ชวนเดอะแก็งค์วางภาระ... แล้วไปหาสาระ ณ เมืองอ่างทอง

ชวนเดอะแก็งค์วางภาระ... แล้วไปหาสาระ ณ เมืองอ่างทอง

Publish 2018-05-07 11:51:22

เมืองไทยร้อนจริงร้อนจังมาก (-_-  ) ปีนี้ร้อนขึ้นนะ..เราว่า แต่ร้อนๆ อย่างนี้คิดว่าต้องหาที่เที่ยวให้ใจเย็นๆลงผ่อนคลายทั้งจิตใจและร่างกาย แม้จะมีเวลาจำกัดแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเราค่ะ จะเที่ยวซะอย่าง ชอบออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอก(^__^) เราเลยชวนเพื่อนๆ รวม 5 ชีวิต ไปเที่ยวแบบ One Day Trip ที่สามารถแวะเข้าวัดขอพรและมีของกินอร่อยๆ ก็เลยส่อง Map ดู Google และลงความเห็นว่าจะไปเที่ยวที่จังหวัดอ่างทองค่ะ เราคิดว่าจังหวัดนี้ก็มีเสน่ห์ไม่แพ้จังหวัดอยุธยาเลยนะ(ออเจ้า ^^)  และอยู่ไม่ไกลจากจังหวัดกรุงเทพฯด้วย.. ว่าแล้วก็เตรียมกระเป๋าเป้ชวนเดอะแก็งค์ไปไหว้พระทำบุญขอพรกันคร่า....

 

เริ่มกันที่แรก หลังจากพ้นตัวเมืองอยุธยามุ่งเข้าสู่อำเภอป่าโมกจังหวัดอ่างทอง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เดินทางไม่ยากสามารถเปิด Google Map  และให้เพื่อนๆ ช่วยกันหาได้ค่ะ พวกเราก็ถึง “วัดป่าโมกวรวิหาร” ซึ่งปากทางจะเห็นป้ายทางเข้าวัด พื้นที่วัดกว้างพอสมควรมีที่จอดรถรองรับนักท่องเที่ยวและชาวบ้านมากค่ะ อากาศดี ร้อนนิดๆ พอไหวค่าา

 

         สำหรับวัดนี้ จุดเด่น คือ พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ที่ประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่ไม่แพ้ที่อยุธยา พอเข้าไปแล้วสัมผัสได้ถึงความสงบ เงียบ ทำให้จิตใจของพวกเราผ่อนคลายเลย และถัดไปด้านข้างๆ จะมีพระอุโบสถประดิษฐานหลวงพ่อใหญ่ แอบเสียดายที่พระอุโบสถปิดพวกเราเลยไม่ได้เข้าไป _=_ได้แต่เดินบริเวณรอบๆ และสังเกตเห็นพระอุโบสถเป็นแนวเส้นโค้งคล้ายเรือสำเภาจนต้องยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกกันเลยค่ะ

 

 

        จะบอกว่า.. ระหว่างเดินทางไปที่วัดป่าโมกวรวิหาร พวกเราสังเกตว่าบ้านแต่ละหลังที่เราผ่านจะมีกลองหลากหลายประเภทตั้งเรียงรายไว้อยู่เต็มไปหมด จนต้องย้อนกลับไปบ้านหลังหนึ่งที่มีกลองยาวขนาดใหญ่ตั้งอยู่หน้าบ้าน ว่าจะเข้าไปถามหาผู้รู้แต่ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่เลย.. (-_- เศร้า)

          พวกเราก็ไม่ยอมแพ้ขับรถกันไปเรื่อยๆ จนมาเจอบ้านหลังหนึ่งที่เห็นพี่ๆ หลายวัยกำลังนั่งทำกลองกันอยู่เลยค่ะ Wow!! มากแบบเห็นตั้งแต่การนำไม้มาขึ้นรูปฐานกลอง การตอก ขึงหนังวัว ทำหน้ากลอง  และได้รู้ว่าที่นี่เรียกว่า “หมู่บ้านทำกลอง”มีกลองหลายประเภท เช่น ตะโพน กลองทัด กลองโทน กลองยาว รำมะนา กลองรำวง กลองเพล และกลองจิ๋ว สืบทอดส่งต่อกันมาหลายรุ่นจนถึงปัจจุบันยึดเป็นอาชีพหลัก
พอได้เห็นวิธีการทำแล้วบอกเลยว่ามืออาชีพมาก คุณภาพดีด้วยนะ ถ้าใครสนใจลองแวะเข้ามาดูได้เลยจ้าา *_*                                                                

  

          ทีนี้ก็อิ่มบุญอิ่มใจละ แต่ !!! ยังไม่อิ่มท้องน่ะสิ ก้มมองนาฬิกาเลยเที่ยงมาสักพัก แวะหาที่เติมพลังก่อนแล้วค่อยไปกันต่อฮูเล่.. ร้านที่เราจะไปอยู่ในอำเภอเมือง-ป่าโมก บนถนนโพสะ ร้านนี้มีหลายคนไปและทำรีวิวออกมาบอกว่าอาหารของหวาน และเครื่องดื่มอร่อย ...สายหวานอย่างพวกเราไม่พลาด มุ่งสู่ร้าน Brighter Day Cafe`

  

         พอเราก้าวเข้ามาในร้านสิ่งที่เราเห็นจนต้องพูดพร้อมกันว่า “น่ารัก” หอมกลิ่นขนมอ่อนๆ ด้วย ไม่รอช้าเรามุ่งไปสั่งของกินเลยทั้งฮันนี่โทสต์~~ ขนมปังกรอบราดด้วยน้ำผึ้ง เสริฟพร้อมไอศกรีม (เลือกรสได้) และผลไม้รสเปรี้ยวเข้ากันได้ดี ไม่แพ้ร้านดังๆ ในกรุงเทพเลยค่ะ (แซววว >_<)

 

     

       นอกจากนี้ยังมีขนมหวานอีก (เต็มตู้เลย) ที่เราเลือกมาชิม คือ ชีสเค้กสตอร์เบอร์รี่ และบลูเบอร์รี่ เห็นทีแรกรึว่าจะหวานแต่พอชิมไป อร่อยมากกกกก ไม่ค่อยหวานเลยค่ะ และยิ่งกินกับน้ำเสาวรสปั่น ยิ่งเข้ากันเลย หน้าตาน่ากินสุดๆ มีความละมุนมากก กินจนเพลินลืมน้ำหนักกันเลย เพื่อนๆ คนไหนที่ไปแวะอ่างทองอย่าลืมแวะชิมกันนะคะร้านเปิดทุกวันค่ะ

  

 



       อิ่มท้องแล้วก็มาลุยต่อ.. เราขับรถมุ่งหน้าเข้าอำเภอป่าโมกอีกครั้งมุ่งไปที่ วัดท่าสุทธาวาส วัดนี้ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อเราไปถึงสิ่งที่เราเห็น คือ ความร่มรื่นดูแล้วสบายตา วัดนี้มีจุดเด่นที่ “หลวงพ่อยิ้ม” และเป็นความโชคดีที่เจอคนในหมู่บ้านบางเสด็จมาเปิดพระอุโบสถและพาพวกเรานำเที่ยวรอบๆ ด้วยค่ะ

 

วัดนี้เป็นวัดที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับไว้ในพระราชอุปถัมภ์ โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดท่าสุทธาวาสและใช้เป็นสถานที่ฝึกงานของนักเรียนโรงเรียนสวนจิตรลดา เขียนภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องพระมหาชนก ความเป็นอยู่ของชาวอ่างทองในสมัยน้ำท่วม และจุดสำคัญของจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถแห่งนี้ก็คือ ภาพต้นมะม่วงสีทอง ซึ่งภาพ “ผลมะม่วง” ภายในโบสถ์นี้ เป็นภาพวาดฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ค่ะ เพื่อนๆ ลองมาตามหาดูนะคะว่าจะอยู่ตรงไหนในพระอุโบสถนี้ ^^ 

         ส่วนด้านนอกมีพลับพลาอยู่ตรงกลางสระน้ำ ข้างๆจะเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช บรรยากาศโดยรอบจะมีต้นไม้เก่าแก่ จากคำบอกเล่าบอกกว่า ต้นโพธิ์ ที่อยู่ตรงหน้า (เรา) มีเจ้าที่สิงสถิตอยู่ด้วย คนที่ลบหลู่โดนมาหลายคนแล้ว แล้วไหนจะต้นตะเคียน ต้นยางนา อีกล่ะ.. (มีความขลังในตัวว) โอ๊ย... เชื่อว่าแต่ละต้นต้องมีประวัติที่เร้นลับแน่ๆ... เราสัมผัสได้~ (O_O) ต้องมาเห็นด้วยตัวเองค่ะ เราไม่กล้าถ่ายรูปเลยยยย (55+) บรู๊ววววว..

  

         หลังจากเข้าไปไหว้พระและเดินถ่ายรูปที่วัดท่าสุทธาวาสเรียบร้อยแล้ว พวกเราเดินไปด้านหลังของวัดไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา มีไฮไลท์ของจังหวัดอ่างทองที่ใครมาแล้วห้ามพลาดเด็ดขาดนั่นก็คือ “ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ”เป็นบ้านทรงไทยสองชั้นอยู่ติดกับวัดท่าสุทธาวาส (ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว หุหุ) ไม่รอช้าเราเข้าไปในศูนย์และพบกับคุณป้ารุจีที่กำลังปั้นตุ๊กตาชาววังตัวใหญ่อยู่เลยและคุณป้าก็ได้เล่าที่มาที่ไปให้ฟัง..

 

        เป็นเรื่องราวที่สุดประทับใจ ฟังไปถึงกับน้ำตาคลอเลยทีเดียวค่ะ.. เรื่องมีอยู่ว่า โครงการ “ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ” สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งศูนย์ตุ๊กตาฯ ขึ้นมาในช่วงที่เกิดเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ เพื่อช่วยให้ชาวบ้านได้มีอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว โดยมีอาจารย์จากในวังมาสอนพวกป้าๆ แม้ว่าช่วงแรกๆ จะปั้นออกมาได้ไม่สวย แต่เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ฝีมือการปั้นเริ่มดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปั้นการละเล่นของไทย ผลไม้ วิถีชีวิตต่างๆ และทุกครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จฯ จะพระราชทานเงินและนำตุ๊กตากลับไปด้วย ทำให้ชาวบ้านสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างมาก

                              

          คุณป้าบอกว่า.. พระองค์ท่านได้รับสั่งกับคุณป้าไว้ว่า .. “อยากให้รักษาภูมิปัญญานี้ไว้ เพื่ออนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลาน ได้เห็นถึงคุณค่าต่อไปในอนาคต อย่าทอดทิ้งไป ให้มันสูญหายไปตามกาลเวลา..” Y_Y
รู้สึกเลยว่าคุณป้ารุจีและชาวบ้านรักที่นี่มาก และมองเห็นว่าทุกคนทำโครงการนี้ด้วยใจ ซึ่งทำได้ดีที่สุดเพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ค่ะ
และในช่วงที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระเยาว์ ท่านได้เสด็จฯ มาเยี่ยมชมที่ศูนย์ฯ อยู่บ่อยๆ และยังได้ทรงปั้นตุ๊กตารูปช้างอีกด้วย

 


        สำหรับศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ มีหลายหน่วยงานที่เข้าร่วมสนับสนุนแต่ที่สะดุดตาเรามากที่สุดก็คือ ไปรษณีย์ไทย ถามไปถามมา ก็ตั้งแต่ไปรษณีย์ไทยเข้ามาช่วยชาวบ้านบางเสด็จก็พัฒนาและเปลี่ยนไปมาก ทั้งปลูกต้นไม้รอบๆ บ้านเรือนไทย จัดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับทำระบบการขาย รวมทั้งช่วยประชาสัมพันธ์และโฆษณาให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น นอกจากนี้ยังมาช่วยสอนการหุ้มห่อตุ๊กตาที่จะส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์ด้วย ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลก็สั่งได้โดยตรงที่ศูนย์ฯ และจะขนส่งด้วยไปรษณีย์ไทยค่ะ คุณป้าบอก

 

และพิเศษเรามาเที่ยวในช่วงการจัดงานสงกรานต์ประจำปีพอดี สถานที่จัดงานอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ไกลจากศูนย์ฯ เดินไปได้สบายมาก ระหว่างทางมีกำแพงแสดงถึงเรื่องราวประเพณีไทยลายการ์ตูนไทยแสดงการละเล่นของไทยพื้นบ้านเก๋ๆ น่ารักๆ นี่ก็เป็นผลงานของพี่ๆ ไปรษณีย์ไทยร่วมกับอาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปากรค่ะ พวกเราเดินมาเรื่อยๆ ก็ถึงงานที่จัดสไตล์พื้นบ้านแบบไทยๆ มีกิจกรรมการประกวดกองทราย รำวงย้อนยุค แล้วก็มวยทะเล ที่หาดูได้ยากในยุค 4G ผู้เข้าแข่งขันไม่ต้องพูดถึง.. รุ่นเก๋าทั้งน้านน มาเจอได้ (ดูได้ที่รูป 555+)  ^O^ ประเพณีแบบนี้ไม่ได้เห็นมานาน เราว่าน่ารักดีนะ เห็นชาวบ้านมาทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ออกมาจากใจพวกเขาจริงๆ

 

ของที่ระลึกก่อนกลับจ้า..ไม่พลาดที่จะอุดหนุนตุ๊กตาชาววังของขึ้นชื่อประจำจังหวัดเลยค่ะ

  

  

         สุดท้ายก่อนโบกมือลา....ฝากจังหวัดอ่างทองไว้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกหนึ่งแห่ง อยู่ติดกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั่งรถไปเพียงแป๊ปเดียวเท่านั้น แม้เราไม่ได้เที่ยวหลายอำเภอแต่แค่เวลาสั้นๆ วันนี้เรารู้สึกคุ้มมาก... เดินทางง่ายและสะดวก เป็นทริปสั้นๆ มีความสุข+ความประทับใจในสถานที่ต่างๆ ทริปหน้าถ้าได้ไปเที่ยวที่ไหนอีกจะมาเล่าสู่กันฟังอีกนะคะ ออเจ้าทั้งหลายยย...

 

Credit: Ohayoo

https://pantip.com/topic/37627924


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

อมเรศ พึ่งลอย

ติดตามข่าวอื่นๆ