แผ่นดินร้องไห้!! เปิดเรื่องเล่าอัศจรรย์ "ดวงดาวปริศนาเหนือพระแท่นบรรทม" เผยเหตุการณ์ข้างพระแท่น..ในคืนสวรรคตของพระพุทธเจ้าหลวง !!

Publish 2017-07-25 10:22:14

          เปิดเรื่องเล่าในวันที่ พระพุทธเจ้าหลวงสวรรคตจาก อัตถชีวประวัติ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ได้เล่าเรื่องราวในคืนที่แผ่นดินร้องไห้ วันที่สิ้นแผ่นดินรัชกาลที่ ๕ กับอัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นในคืนก่อนสวรรคต เรื่องราวเล่าว่า

           ข้าพเจ้าเป็นนางพระกำนัล รับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี มีหน้าที่ตามเสด็จเวลาเสด็จทรงเยี่ยมเจ้านายฝ่ายใน บางทีก็นอกพระราชฐานบ้าง มีหน้าที่ตั้งเครื่องเสวยตามเวรและเวลา นางพระกำนัลมีหลายคน จึงจัดเป็นเวรกันสองผลัด ผลัดหนึ่งมีรุ่นพี่เป็นหัวหน้าสองคน และ รุ่นน้องสามสี่คน เฝ้าดูแลถวายปรนนิบัติให้ทรงพระสำราญ ยามร้อนก็ถวายอยู่งานพัด ยามหนาวก็ถวายผ้าคลุมที่อบอุ่น

           วันที่๒๒ ตุลาคม ๒๔๕๓ ข้าพเจ้าทราบว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรแต่ไม่ทราบพระโรค สมเด็จฯขึ้นไปเฝ้าเยี่ยมบนพระที่นั่งอัมพรฯ ข้าพเจ้าไม่ได้ขึ้นไปเพราะไม่ใช่เวร เป็นเวรเจ้าจอมถนอม เวรของข้าพเจ้าเป็นเวรกลางคืน ต่อมาข้าพเจ้าทราบว่าทรงประชวรหนัก เพราะสมเด็จฯไม่ได้เสด็จกลับพระตำหนักเช่นเคย



            วันนั้นบรรยากาศเงียบเหงามาก บนพระที่นั่งก็สงัด โดยปกติเวลาใกล้เที่ยงจะมีผู้คนเดินกันขวักไขว่ เพราะพระเจ้าอยู่หัวบรรทมตื่นแล้วและจะเสวยพระกระยาหารกลางวัน มีเจ้าจอมเฝ้าตามหน้าที่ มีพระเจ้าลูกเธอบางพระองค์ร่วมเสวย แต่วันนี้ไม่มีเสียงอะไรเลย ข้าพเจ้าต้องนอนพักเวลากลางวันเพื่อรับเวรในเวลากลางคืน แต่วันนี้กลับหลับไม่ลง เพราะใจเป็นห่วง จนพลบค่ำจึงจำเป็นต้องบังคับตัวเองให้นอน มาตกใจตื่นเพราะมีตัวอะไรมากัดหัวแม่เท้าจนเลือดไหลพร้อมกับได้ยินเสียงหนูหลายสิบตัววิ่งไปมาอยู่เหนือฝ้าเพดาน ได้ยินเสียงหนูร้องตลอดเวลา ข้าพเจ้าจึงเปิดห้องไปยืนที่ประตู มองไปยังพระที่นั่งอัมพรฯ ซึ่งมองเห็นพระบัญชรชั้น ๓ ถนัด

            พลันเห็นดวงดาวดวงหนึ่งส่งแสงสว่างลอยอยู่ในระดับเดียวกับพระแท่นบรรทมของพระเจ้าอยู่หัว มีหางพาดยาวไปทางพระที่นั่งอนันตสมาคม ข้าพเจ้ายืนพิงประตูอยู่คนเดียวไม่อาจเคลื่อนไหวได้อยู่พักหนึ่ง จึงได้สติ รีบขึ้นไปเปลี่ยนเวร ข้าพเจ้าขึ้นไปยังพระที่นั่งอัมพรฯ ตามทางขึ้นเห็นแต่คนหน้าเศร้าไม่มีใครทักทายใคร พอถึงชั้น ๒ มีคนนั่งตามขั้นบันไดมากจนต้องออกปากขอทางเพื่อที่จะขึ้นไปได้

            ชั้น ๓ เงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงคล้ายเสียงกรนมาจากห้องพระบรรทม เมื่อไปถึงเห็นสมเด็จฯทรงบรรทมกับพื้นอยู่สุดห้อง ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นอาการเจ็บในขนาดหนักขั้นโคม่า เมื่อได้ยินเสียงคล้ายเสียงกรนจึงนึกว่าในหลวงทรงสบายขึ้นแล้ว และ กำลังบรรทมหลับสนิท จึงดีใจเป็นอันมาก เมื่อคลานผ่านพระแท่นในหลวงเพื่อไปยังที่สมเด็จฯทรงบรรทมอยู่ ได้ชะเง้อดู ภาพที่เห็นคือองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระพักตร์อิ่ม ทรงภูษาแดงผืนเดียว และ ทรงกรนสม่ำเสมออยู่

            อารมณ์ดีใจที่เห็นในหลวงทรงสบายขึ้นและเห็นสมเด็จบรรทมอยู่ ความเครียดจึงผ่อนคลายประกอบกับความเหนื่อย เมื่อล้มตัวลงหนุนพระที่สมเด็จฯจึงหลับไปทันที มาตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงร้องเซ็งแซ่ มองออกไปนอกห้องบรรทมเห็นคนมากมายหมอบซบกับพื้นเป็นกองๆไม่ทราบว่าใครเป็นใคร ข้าพเจ้าตั้งหน้าที่จะหาสมเด็จฯ โดยเอามือคลำพระที่เพราะในห้องบรรทมมืดมาก มีแต่ไฟดวงเดียว แต่ไม่พบสมเด็จฯ ข้าพเจ้าได้ยินชัดแล้วว่าเสียงเซ็งแซ่ข้างต้นเป็นเสียงคนจำนวนมากร้องไห้พร้อมๆกัน จึงทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคตแล้ว ข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นเห็นหมอไรเตอร์กำลังถวายยาฉีดสมเด็จฯซึ่งทรงหมดสติ พนักงานได้อัญเชิญลงบนพระเก้าอี้เพื่อกลับพระตำหนัก จึงรีบตามพระเก้าอี้ลงไประหว่างเดินฝ่าฝูงชน


          เท่าที่จำได้เห็น เจ้าจอมมารดาชุ่มกับพระเจ้าลูกเธอสองพระองค์,เจ้าจอมเอิบ อยู่ข้างพระแท่นเบื้องขวาของพระบรมศพ,พระอัครชายาเธอ ซบอยู่กับเจ้าฟ้ามาลินีนพดาราและเจ้าฟ้านิภานพดล และอีกมากมายไม่ได้ทันจดจำ เมื่อถึงพระตำหนักสวนสี่ฤดู สมเด็จก็ยังไม่ฟื้น หมอต้องเฝ้าพระอาการอยู่ตลอดรุ่ง จนกระทั่งตลอดวันของวันที่ ๒๓ ก็ยังไม่คืนพระสติ

            สำหรับสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาก็ทรงพระประชวรพระวาโยล้มลงพระกรรแสงยกใหญ่มิได้สติ ข้าหลวงต้องเชิญขึ้นพระเก้าอี้หามกลับตำหนักสวนหงส์ เห็นจะมีพระนางเจ้าสุขุมาลฯที่ยังทรงคลุมพระสติได้แต่ยังพระกรรแสงนั่งเป็นประธานอยู่ปลายพระแท่นพระบรมศพ เจ้าจอมมารดาชุ่มและพระธิดาทั้งสองฟุบลงกับพื้นร้องไห้เสียงระงม เจ้าจอมเอิบคนโปรดมาอยู่ข้างพระแท่นเบื้องขวาของพระบรมศพ พระอรรคชายาเธอพระองค์เจ้าสายสวลี ก็ทรงพระกรรแสงประทับราบเกาะพระแท่นจับพระหัตพระเจ้าอยู่หัวโดยตลอด 

             ในเวลานั้น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุฯเชิญเสด็จสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (ร.๖) ให้เสด็จกลับลงไปชั้นล่าง ประทับห้องแป๊ะต๋ง พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าโดยมีเสนาบดีผู้ใหญ่ องคมนตรีข้าราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อย รอเฝ้ารับเสด็จอยู่ ณ ที่นั้น จากนั้นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุฯ ทรงคุกพระชงฆ์(คุกเข่า) ลงกราบถวายบังคมแทบพระบาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ อัญเชิญ ขึ้นเถลิงวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไป 
เช้าวันต่อมา สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาฯ หายจากพระอาการประพระวาโยแล้วเสด็จพระราชดำเนินมาประทับเป็นประธานในการถวายน้ำสรงพระบรมศพเป็นส่วนฝ่ายใน

 

 

 

ที่มาจาก :  Aay Vuttikorn กลุ่ม พิพิธประวัติศาสตร์ 

อ้างอิงจาก : อัตถชีวประวัติ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ