สลัดคราบดาวร้าย!! วางหัวใจในร่มกาสาวพัสตร์ "ดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ" เปิดใจ...พบแล้ว! แก่นแท้ของชีวิต แถมเอาข้อคิดดีๆ มาฝากญาติธรรมด้วย !!

Publish 2018-03-04 14:18:00

 

           จากกรณีที่นักแสดงชื่อดังอย่าง ดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ ได้เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และหลังจากที่ได้สึกออกมาก็ได้เผยถึงประสบการณ์ในระหว่างที่ได้อยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ตลอดจนพูดถึงการปฏิบัติตัวที่ได้จากการพระพุทธศาสนา



 

เพจ The Amazing Life ได้เผยแพร่ข้อความและรูปภาพถึงกรณีดังกล่าวว่า

 

 

#พบแก่นแท้ของชีวิต "ดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ"

        การได้มาอยู่วัดป่า ทำให้ผมมีเวลาได้ทบทวนเรื่องความคิดของตัวเอง และได้ลองนึกย้อนไปดูว่าที่ผ่านมาเราจัดการกับความคิดได้เหมาะสมมากน้อยเพียงใด สิ่งสำคัญสิ่งแรกเลยคือ เราจะต้องคิดแต่เรื่องดีๆ เพราะจะทำให้ใจเราไม่เป็นทุกข์ ไม่เครียด ช่วยให้ใจเรามีความสุข สิ่งสำคัญต่อมาคือ เราจะต้องคิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนสรุป ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่ายๆ เราจะต้องพยายามใช้เหตุผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ การคิดแบบมีเหตุผลยังช่วยให้เราตัดความกังวลใจเล็กๆ น้อยๆ ไปได้อีกด้วย

 

 

         สิ่งสำคัญต่อมาคือ เราจะต้องคิดหลายๆ มุม ลองมองหลายๆ ด้าน เราต้องระลึกอยู่เสมอว่า ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีข้อดีข้อเสียประกอบกันทั้งสิ้น เราไม่ควรมองเพียงด้านใดด้านหนึ่ง สิ่งสำคัญรองลงมาคือ เราจะต้องมีความคิดที่ยืดหยุ่นได้มากขึ้น ต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา อย่าเอาจริงเอาจังตัดสินถูกผิดตัวเองหรือผู้อื่นตลอดเวลา

         สิ่งสำคัญสุดท้ายคือ เราจะต้องหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เขาเรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเอง เปิดใจให้กว้างรับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปของคนใกล้ชิดและคนอื่นๆ ใส่ใจที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้อื่นบ้าง บางครั้งปัญหาหรือความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นั้นอาจเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับปัญหาของผู้อื่น คิดได้แบบนี้ก็จะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอย่างมีสติและมีความสุขครับ

 

 

 


 

           คนเราถ้าไม่ฝึกขัดเกลาจิตใจ ก็จะสะสมความคิดที่ทำให้เกิดทุกข์ได้โดยไม่รู้ตัว เปรียบได้กับบาตรพระที่ต้องหมั่นขัดหมั่นล้าง ชำระเอาเศษอาหารที่เหลือติดออกให้หมด แม้อาหารจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากปล่อยทิ้งไว้ให้สะสมก็จะแห้งกรัง สกปรกกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคได้ในที่สุด ธรรมะจึงสอนให้คนเรารู้จักปล่อยวาง ทั้งความสุขและความทุกข์ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งใดจนกลายเป็นความยึดติด เหมือนบางคนที่รักรถมากยินดีที่ได้มาแต่พอรถเกิดรอยขีดข่วนเพียงนิดเดียวก็เกิดความเครียด จากความสุขกลายเป็นความทุกข์ไปทันที กิเลสความโลภความยึดมั่นถือมั่นต้องยอมรับว่ามีในธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน หากเปิดใจใช้ธรรมะฝึกขัดเกลาเอาออกจากใจได้ก็จะทุกข์น้อยลง เปรียบเหมือนบาตรพระที่สะท้อนความเงางาม

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ The Amazing Life



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ