"เรียนรู้การทรงงาน เพื่อเดินตามรอยเท้าพ่อ" พระราชกรณียกิจที่มีทุกด้านของ..สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตพสกนิกรไทย

Publish 2017-05-09 08:10:26


เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนไทยตลอดมาว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงงานหนักเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรไทย โดยเฉพาะในท้องถิ่นทุรกันดาร ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและยืนด้วยตนเองอย่างยั่งยืน
พระราชกรณียกิจของพระองค์มีมากมายหลากหลาย จน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ผู้ถวายงานใกล้ชิด ถึงกับบอกว่า
“สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงงานครอบจักรวาล  พระราชกรณียกิจมีทุกด้าน ครอบคลุมวิถีชีวิตมนุษย์ ดิน น้ำ ลม ไฟ จนมีคำพังเพยที่มักพูดกันถึงการทรงงานของพระองค์ว่า ‘ทรงดูแลตั้งแต่ครรภ์มารดาไปถึงเชิงตะกอน’”
เมื่อเอ่ยถึงมูลนิธิชัยพัฒนา หลายคนทราบว่า มูลนิธินี้เป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงตำแหน่งนายกมูลนิธิ และมี ดร.สุเมธ เป็นเลขาธิการ
น้อยคนนักจะทราบว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งประธานบริหารมูลนิธิ ซึ่งจะทรงช่วยทูลกระหม่อมพ่อดูแลงานของชัยพัฒนามาตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิเมื่อปี ๒๕๓๑ จนกระทั่งถึงปัจจุบันเป็นเวลา ๒๕ ปีแล้ว (บทความนี้เขียนปี ๒๕๕๖)
“มูลนิธินี้ไม่ใช่มูลนิธิในพระบรมราชูปถัมภ์หรือในพระบรมราชานุเคราะห์ แต่เป็นมูลนิธิของพระองค์เอง  การทรงงานทุกอย่างจะทรงดูแลด้วยพระองค์เอง  ผมเป็นเลขานุการทำหน้าที่ดูแลปกครองงานประจำและกลั่นกรองงานเพื่อถวายขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง  แต่การสั่งงาน ทั้งสองพระองค์ทรงมีรับสั่งลงมาเอง หรือเซ็นอนุมัติงานต่างๆ จะทรงตัดสินพระทัยเอง”
งานทุกอย่าง เรื่องทุกเรื่องของชัยพัฒนา จะถึง “พระเนตรพระกรรณ” ทั้งหมด
“นี่เป็นมูลนิธิของพระองค์ท่าน เราจะไปตัดสินอะไรแทนไม่ได้  แต่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ เพราะนี่คือหน้าที่ของเรา  กรณีอย่างนี้น่าจะเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้ได้  ทรงให้อิสระในการทำงาน ไม่ทรงตั้งกฎเกณฑ์ มีอะไรแสดงความเห็นได้อย่างตรงไปตรงมา  แล้วสุดท้ายพระองค์จะทรงเป็นผู้ตัดสินพระทัย บนหลักสำคัญคือ ไม่คิดถึงพระองค์เอง แต่ทุกอย่างทรงคิดออกภายนอกว่า ประชาชนได้ประโยชน์อะไร”
ดร.สุเมธเล่าว่า สมเด็จพระเทพฯ ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทของทูลกระหม่อมพ่อทุกอย่าง
“พระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอย่างไร สมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นอย่างนั้น ทรงถอดแบบทูลกระหม่อมพ่อมาทุกอย่าง”
“ยกตัวอย่างหลักการทรงงาน  ทรงตามแบบอย่างพระเจ้าอยู่หัวทั้งสิ้น  ทั้งทรงแก้ไขปัญหาให้ประชาชนโดยใช้องค์ความรู้  ทรงพัฒนาเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงหลักภูมิสังคม  ทรงมุ่งพัฒนาทั้งคนและพื้นที่  ทรงบริหารความเสี่ยง โดยจะทรงทดลองจนเกิดผลดีก่อน แล้วจึงค่อยพระราชทานแก่ราษฎร  ทรงเน้นให้การศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาสและเด็กในพื้นที่ห่างไกล  ทรงให้ความสำคัญกับระบบสารสนเทศ และทรงใช้เทคโนโลยีในการติดตามงาน  และทรงเป็นแบบอย่างของการประหยัดและพึ่งพาตนเอง”
“สำคัญที่สุด... ทุกการทรงงานจะทรงระมัดระวังให้งานนั้นไม่เกินอำนาจของพระองค์  ทรงระวังในเรื่องนี้มาก” ... ย้ำเสียงหนักแน่น
หากสังเกตให้ดี การทรงงานของทั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มักจะทรงเน้นไปในท้องถิ่นทุรกันดาร
“พระเจ้าอยู่หัวทรงย้ำเสมอว่า สิ่งที่ต้องระวังในการทรงงาน อย่าไปซ้ำซ้อนกับราชการ  พอพระองค์มีดำริจะทำอะไรจะทรงให้เช็กก่อนว่าไปซ้ำซ้อนกับหน่วยราชการหรือเปล่า ต้องระวัง ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่า พระเจ้าแผ่นดินไปแย่งงานกระทรวง ทบวง กรม


 



เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์จึงต้องเสด็จออกไปไกลๆ ก่อน ไกลปืนเที่ยง เพราะระบบราชการไม่ไป  ใกล้ๆ เจริญแล้ว ไม่ต้อง เพราะมีหน่วยราชการดูแล
นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมถึงต้องเสด็จฯ ไปตามชายแดน ไปทรงช่วยชาวเขา ชนกลุ่มน้อย ... เพราะไม่มีใครไป”
อีกหนึ่งหลักการทรงงานที่ทรงเน้นมาก คือ ทรงงานพัฒนาให้เข้ากับบริบทกับสังคมไทย
“บางทีเราไปเรียนเมืองนอก เราอดที่จะมีของของเขาติดตัวมาไม่ได้ แล้วเราก็อยากให้เราเหมือนเขา  เขาถึงบอกกันว่า ‘คนไทยรู้เขา แต่ไม่รู้เรา’  เราอยากให้บ้านเมืองเราเหมือนเขา แต่โจทย์บ้านเราไม่ใช่อย่างนั้น  ผมเตือนนักวิชาการเสมอว่า จะพัฒนาอะไรอย่าเอามาทั้งดุ้น อย่าเอาจังก์ฟู้ดมาใช้ในเมืองไทย เพราะไม่ใช่เรา  หลักสากลบางอย่างดีจริง แต่ก่อนเอามาใช้กับบ้านเรา ปรับปรุงให้เข้ากับบ้านเราก่อน”
“พระเจ้าอยู่หัวทรงไม่เคยเห็นเมืองไทยด้วยซ้ำ เพราะทรงเกิดเมืองนอก  แต่พอเสด็จฯ กลับมาประเทศไทย ทรงคิดแบบไทย เป็นสากลแต่แบบไทย เป็นสากลที่เข้ากับสภาพแวดล้อม
พระเจ้าอยู่หัวทรงเตือนไว้ให้เอาชาวบ้านเป็นครู อย่าให้เขาเปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่ ศึกษาเขาก่อนว่าเขามีชีวิตอย่างไร ถึงเป็นที่มาของคำว่า ‘ภูมิสังคม’  ต้องดูภูมิประเทศก่อน ทางเหนืออย่างหนึ่ง ทางใต้อย่างหนึ่ง  และต้องรู้จักคน เพราะคนแต่ละกลุ่มคิดไม่เหมือนกัน ความต้องการของเขาไม่เหมือนกัน วิถีชีวิตไม่เหมือนกัน  พระเจ้าอยู่หัวทรงสอนผมมาอย่างนี้ ซึ่งผมอยู่ปลายแถว”
“แต่สมเด็จพระเทพฯ ทรงรับจากทูลกระหม่อมพ่อมาเต็มๆ และทรงเดินตามนั้นมาตลอด”
ด้วยวิทยาการที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน แม้สมเด็จพระเทพฯ จะทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย หากการทรงงานหลายอย่างไม่เป็นอุปสรรคให้การทรงงานด้านอื่นๆ หยุดชะงัก
“ยุคไอทีทำให้การทรงงานสะดวกขึ้น  ไม่จำเป็นต้องเสด็จเข้าออฟฟิศบ่อยๆ แต่พอทรงนึกอะไรออกก็จะทรงสั่งงานผ่านทางไลน์บ้าง ทางวอตส์แอปป์บ้าง” ... ว่าแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
สาเหตุหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาขึ้นเพื่อทรงใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานอย่างรวดเร็ว เพราะความทุกข์ประชาชนรอไม่ได้  เมื่อรับสั่งอะไรมา มูลนิธิก็สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที
“ถ้าเป็นระบบข้าราชการต้องรอ ต้องทำเรื่องอะไรต่างๆ มากมาย  แต่งานมูลนิธิรับคำสั่งโดยตรง  พอทรงสั่งลงมาเมื่อใดสามารถดำเนินการได้ทันที แล้วก็ถวายรายงานกลับไปได้ในทันทีเช่นกัน  จะดึกดื่นค่ำมืดอย่างไรก็ทำได้ เพราะความทุกข์ของประชาชนรอไม่ได้”
“สมเด็จพระเทพฯ ทรงงาน ๒๔ ชั่วโมง เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดเหตุขึ้นเมื่อไหร่ตอนไหน  อย่างตอนน้ำท่วมเมื่อปี ๒๕๕๔ ตอนนั้นประทับอยู่อินเดีย  พระองค์ท่านทรงสั่งงานมาให้ดูแลประชาชน ให้แพ็กถุงยังชีพแจกประชาชน ซึ่งตามปกติไม่ใช่หน้าที่ของชัยพัฒนา  งานของเราคือไปช่วยหลังจากน้ำลดในลักษณะฟื้นฟูเยียวยา ซ่อมแซมบ้านเรือน แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชให้เขานำไปปลูก คือช่วยให้เขาฟื้นกลับคืนปกติได้เร็วที่สุด”
“แต่ครั้งนั้นเหตุการณ์รุนแรง ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ก็ไม่ทรงนิ่งเฉย พร้อมทรงย้ำว่า ของที่แจกต้องให้ได้ประโยชน์ตรงความต้องการของผู้รับจริงๆ ...
เรามีแม้กระทั่งหมากพลู (หัวเราะ) หรือบ้านไหนมีเด็กอ่อน เราแจกแพมเพิร์ส รวมทั้งแจกนมผง  ทรงย้ำให้ตรงกับความต้องการรายบ้าน ซึ่งสะท้อนถึงความละเอียดอ่อน ความใส่พระทัย  ทุกการทรงงานของพระองค์ต้องศึกษาอย่างละเอียดว่า กรณีนี้ทำอย่างไร  ไม่ใช่งานง่ายๆ  แต่ละเรื่องมีการวางแผน มีการศึกษาข้อมูล มีการดูต้นเหตุ ปลายเหตุ  ทรงทำด้วยพระทัยจริงๆ”
“อย่างช่วงนี้ พระเจ้าอยู่หัวประทับรักษาพระวรกายอยู่โรงพยาบาลศิริราช  สมเด็จพระเทพฯ ทรงเข้ามาดูแลงานแทนทุกอย่าง  มีอะไรก็จะทรงนำไปเล่าถวาย  ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทรงมีอะไรเสริมก็จะทรงนำมาถ่ายทอด  เพราะฉะนั้น ระบบการทำงานก็ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง”
“พระเจ้าอยู่หัวทรงงานตลอด และสมเด็จพระเทพฯ ก็ทรงเจริญรอยตาม ทรงรับใช้ทูลกระหม่อมพ่อ ทรงอยู่เฉยๆ ไม่ได้”
ทุกวันนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงงานหนัก จนเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาต้องออกปากว่า
“ทรงงานมากเกินไป ... ไม่ทรงพักผ่อน”
“เคยเตือนพระองค์ว่า ‘ทรงพักผ่อนบ้างเถอะ’ ก็จะทรงตอบกลับมาว่า ‘ไม่เอา’  ยิ่งเตือน ท่านยิ่งไป  บางครั้งรู้ว่าตรงไหนลำบากจะเฉยๆ ไว้ดีกว่า ไม่นำขึ้นทูล เพราะถ้าทรงรู้ว่าตรงไหนลำบาก ตรงไหนแร้นแค้น จะเสด็จฯ ไป” ... (หัวเราะ)
ถวายงานมา ๓๖ ปี ดร.สุเมธ ซึมซับพระจริยวัตรต่างๆ มามากมาย จนต้องกล่าวออกมาว่า
“สมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นพหูสูต ทรงรอบรู้ทุกด้าน ทุกศาสตร์ ทุกแขนง ทรงรู้หมด เพราะทรงมีประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศ  ในประเทศทรงไปเกือบจะทุกมุมของประเทศ  ปัญหาร้อยแปดทรงบันทึกไว้ทั้งหมด  ส่วนไปต่างประเทศก็ทรงไปเกือบจะทั่วโลก และไม่ได้ไปแบบเรา  หากทรงไปนั่งเรียน ทอดพระเนตรพิพิธภัณฑ์ สถานศึกษา สถานีวิจัย
เรื่องความเป็นพหูสูตหาใครทาบพระองค์ได้ยาก... ทรงน่าทึ่งมาก”
อีกพระจริยวัตรที่ ดร.สุเมธ ซาบซึ้งใจ ...



 




“ทรงขยันและทรงอดทนสูง  ไปถิ่นทุรกันดารยากลำบากยังไง...ไม่ทรงปริพระโอษฐ์  ทรงทุ่มเททรงงานอย่างไม่ทรงนึกอะไรเลย  ทรงลืมนึกถึงพระวรกายของพระองค์เองเสียด้วยซ้ำ
ภาพพระเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างไร... สมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นเหมือนทูลกระหม่อมพ่อ”
ล่าสุด... เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งให้ ดร.สุเมธ เป็นประธานมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อการป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง และการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ดร.สุเมธ กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพฯ ทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์
“ทรงตอบตกลง” ... ดร.สุเมธ เอ่ย
“แต่ทรงมีข้อแม้ว่า ต้องดูแลสั่งการอย่างใกล้ชิดด้วยพระองค์เอง”
จากนั้นหัวเราะออกมาด้วยความปลาบปลื้มใจ ด้วยอาจเป็นเพราะรู้พระทัยในพระจริยวัตรของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

ที่มา : จากบทสัมภาษณ์ของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา
จากหนังสือ “มติชนรายวัน” หน้าที่ ๒๕ ฉบับวันจันทร์ที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๖

จากหนังสือเรื่อง ร้อยเรียงเรื่องประทับใจ ในสมเด็จพระเทพฯ www.welovethaiking.com

สอบถามเพิ่มเติม โทร 02-5254242 ต่อ 201 ,202 @gppbook


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เจนจิรา เจริญชีพ