให้แก่ชาวพุทธ เมื่อแอบมีความสัมพันธ์กับ นางอรปวีณา บุตรขุนทอง จนมีลูกด้วยกัน เป็นข่าวโด่งดังติดต่อกันนับเดือน เพราะพระนิกรพยายามตอบโต้ข่าวว่า มีผู้อิจฉาในชื่อเสียงของตน อีกทั้งบรรดาลูกศิษย์ก็พยายามหาหนทางตอบโต้ข้อกล่าวหาว่า เป็นการกลั่นแกล้งโดยไม่เชื่อว่า พระที่ยึดมั่นในศีลธรรมและเทศน์ได้ไพเราะจะทำตัวเช่นนั้น แม้มีหลักฐานมากมายจนถึงขั้นปาราชิก แต่พระนิกร ยังไม่ยอมสึกออกจากความเป็นพระ จนต้องมีการรวบรวมหลักฐานดำเนินคดี

ในที่สุดศาลสงฆ์ มีมติระบุความผิดพระนิกรว่า เป็น "ปฐมปาราชิก" คือการเสพเมถุนกับอิสตรี ขาดจากความเป็นพระ แม้จะกลับมาบวชใหม่ก็ไม่สามารถดำรงความเป็นสมณเพศได้

จากนั้นก็ได้เก็บตัวเงียบแต่ยังคงนุ่งขาวห่มขาว อยู่บนสำนักปฏิบัติธรรมดอยนางแล และยังมีลูกศิษย์เป็นชาวต่างประเทศมาเยี่ยมเยือนไปมาหาสู่ตลอด จนมีข่าวล้มป่วยลงและเสียชีวิตดังกล่าว

-ยันตระ-

ด้วยความที่เป็นพระรูปงาม มีลีลาการเทศนาที่ไพเราะจับใจ ทำให้ "ยันตระ" เป็นพระที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในยุคนั้น ทุกครั้งที่ไปเทศนาธรรมในแห่งหนตำบลใด หรือแม้แต่ในต่างประเทศ จะมีพุทธศาสนิกชนเข้ามาฟังจนแน่นขนัด เห็นได้จากครั้งหนึ่งที่ "พระยันตระ" มาเทศนาธรรมที่ท้องสนามหลวง ปรากฏว่ามีชาวพุทธแห่แหนกันไปฟังธรรมจนเต็มพื้นที่ แม้กระทั่งข้าราชการระดับสูง ตลอดจนข้าราชการทางการเมืองก็เคารพศรัทธาพระยันตระเป็นอย่างยิ่ง เพราะเลื่อมใสในคำสอนของพระยันตระที่เน้นแนวทางปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งคำสอนนี้ก็ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการศาสนาว่าถูกต้องกับพระไตรปิฎก

แต่หากย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2537 ชื่อของ "พระยันตระ อมโรภิกขุ" หรือ "พระวินัย อมโร" ในวัย 40 ปี เป็นข่าวโด่งดังในหน้าหนังสือพิมพ์นานหลายเดือน หลังจากมีสีกากลุ่มหนึ่งร้องเรียนไปยังกรมการศาสนาว่า "ยันตระ" หรือ "นายวินัย ละอองสุวรรณ" ประพฤติตนไม่เหมาะสมแก่สมณเพศ เพราะได้ไปล่อลวงสีกาชื่อ "จันทิมา มายะรังษี" ไปเสพเมถุนจนตั้งครรภ์ และคลอดบุตรสาวออกมาตั้งชื่อว่า "เด็กหญิงกระต่าย" โดยสีกากลุ่มนี้ได้งัดเอาเทปสนทนาระหว่างพระยันตระกับนางจันทิมาออกมาใช้เป็นหลักฐานด้วย

เมื่อ "พระยันตระ" เจอข้อกล่าวหาที่รุนแรงผิดพระวินัยจนถึงขั้นปาราชิกเช่นนี้ แน่นอนว่า "พระยันตระ" ต้องปฏิเสธ ทำให้สื่อมวลชนพยายามขุดคุ้ยหลักฐานเพื่อเปิดโปง กระทั่งเห็นความไม่ชอบมาพากล ขณะที่ "จันทิมา" ก็ได้ฟ้องร้องพระยันตระ พร้อมกับขอท้าพิสูจน์ความจริงด้วยการตรวจดีเอ็นเอกับ "เด็กหญิงกระต่าย" ซึ่งในสมัยนั้นการตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ-ลูก ถือเป็นเรื่องใหม่ในบ้านเราอย่างมาก แต่ทว่า...พระยันตระกลับปฏิเสธที่จะเจาะเลือดตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ก่อนจะแอบเดินทางหลบหนีออกนอกประเทศไปโดยทันที โดยที่คดีดังกล่าวยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของศาล

-พระอิสระมุนี-

พระอิสระมุนี หรือ พระพีระพล เตชะปัญโญ เดิมชื่อ นายบรรหาร อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมวิหารี (วัดร่วมใจพัฒนา-วัดป่าละอู) อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เป็นพระสงฆ์สายวิปัสสนา ซึ่งเป็นที่นับถือเลื่อมใสจากอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร และ ภริยา พจมาน ชินวัตรเป็นอย่างมาก

พระอิสระมุนี เป็นอดีตพระเลขาของหลวงปู่ชา สุภัทโทแห่งวัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาเกิดขัดแย้งกับลูกศิษย์ของหลวงปู่ชา ถูกกล่าวหาว่าโกงเงินของวัดจนถูกจับสึก จึงเดินทางมาที่จังหวัดเพชรบุรี ปักกลดและตั้งสำนักสงฆ์ บริเวณป่าละอู ตำบลป่าแดง อำเภอแก่งกระจาน พัฒนาจนกลายเป็นวัดธรรมวิหารี มีเนื้อที่กว่า 200 ไร่ในปัจจุบัน

พระอิสระมุนีเป็นพระนักเทศน์ที่มีความสามารถ สั่งสอนธรรมะให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ได้นิยามถึงตัวตนของตนเองไว้ว่า เราผู้มีชื่อว่า อิสระมุนี ไม่ใช่ฐานันดรบุคคล ไม่ใช่พระมหาเถระผู้มีวาสนายิ่งใหญ่มหึมา ที่ใคร ๆ จะต้องกราบไหว้ ไม่ใช่พระมหาผู้มีความรู้กว้างขวางจนไม่มีใครเทียมเท่า ไม่ใช่บัณฑิตศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยใด ไม่ใช่นักปราชญ์หรือนักวิชาการ หรือนักคิดที่ถูกคนเขาให้ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์กันเป็นกระบุง ๆ เพราะฉะนั้น เราจึงมีชื่อว่า อิสระมุนี ผู้ที่ต้องการรู้จักเราก็จงรู้ที่ออกมาจากใจของเราตามที่กล่าวมานี้เถิด

คำสั่งสอนของของพระอิสระมุนี เคยเป็นที่เลื่อมใสของ พ.ต.ท.ทักษิณ พ.ต.ท.ทักษิณมักนำคำสอนของพระอิสระมุนีมากล่าวอ้างอิงกับสื่อมวลชน เช่นเดียวกับคำสอนของพุทธทาสภิกขุ และเคยเดินทางมาสนทนาธรรมกับพระอิสระมุนี นอกจากนี้เมื่อ พ.ศ.2543 ยังให้นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย เข้าอุปสมบทและศึกษาพระธรรมกับพระอิสระมุนีอยู่ระยะหนึ่ง

กระทั่ง พระอิสระมุนีตกเป็นข่าวว่าต้องปาราชิก หลังจากมีเพศสัมพันธ์กับสีกาคนสนิท ถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2544 จากการสืบสวนของทีมงานรายการถอดรหัส ทางสถานีโทรทัศน์ไอทีวีในขณะนั้น ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม มีหลักฐานเป็นจดหมายเขียนถึงสีกาสาว 10 หน้ากระดาษและเทปสนทนาทางโทรศัพท์ ซึ่งพระอิสระมุนีก็ได้สึกจากสมณเพศในทันที ข่าวพระอิสระมุนีนี้ทำให้ไอทีวีได้รับรางวัลสารคดีเชิงข่าวยอดเยี่ยม รางวัล "แสงชัย สุนทรวัฒน์" จากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ประจำพ.ศ.2544

-พระภาวนาพุทโธ-

พระภาวนาพุทโธ หรือนายจำลอง คนซื่อ พระธุดงค์นักพัฒนาที่โด่งดังในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน อดีตเจ้าอาวาสวัดชื่อดัง ใน จ.นครปฐม จะกลับกลายมาถูกดำเนินคดีข่มขืนบรรดาเด็กสาวชาวเขา ที่มาพักอาศัยภายในวัด

ต้องย้อนกลับไปเมื่อ ต้นเดือน ส.ค.2538 เมื่อมีบรรดาญาติของเด็กหญิงชาวเขา เหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ มายื่นเรื่องร้องเรียนต่อกรมการศาสนา และตำรวจกองบังคับ การปราบปราม (บก.ป.) และกรมคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก กรมประชาสงเคราะห์ ให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากพบว่ากรณีมีเด็กหญิงชาวเขารวม 6 คน มาพักอาศัยอยู่วัดเพื่อหวังให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อสูง ๆ ตามคำชักชวนของภาวนาพุทโธ เมื่อครั้งออกธุดงค์

พฤติกรรมของอดีตพระภาวนาพุทโธนั้น ถูกระบุในคำพิพากษาว่า เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2531-2538 ต่อเนื่องกัน  ญาติของเด็กหญิงชาวเขา เหยื่อของพระภาวนาพุทโธคนหนึ่ง ทราบพฤติกรรมดังกล่าว จึงได้ทำเรื่องร้องเรียนต่อกรมการศาสนา และตำรวจกองปราบปราม ซึ่งเมื่อสื่อได้ข้อมูล-ข้อเท็จจริง ข่าวจึงถูกกระพือ ถัดจากนั้นมาอีก 9 ปีเต็ม ทั้งการดำเนินการในชั้นของพนักงานสอบสวน ชั้นอัยการ และชั้นศาล จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2547 ศาลชั้นต้น

จึงพิพากษา นายจำลอง คนซื่อ หรืออดีตพระภาวนาพุทโธ ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราหญิงอายุไม่เกิน 13 ปีและไม่เกิน 14 ปี ซึ่งมิใช่ภรรยาตน โดยพิพากษาจำคุกเป็นเวลาถึง 160 ปี แต่ตามกฎหมายสามารถจำคุกจำเลยได้เพียง 50 ปีเท่านั้น โทษจึงคงเหลือจำคุก 50 ปี มีการสู้คดีกันต่อแต่ทั้งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็ยังคงพิพากษายืน

แม้ปัจจุบันนายจำลอง จะหมดสิ้นอิสรภาพ! แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา คงมีบรรดาลูกศิษย์ลูกหาที่ยังยึดมั่นในศรัทธา


-เณรแอ-

เณรแอ หรือ นายหาญ รักษาจิตร์ บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดหนองระกำ อ.หนองโดน จ.สระบุรี อยู่นานหลายปี แม้ว่าอายุจะถึงวัยที่ต้องอุปสมบทเป็นพระภิกษุ แต่ เณรแอ ไม่ยอมอุปสมบทเป็นพระภิกษุ แต่กลับเลือกที่จะร่ำเรียนไสยศาสตร์มนต์ดำจาก อาจารย์เขมร จนว่ากันว่ามีอาคมแก่กล้า ช่ำชองการทำเสน่ห์ยาแฝด การสะเดาะเคราะห์ และปลุกเสกของขลัง จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ลูกศิษย์ลูกหาเดินทางไปให้ "เณรแอ" ทำพิธีทางไสยศาสตร์แต่ละวันจำนวนมาก แต่ที่โด่งดังที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องของ "กุมารทอง" ที่เณรแอ ได้ขุดศพเด็กขึ้นมาเพื่อทำพิธี

เส้นทางทางไสยศาสตร์ พิธีกรรมปลุกเสก กุมารทอง ในครั้งนั้น ส่งผลให้จอมขมังเวทผู้นี้ถูกกรมการศาสนาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.หนองโดน ให้ดำเนินคดี ในข้อหาอุตริมนุษยธรรมที่ไม่มีตัวตน ซึ่ง เณรแอ ต้องเดินเข้าคุก และไร้อิสรภาพอยู่ 1 ปีเต็ม

เนื่องจากในพิธีปลุกเสก "กุมารทอง" ได้มีการบันทึกภาพวิดีโอขั้นตอนการปลุกเสกถูกเผยแพร่ตามสื่อต่าง ๆ จนกลายเป็นกระแสข่าวดัง โดยขั้นตอนการย่างศพเด็กที่ทำหลายคนสลดกับภาพที่เห็น

ต่อมาเมื่อปี 2548 อดีตภรรยาเข้าร้องเรียนต่อ นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี กล่าวหา "เณรแอ" ว่าเป็นจอมลวงโลก มีพฤติการณ์ต้มตุ๋นหลอกลวงประชาชน อ้างพิธีทางไสยศาสตร์หลอกข่มขืนหญิงสาวที่หลงเชื่อ แถมยังแอบถ่ายวิดีโอไว้แบล็กเมล์เหยื่อ

การค้นบ้านพักของ "เณรแอ" ยังพบเครื่องรางของขลังและอุปกรณ์การทำพิธีไสยศาสตร์อยู่เต็มบ้าน แต่ที่ทำให้ตำรวจแปลกใจคือ มี ยาทน ยาไวอากร้า และยากล่อมประสาท ซุกซ่อนอยู่ใต้ฐานพระภายในห้องทำพิธีของ "เณรแอ" ด้วย

"เณรแอ" ถูกควบคุมตัวมาสอบสวนที่ บก.ปดส. ซึ่งเขายืนกรานปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยเฉพาะในประเด็นการข่มขืนหญิงสาว ที่มาพบเขาเพื่อทำพิธีทางไสยศาสตร์ โดยอ้างว่าหญิงสาวยินยอมมีเพศสัมพันธ์กับเขาเอง ต่อมาพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเณรแอ ต่อศาลอาญา รัชดาฯ เอาผิดเณรแอฐานฉ้อโกงประชาชน

กระทั้งวันที่ 23 ม.ย. 2553 ศาลได้พิพากษาจำคุก "เณรแอ" เป็น เวลา 100 ปี แต่คำให้การของจำเลยมีประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้เหลือจำคุก 75 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อลงโทษจำคุกจำเลยทุกกระทงความผิดแล้ว จำคุกได้ ไม่เกิน 20 ปี

-เณรคำ-

“หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” มีนามเดิมว่า “วิรพล สุขผล” เกิดที่บ้านทรายมูล ต.ทรายมูล อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522  “หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก” เป็นบุตรคนที่ 4 จากพี่น้องทั้ง 5 คน ของนายรัตน์ สุขผล และนางสุดใจ สุขผล เมื่อหลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก บวชเป็นพระภิกษุแล้ว ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า “ฉัตติโก” หรือ “พระอาจารย์ วิรพล ฉัตติโก”

“หลวงปู่เณรคำ” ได้ธุดงค์ไปที่บ้านโพธิ์และมีความสัมพันธ์กับเด็กสาววัย 14 ปีรายหนึ่ง ซึ่งคนในละแวกนั้นทราบเรื่องดีและคิดว่าอีกไม่นานพระคงสึกออกมาอยู่กินฉันสามีภรรยากับหญิงสาวรายนี้ “เณรคำ” มีสัมพันธ์ทางเพศกับหญิงสาวถึง 8 คน และเคยมีประวัติถูกสีกาแจ้งความดำเนินคดีข้อหาข่มขู่เอาชีวิต เมื่อปี 2553 ถูกจับขณะอยู่กับสีกายามวิกาลท้องที่ สภ.คำป่าหลาย จ.มุกดาหาร

แต่ขณะนั้นคดีไม่มีความคืบหน้า ในชั้นสอบสวนของดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ได้มีการรวบรวมหลักฐาน เป็นตัวอย่างสารพันธุกรรม 4 ชิ้นประกอบด้วยปลายซิการ์ที่อดีตพระเณรคำใช้สูบแล้วมอบให้ลูกศิษย์เก็บไว้บูชา เศษจีวร 2 ชิ้นและพระเครื่องรุ่นดอกบัวคู่รุ่นชานหมาก ผลการตรวจพิสูจน์พบว่า เศษซิการ์พบคราบน้ำลายตรงเยื่อบุกระพุ้งแก้ม

ปรากฏสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตรงกับเด็กชาย ที่เป็นบุตรของหญิงสาวที่มีเพศสัมพันธ์กับ “เณรคำ” ชี้ให้เห็นว่าบุคคลทั้ง 3 มีความสัมพันธ์เป็นพ่อแม่ลูกกันจริง จึงนำไปสู่การดำเนินคดีกับ “เณรคำ” ในข้อหากระทำชำเราเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปี และคดีพรากผู้เยาว์ ทำให้เกิดผลพวงคดีความผิดอื่นๆ ตามมา อาทิ ฉ้อโกง, ฉ้อโกงประชาชน ,ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และความผิดฐานฟอกเงิน และถือเป็นคดีที่ใช้ในการขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน

หากขุดคุ้ยเรื่องราวของ “เณรคำ” ก่อนหน้านี้ได้มีการอ้างประวัติว่า ตั้งมั่นตามแนวทางคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ มีศรัทธาในการปฏิบัติจิต บำเพ็ญภาวนากรรมฐาน จากประวัติดังกล่าวทำให้เป็นพระดัง เพราะแผนโปรโมต ด้วยการแสดงตัวเป็นเกจิ อาจารย์ คอยรักษาโรคที่เกิดจากไสยศาสตร์

เชื่อว่า หลวงปู่เณรคำคือร่างของเทพเจ้าตามตำนานที่มาโปรดชาวโลก กระทั่งได้รับฉายานามว่า คนเหนือโลก ทำให้มีชื่อเสียงภายใน 2 -3 ปี จนมีชาวบ้านจากทั่วสารทิศแห่มาทำบุญ บริจาคเงินจำนวนมาก ทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หรือนักธุรกิจที่ร่ำรวย จากต่างจังหวัดเดินทางมาทำบุญไม่ขาดสาย

-พระธัมมชโย-

พระธัมมชโย หรือ พระเทพญาณมหามุนี มีนามเดิมว่าไชยบูลย์ สุทธิผล เมื่อปี 2540 พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ในประเด็นยักยอกทรัพย์ จากการบริหารเงินบริจาค การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดทางพระธรรมวินัยขั้นปาราชิก

เกือบ 7 ปี ของการดำเนินคดี ตั้งแต่ปี 2542-2549 เมื่อพระธัมมชโยได้คืนทรัพย์สินและที่ดินให้กับวัดพระธรรมกายแล้ว ดังนั้น มติ มส.ในขณะนั้นจึงไม่ได้ให้ปาราชิก และยังสามารถดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายได้

และเป็นเรื่องดัง กรณีเงินบริจาคของ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เมื่อปี 2556 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 900 ล้านบาท

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยได้รับการยืนยันว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์นั้น ยังไม่ได้มีมติเกี่ยวกับพระธัมมชโย และยังไม่ได้มีการพิจารณาด้วยว่าจะปาราชิกหรือไม่ปาราชิก มีแต่เพียงการเข้าไปรับทราบและชี้แจงเท่านั้น  โดยในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ ทางมหาเถรสมาคม จะมีการประชุมพร้อมนำเรื่องการตั้งคณะทำงานชุดนี้เข้าหารือ เพื่อรับรองอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

-พระนิพนธ์-

พระนิพนธ์ หรือ สมีนิพนธ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าปฐมชัย อ.เมือง จ.นครปฐม ถูกผู้เสียหาย 7 คน รวมตัวกันร้องเรียน ให้มีการตรวจสอบพฤติกรรมการมั่วสีกา พบมีภรรยาถึง 6 คน และยักยอกทรัพย์

พระนิพนธ์ ถือว่าเป็นพระที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ และเจ้าสัวใหญ่ในประเทศนับหน้าถือตาเป็นจำนวนมาก ด้วยความที่เป็นพระที่หล่อหน้าตาดี การพูดการจาดีน่าเชื่อถือ จึงสร้างบารมีและทำให้เกิดความศรัทธาต่อผู้พบเห็นได้ง่าย และด้วยความที่วัดสวยงาม ยิ่งทำให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก บวกกับจำนวนเงินมากมายที่อัดฉีด แต่เนื่องด้วย พระนิพนธ์ และวัดป่าปฐมชัย เริ่มมีความขัดแย้งกับคนในพื้นที่ โดยเป็นเรื่องการปรพฤติประติบัติของตัวเจ้าอาวาส หรือ พระนิพนธ์ ที่มีชาวบ้านหลายคนเห็นว่าอยู่กับสีกาในที่ลับบ่อยครั้ง ทั้งยังไม่ค่อยต้อนรับชาวบ้านที่ไม่ใช่คนร่ำรวย จึงเกิดการแฉขึ้น 

จนกลายเป็นข่าวโด่งดังที่สุดในสังคมสงฆ์ โดยมีสื่อต่างๆเริ่มเข้ามาสาวไส้ จนพบสิ่งผิดปกติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการเงินที่ผิดปกติ รวมถึงหญิงสาวหลายคนที่อาศัยอยู่ในวัดแห่งนี้ 

ล่าสุดมีข่าวมากมายออกมาว่า พระนิพนธ์ หรือ สมีนิพนธ์ ได้แอบสึกออกไปแล้ว และในขณะนี้ก็ยังไม่มีใครเจอตัว เลยไม่รู้ว่าบทสรุปนี้จะจบลงอย่างไร



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ปิยะนัย เกตุทอง

ติดตามข่าวอื่นๆ