ครบรอบ ๑๑๔ ปี ตำนานมือปราบจอมขมังเวย์ ขุนพันธรักษ์ราชเดช ย้อนรอย..ตำนานอัศวินพริกขี้หนู ตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตัวจริง !!

ครบรอบ ๑๑๔ ปี ตำนานมือปราบจอมขมังเวย์ "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" ย้อนรอย..ตำนานอัศวินพริกขี้หนู ตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตัวจริง !!

Publish 2017-07-05 09:21:33

           เนื่องในวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๐ เป็นวันครบรอบ ๑๑๔ ปี ตำนานมือปราบจอมขมังเวทย์ "ขุนพันธรักษ์ราชเดช" เป็นตำรวจมือปราบฝีมือดีที่สุดคนหนึ่ง นับได้ว่าเป็นยอดตำนานปราบเสือ โจรทั้งหลาย จนกลายเป็นตำนานมือปราบจอมขมังเวทย์ด้วยเพราะมีวิชาอาคมแกร่งกล้า และนำไปใช้ในทางที่ถูกที่ควร ใช้ปราบโจรผู้ร้าย ปลิดชีพเสือต่างๆมากมาย

       



              พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช (บุตร พันธรักษ์) อดีตนายตำรวจชื่อดังของวงการตำรวจไทย ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นอันมากในการปราบโจรร้ายในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย ในภาคกลางเช่น เสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือไหว เสือมเหศวร ที่พัทลุง ปราบ เสือสังหรือเสือพุ่ม ที่นราธิวาส ปราบผู้ร้ายทางการเมือง ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ หัวหน้าโจรชื่อ “อะเวสะดอตาเละ” จนท่านได้ฉายาจากชาวไทยมุสลิมว่า “รายอกะจิ” ซึ่งแปลว่า "อัศวินพริกขี้หนู" และยกเว้นคนเดียวที่ขุนพันธรักษ์ราชเดช ไม่ได้ทำการจับกุม แต่แลกกับอิสรภาพนั้นคือ เสือดำ โดยใช้ศพลูกน้องของเสือดำเองเสียสละชีพว่าเสือดำถูกฆ่าแล้ว ภายหลังจึงทราบว่า ตัวตนเสือดำยังมีชีวิตอยู่ โดย เสือไบ เสือมเหศวร ได้พบเจอกันช่วงอายุมากแล้ว และเสือดำได้ออกรายการในที่สุด คือบุคคลเดียวที่ ขุนพันธรักษ์ราชเดช ยอมเสี่ยงทำผิดกฎหมาย แต่คดีไม่มีใครทราบความจริงสุดท้ายจึงหมดอายุความลง และจากผลงานที่ท่านสามารถปราบโจร เสือร้ายต่าง ๆ ได้มากมาย จึงได้รับฉายา ดังต่อไปนี้

- นายพลตำรวจหนังเหนียวผู้จับเสือมือเปล่า
- นายพลตำรวจหนวดเขี้ยว
- ขุนพันธ์ฯ ดาบแดง (เชื่อกันว่าเป็นดาบที่ตกทอดมาจาก พระยาพิชัยดาบหัก ฝักดาบมีถุงผ้าสีแดงห่อหุ้ม ตัวดาบมีความคมกล้า)
- รายอกะจิ (อัศวินพริกขี้หนู) ฯลฯ
- จอมขมังเวทย์

           ในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านได้ย้ายมาเรียนที่กรุงเทพ ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรในระหว่างที่ท่านเรียนอยู่ที่นี่ ท่านได้ร่ำเรียนวิชามวยไทย ยูโด และยิมนาสติก จนท่านมีความชำนาญในเชิงมวยเป็นอย่างมาก

 

เข้ารับราชการตำรวจ

          ในปี ๒๔๘๖ ท่านได้เข้าศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และเมื่อจบการศึกษาแล้วท่านก็ได้ไปประจำอยู่ที่กองบังคับบัญชาตำรวจจังหวัดสงขลา ก่อนที่จะได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับหมู่ที่เมืองพัทลุงในปี ๒๔๗๔ โดยท่านได้สร้างชื่อเสียงเป็นครั้งแรกที่นี้ด้วยการปราบผู้ร้ายคนสำคัญของเมืองพัทลุงนั้นคือ เสือสัง และ เสือพุ่ม เสือร้ายแห่งภาคใต้ หลังจากนั้นอีกหนึ่งปีท่านก็ได้ปราบผู้ร้ายคนสำคัญอีกมายมายเช่น เสือย้อย เสือเมือง และ เสือทอง เป็นต้น

           จากความดีความชอบนี้ทำให้ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนพันธ์รักษ์ราชเดชก่อนที่จะได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจโทในปี ๒๔๗๘ ซึ่งในปีนี้เองที่ท่านได้บวชเป็นพระอยู่ ๑ พรรษา และย้ายไปเป็นตำรวจประจำกองบังคับการภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลาซึ่งที่นี้เองเป็นสถานที่ ที่ท่านจะได้พบเจอกับหนึ่งในอาชญากรคนสำคัญผู้มีนามว่า อะแวสะดอ ตาเละ

 

กาารปราบปรามผู้ร้ายครั้งสำคัญของขุนพันธ์

               หนึ่งในอาชญากรชื่อดังกระฉ่อนที่เคยได้ปะทะกันกับขุนพันธ์ก็คือ อะแวสะดอ ตาเละ โดยโจรผู้นี้เป็นโจรชั่วผู้เข่นฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ไปมากมายหลายคนโดยเฉพาะชาวไทยพุทธที่เป็นเป้าหมายของมัน แถมยังเต็มไปด้วยวิชาอาคมจนยากที่คนทั่วไปจะต่อกรกับมัน พร้อมกับได้สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก ในที่สุดเมื่อเรื่องนี้รู้ถึงหูทางการ ขุนพันธ์จึงเป็นผู้ที่ทางการส่งมาเพื่อต่อกรกับเจ้าโจรชั่วรายนี้

               ด้วยความที่ท่านเป็นหนึ่งในจอมขมังเวทย์เช่นเดียวกันจึงสามารถปราบเจ้าโจรชั่วผู้นี้ลงได้สำเร็จ ผลจากการปราบ อะแวสะดอ ตาเละ ทำให้ชาวบ้านร่ำลือถึงกิตติศัพพ์ของขุนพันธ์และยกย่องให้ท่านเป็น รายอกะจิ ในภาษายาวี หรือ รู้จักกันในภาษาไทยว่า อัศวินพริกขี้หนู

                ผลงานครั้งสำคัญของท่านเกิดขึ้นครั้งต่อมาในปี ๒๔๘๙ ท่านได้มาประจำอยู่ที่จังหวัดชัยนาท ที่นี้ท่านได้ปะทะกับเสือหลายคนไม่ว่าจะเป็น เสือย่อง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือมเหศวร และ เสือฝ่าย สำหรับเสือดำและเสือฝ่ายนั้นมีตำนานเล่าไว้ว่า เสือดำและขุนพันธ์รักษ์ราชเดชได้เผชิญหน้ากันแต่ด้วยความที่ทั้งคู่นั้นเป็นผู้มีวิชาอาคมเช่นเดียวกันท่านจึงไว้ชีวิตเสือดำโดยขอให้เสือดำไปบวชเสียเพื่อยุติการไล่ล่า

                ส่วนการไล่ล่าเสือฝ้ายนั้นเกิดขึ้นในวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๔๘๙ เมื่อแผนการไล่ล่าเสือฝ่ายเกิดล้มเหลวทำให้เสือฝ้ายรู้ตัวและเตรียมจะหนี ขุนพันธ์ได้รับคำสั่งเร่งด่วนในการสะกัดโจรผู้นี้โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ท่านได้ใช้ดาบเป็นอาวุธ ผู้คนทั่วไปจึงขนานนามท่านว่าขุนพันธ์ดาบแดง (เชื่อกันว่าดาบเล่มนี้เป็นดาบที่ได้รับสืบทอดมาจากพระยาพิชัยดาบหัก) เสือฝ้ายพยายามที่จะติดสินบนท่านด้วยเงินเป็นจำนวนหลายพันบาท (ซึ่งในสมัยนั้นเงินจำนวนนี้เป็นจำนวนที่ค่อนข้างมาก) แต่ท่านก็ไม่ได้สนใจไยดีใดๆ ทั้งสิ้นและเดินหน้าปราบปรามโจรร้ายต่อไปจนสามารถทลายเหล่าเสือร้ายได้สำเร็จ

 


            ชีวิตของพล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เป็นชีวิตที่มีค่าของแผ่นดินเมืองใต้และเมืองไทย ลมหายใจของท่านเคยโลดแล่นอยู่ท่ามกลางหมู่โจรผู้ร้าย ไม่เฉพาะแต่ผู้ร้ายในภาคใต้เท่านั้น แต่ที่ไหนประชาชนเดือดร้อนจากโจรผู้ร้ายชุกชุม ตำรวจคนอื่นปราบปรามไม่สำเร็จ กรมตำรวจจะต้องส่งตัวขุนพันธ์ฯ ไปปราบปรามทุกถิ่นที่มีครั้งหนึ่งท่านเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต ๘ ท่านเคยเดินทางมาตรวจสืบราชการลับที่เกาะสมุย ขุนพันธ์ฯ ท่านชอบดูมวย วันนั้นท่านไปยืนดูมวยอยู่ข้างเวที บังเอิญถอยหลังไปเหยียบเท้านางพล้อยเข้าโดยไม่ตั้งใจ ป้าพล้อยแกเป็นคนปากจัด ใครแตะเป็นด่าไม่ไว้หน้า แกก็ด่าขุนพันธ์ฯ ขุนพันธ์ฯ ก็วางเฉยไม่โต้ตอบอะไร มีคนรู้จักกันเข้าไปเตือนสติป้าพล้อยว่า "คนที่ป้าด่าอยู่นั้นรู้มั๊ยว่าเป็นใคร...นั่นแหละขุนพันธ์ฯ" พอได้ยินชื่อขุนพันธ์ฯเท่านั้น ป้าพล้อยแกเงียบเป็นเป่าสาก รีบก้มหน้างุดๆ เดินมุดผู้คนหนีไปโดยไม่เหลียวหลังมาอีกเลย คำบอกเล่าสั้นๆนี้ทำให้เห็นว่า ขุนพันธ์ฯ ท่านมีตบะสูง เพียงได้ยินว่าเป็นขุนพันธ์เท่านั้น ใคร ๆ ก็ขยาดทั้งนั้น เพราะรู้กิตติศัพท์ของท่านมาก่อน

        ขุนพันธ์เกษียนอายุราชการของท่านลงในปี พ.ศ.๒๕๐๗ ในชีวิตท่านมีผลงานอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็นผลงานเขียนต่างๆ หรือแม้แต่เครื่องรางของขลังที่ได้สร้างกระแสให้กับสังคมอยู่ช่วงหนึ่งอย่างจตุคามรามเทพที่ท่านเป็นผู้ปลุกเสกจนกลายเป็นหนึ่งในของศักสิทธิ์ที่ผู้คนมีติดตัว

         ขุนพันธ์เสียชีวิตในวันที่ ๕ กรกฎาคม ปี ๒๕๔๙ ที่บ้านของท่านสิริรวมอายุได้ ๑๐๓ ปี ถือเป็นขุนคนสุดท้ายของเมืองไทย ตำนานเรื่องเล่าของท่านนั้นมีมากมายจนเรียกได้ว่าท่านเป็นหนึ่งในตำนานของเมืองไทยในฐานะของมือปราบจอมขมังเวทย์

 

 

ที่มาจาก : https://daily.rabbit.co.th/ขุนพันธ์

              https://th.wikipedia.org/wiki/ขุนพันธรักษ์ราชเดช_(บุตร_พันธรักษ์)



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เสาวลักษณ์ แสงสุวรรณ