พระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมในความต่างของสาวกภูมิ กับ พุทธภูมิที่ หลวงตามหาบัวถวายตอบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙

พระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมในความต่างของ"สาวกภูมิ" กับ "พุทธภูมิ"ที่ หลวงตามหาบัวถวายตอบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙

Publish 2016-10-31 11:04:44

พระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมในความต่างของ“สาวกภูมิ” กับ “พุทธภูมิ”ที่ หลวงตามหาบัวถวายตอบกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙

เมื่อวันที่ ๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปกราบนมัสการหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี เพื่อนิมนต์เชิญหลวงตามหาบัวไปงานพระราชพิธีในพระบรมมหาราชวัง  ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมกับหลวงตามหาบัว ซึ่งพระอาจารย์ภูสิต ขันติธโร (พระอุปัฏฐากหลวงตามหาบัว) เป็นผู้บันทึกจากความทรงจำ ดังนี้




พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว :

หลวงปู่ครับ “สาวกภูมิ” กับ “พุทธภูมิ” ต่างกันอย่างไร ?

หลวงตามหาบัว :

พุทธภูมิก็เหมือนดั่งเรานั่งรถไฟ นั่งรถไฟไปเชียงใหม่ หรือนั่งรถไฟไปอุดรฯ นั่นแหละ...พุทธภูมิ  แต่ถ้าเรานั่งจักรยานมา หรือนั่งมอเตอร์ไซค์ ขี่มอเตอร์ไซค์ไป นั่นแหละ...สาวกภูมิ

เพราะฉะนั้น  การเป็นพุทธภูมิก็คือการนำคนไปได้เยอะๆ  ส่วนสาวกภูมินั้นนำไปได้น้อยๆ ไม่ได้มากนัก อย่างเก่งก็ ๑ คน หรือ ๓-๔ คน ก็ว่ากันไป นั่นคือสาวกภูมิ  เข้าใจไหมล่ะ พ่อหลวง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว :

เข้าใจแล้วหลวงปู่...  แล้ว “นิพพาน” เป็นอย่างไรนะ หลวงปู่ ?

หลวงตามหาบัว :

อ้อ...พ่อหลวง  เหมือนพ่อหลวงมาวัดป่าบ้านตาดนี่แหละ  รู้ไหมว่าวัดป่าบ้านตาดอยู่ตรงไหน  อยู่บนกุฏินี่เหรอ  วัดป่าบ้านตาดอยู่ไหนล่ะ  แต่พอพระมหากษัตริย์มาถึงนี่แล้ว บริเวณนี้ทั้งหมดคือวัดป่าบ้านตาดนี่แหละ  แต่จะชี้ลงไปว่าที่กุฏิอาตมาก็ไม่ใช่ ที่กุฏิพระก็ไม่ใช่ ที่ศาลาก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ทั้งหมด  แต่เมื่อรวมกันทั้งหมดในกำแพงวัดนี้นี่แหละคือวัดป่าบ้านตาด  นี่แหละ...พระนิพพานก็มีความหมายแบบเดียวกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว :

ขอบารมีหลวงปู่ช่วยต่ออายุให้แม่หลวง (สมเด็จย่า)

หลวงตามหาบัว :

พ่อหลวงนั่นแหละก็จัดการเองได้ ขอเองได้ จัดการเอง  อาตมาต่อให้ไม่ได้หรอก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว :

เอาล่ะ... ได้เวลาแล้ว จะกลับแล้ว  หลวงปู่มีอะไรจะบอกไหม ?

หลวงตามหาบัว :

การเป็นพุทธภูมิ สร้างบารมีเพื่อความเป็นพุทธะ พอจบพุทธภูมิได้ก็เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว  พระพุทธเจ้าก็มีพุทธกิจ ๕ คือ  ตอนเช้าบิณฑบาต  ตอนบ่ายสอนคหบดีมนุษย์ทั่วไป  ตกเย็นสอนนักบวช สมณชีพราหมณ์  ตอนกลางคืนแก้ปัญหาเทวดา  พอมาตอนเช้ามืดเล็งญาณดูสัตว์โลก สัตว์โลกตัวไหนมีกิเลสเบาบางพอที่จะบรรลุธรรมได้ ท่านก็จะเล็งญาณดู รีบไปโปรดก่อน

พระพุทธเจ้าสร้างบารมีพุทธภูมิจนได้เป็นพระพุทธเจ้า  เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านก็มีพระพุทธกิจ ๕ อย่างนี้  แต่...ไม่รู้ว่าพ่อหลวงแม่หลวงของประเทศไทยปรารถนาอะไร ทำงานกันจนไม่มีเวลาจะพักผ่อน  เอาล่ะๆ อาตมาจะให้พร


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว :

อยากให้ท่านอาจารย์อยู่กับหลวงปู่ไปนานๆ

พระอาจารย์ภูสิต ขันติธโร :

เจริญพร มหาบพิตร ... อาตมาก็อยากจะอยู่  แต่ถ้าถึงเวลาที่อาตมาจะต้องเอาตัวเองให้รอด อาตมาก็ขอเอาตัวเองให้รอดก่อน  เพราะทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล ถึงเวลาไปก็ต้องไปเหมือนกัน

 

กิตติ  ทีนิวส์   คัดลอก

ติดตามเรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับเหล่าพระอริยสงฆ์อีกมากมายได้ในหนังสือ “มหาบพิตร : ในหลวงทรงถาม พระอรหันต์ตอบ” โดย “วีระวัฒน์ ชลสวัสดิ์”

สนใจหนังสือสั่งซื้อได้ที่ Line ID: @gppbook

โทรศัพท์. 0 2525 4242 ต่อ 201-202



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กิตติ จิตรพรหม