สุดอัศจรรย์!! อภินิหาร อาโปกสิณของหลวงพ่อจง ทำน้ำมนต์โดยไม่ต้องใช้น้ำสักหยด อิทธิบารมี..ที่แม้แต่ พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ ยังต้องยอมแพ้

สุดอัศจรรย์!! อภินิหาร "อาโปกสิณของหลวงพ่อจง" ทำน้ำมนต์โดยไม่ต้องใช้น้ำสักหยด อิทธิบารมี..ที่แม้แต่ "พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์" ยังต้องยอมแพ้

Publish 2017-11-19 09:45:49

            หลวงพ่อจง พุทธสโร ท่านเป็นพระเกจิชื่อดังของเมืองกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อครั้งท่านมีชีวิตท่านได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและพุทธบริษัททั้งหลาย โดยมิได้เลือกชนชั้นวรรณะ ใครขออะไรท่านปลดทุกข์คลายโศกให้ด้วยจิตที่มีเมตตาแม้ท่านจะมรณภาพไปนานแล้ว แต่เหล่าลูกศิษย์และผู้เคารพศรัทธายังคงรำลึกถึงท่านเสมอมา และท่านยังเป็นพระสหธรรมมิกกับหลวงพ่อปานวัดบางนมโค และหลวงปู่ยิ้มวัดเจ้าเจ็ดใน



           ในงานพุทธาภิเษกที่วัดสุทัศน์ ทางงานได้นิมนต์พระเกจิอาจารย์ไปหลายรูปด้วยกัน ซึ่ง ๒ องค์ที่ศรัทธาอย่างยิ่งก็คือ พ่อท่านคล้าย วัดสวนขันธ์ นครศรีธรรมราช และ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จ.อยุธยา สาเหตุเพราะได้ประจักษ์กับตาถึงอภินิหารของทั้งสองท่านนี้

 

           ภายในงานพุทธาภิเษกครั้งนั้นพ่อท่านคล้ายและหลวงพ่อจง นั่งพักอยู่ใกล้ๆกันก็บังเอิญมีโยมคนหนึ่ง มาขอให้พ่อท่านคล้ายช่วยทำน้ำมนต์ให้ พ่อท่านจึงบอกกับโยมคนนั้นว่า ให้ไปเอาขวดมา และเอาน้ำมาแก้วหนึ่งด้วยท่านจะทำน้ำมนต์ให้ โยมคนนั้นก็ไปเอาขวดและน้ำมาให้พ่อท่านคล้ายทำน้ำมนต์ พ่อท่านรับแก้วน้ำมาแล้วให้โยมคนนั้นเอาขวดไปตั้งไว้ข้างหน้าห่างไปพอสมควร จากนั้น พ่อท่านก็ยกแก้วน้ำขึ้นมาเหมือนดื่มแต่ไม่ได้ดื่มเพียงอมไว้แล้วก็พ่นน้ำไปที่ขวดใบนั้น พรวดเดียวน้ำเต็มขวดเลย หลวงพ่อจงท่านหันมามองแล้วก็ยิ้ม แล้วก็บอกว่า 

"จ้ะ....ฉันก็ทำได้"

 

            แล้วก็ให้โยมคนนั้นไปเอาขวดมาหนึ่งใบ โยมคนนั้นก็ดีใจ เพราะวันนี้จะได้น้ำมนต์วิเศษจากพระเกจิอาจารย์ดังถึงสองรูปด้วยกัน และที่สำคัญวิธีทำน้ำมนต์ของท่านนั้นเป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก จึงรีบไปเอาขวดและน้ำมาให้หลวงพ่อจง หลวงพ่อท่านไม่เอาน้ำ รับไว้เพียงขวดเปล่า จากนั้นท่านก็เอามือประสานกันบนปากขวดก็ปรากฏมีแสงสว่างขึ้นและมีน้ำไหลจากมือหลวงพ่อไหลลงไปในขวด ดังภาพ ฝ่ายพ่อท่านคล้ายเห็นดังนั้น ก็ยกมือไหว้แล้วกล่าวว่า 

"ท่านจง ผมยอมแพ้ท่านแล้ว "
 

             หลังจากนั้นเมื่อพ่อท่านคล้ายไปร่วมงานพุทธาภิเษกที่ใด ถ้ารู้ว่าหลวงพ่อจงไปด้วย ก็จะให้ลูกศิษย์ท่านอุ้มท่านมากราบหลวงพ่อจง วิชานี้ท่านเรียนมาจากหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ ซึ่งหลวงพ่อสุ่นได้เคยแสดงให้หลวงพ่อปานดู (สมัยเรียนวิชากับหลวงพ่อสุ่น) โดยท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ ตักน้ำใส่ตุ่มน้ำมนต์ ที่ใกล้หมดโดยไม่ลุกไปไหน น้ำก็ค่อยๆเพิ่มมาเอง  และอีกองค์ที่เก่ง กสิณน้ำ คือหลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา ท่านเรียนวิชาจากหลวงพ่อจง ครั้งนึง ในงานพุทธาภิเสก ได้มีการลองวิชากันระหว่าง หลวงพ่อยิด โดยท่านใช้กสิณไฟ ทำให้ในโบสถ์ร้อน ส่วนหลวงพ่อเมี้ยน ท่านใช้กสิณน้ำแก้ ทำให้โบสถ์เย็น จนเป็นที่ประจักษ์กับเกจิท่านอื่น


             พระครูพิศิษฐ์อรรถการ (คล้าย จนฺทสุวณฺโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสวนขันและวัดพระธาตุน้อย เดิมชื่อ คล้าย สีนิล เกิดวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๑๗ ตรงกับวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีชวด จ.ศ.๑๒๓๘ ร.ศ.๙๕ ที่บ้านโคกทือ ตำบลช้างกลาง กิ่งอำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายอินทร์ นางเหนี่ยว สีนิล มีพี่สาว ๑ คน ชื่อนางเพ็ง มรณภาพด้วยโรคหืด เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๓ รวมอายุได้ ๙๖ ปี เมื่อบำเพ็ญกุศลครบ ๑๐๐ วัน จึงได้บรรจุสรีระของท่านไว้ในโลงแก้ว ประดิษฐานอยู่ในองค์พระเจดีย์ในวัดพระธาตุน้อยจนถึงปัจจุบัน

            ท่านเป็นคนมีมานะอดทน ขยันหมั่นเพียร อยู่ในโอวาทคำสั่งสอนของบิดามารดาและครูอาจารย์อย่างเคร่งครัด สุภาพ เรียบร้อย ว่านอนสอนง่าย นิสัยอ่อนโยนละมุนละไม จึงเป็นที่รักของบิดามารดา ครูอาจารย์และญาติมิตรเป็นอันมาก เมื่ออายุ ๑๕ ปี ประสบอุบัติเหตุในการถางป่าทำไร่กระดูกปลายเท้า สามนิ้วแตกละเอียด รักษาไม่หาย ด้วยกำลังใจที่เด็ดเดี่ยว พระครูพิศิษฐ์อรรถการได้ใช้มีดตัดปลายเท้าออกด้วยตัวเอง และใช้ยาพอกจนหายเป็นปกติ

              พระครูพิศิษฐ์อรรถการ ท่านมีความเคารพนับถือ พระเกจิอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งแม้จะไม่เคยพบเห็นหน้าตากันมาก่อนเลยก็ตาม พระเกจิอาจารย์ท่านนั้นคือ หลวงพ่อเฟื่อง วัดคงคาเลียบ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตอนที่ หลวงพ่อเฟื่อง มรณภาพ ก็ได้ พระครูพิศิษฐ์อรรถการ นี้แหละ เป็นผู้นำอัฐิของ หลวงพ่อเฟื่อง ขึ้นไปบรรจุไว้บน เจดีย์วัดคงคาเลียบ ที่ตั้งตระหง่านสูงเด่นอย่างสวยงามอยู่ริมถนนสายเอเซีย หาดใหญ่-พัทลุง ตราบเท่าทุกวันนี้

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.baanjompra.com

                           https://th.wikipedia.org/wiki/พระครูพิศิษฐ์อรรถการ_(คล้าย_จนฺทสุวณฺโณ)


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ