บทความพิเศษ : 52 ข้อเท็จจริง ผู้พิพากษายิงตัวเอง ทวงคืน หรือทำลาย ความยุติธรรม โดย ดร.เวทิน​ ชาติกุล

บทความพิเศษ : 52 ข้อเท็จจริง ผู้พิพากษายิงตัวเอง ทวงคืน หรือทำลาย ความยุติธรรม โดย ดร.เวทิน​ ชาติกุล

Publish 2019-10-07 18:57:42


วันที่ 7 ต.ค. 62 ในเพจเฟซบุ๊ก "สถาบันทิศทางไทย-Thai Move Institute" ได้เผยแพร่บทความพิเศษของ ดร.เวทิน ชาติกุล สถาบันทิศทางไทย ถึงกรณีที่นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ใช้ปืนจ่อยิงตัวเอง เข้าใต้ราวนมซ้ายบาดเจ็บสาหัสฟุบคาห้องพิจารณาที่ 4 ศาลจังหวัดยะลา หลังพิพากษายกฟ้องจำเลย 5 คนในคดีสำคัญ โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่ง รพ.ศูนย์ยะลา แพทย์ระดมยื้อชีวิตผ่าตัดรักษาจนปลอดภัย โดยมีใจความว่า

ผู้พิพากษายิงตัว(ไม่)ตาย ทวงคืนความยุติธรรม? หรือ กร่อนทำลายความยุติธรรม?  (ตอนหนึ่ง) โดย ดร.เวทิน ชาติกุล สถาบันทิศทางไทย
.
1. ข้อกล่าวหาที่รุนแรงของการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยมตะวันตก ที่ถึงขั้นสั่นคลอนเสาหลักของระบบประชาธิปไตย คือ ข้อกล่าวหาว่า อำนาจตุลาการ (หรือ ศาล) สามารถถูกแทรกแซงได้
.
2. ข้อกล่าวหานี้ปรากฏเสมอมาในวาทกรรม "ตุลาการภิวัฒน์" (ซึ่งถูกนำเสนอขึ้นโดยกลุ่มนิติราษฎร์ ที่มี ปิยบุตร แสงกนกกุล ร่วมอยู่ด้วย)
.
3. กรณีล่าสุดในเหตุ "ผู้พิพากษา ยิงตัว(ไม่)ตาย ประท้วง" ข้อกล่าวหานี้ก็กลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับรุนแรงยิ่งกว่า เพราะที่ผ่านมากรณี(อ้างว่ามี)การแทรกแซงอำนาจตุลาการ จะจำกัดอยู่เฉพาะคดีที่มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง
.
แต่ในกรณีนี้ฝ่ายกล่าวหาต้องการชี้ว่า
.
3.1 แม้คดีอาญาทั่วไป(ไม่เกี่ยวกับการเมือง)ก็ไม่พ้นจากการแทรกแซง และ
.
3.2 เป็นคดีที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงสูง (สะท้อนปัญหาการใช้อำนาจรัฐแบบพิเศษในพื้นที่พิเศษ) สอดรับกับ ข้อเสนอเรื่อง แก้รัฐธรรมนูญ ม.1 ที่เป็นประเด็นฟ้องร้องกันอยู่
.
4. "ข้อกล่าวอ้าง" ในกรณีนี้เป็นข้อกล่าวอ้างที่รุนแรงมาก และใช่หรือไม่ที่อาจหวังผลต่อ สถาบันตุลาการ และ อำนาจรัฐไทย แบบ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว"?
.
5. ซึ่งถ้าจริง รัฐไทย ก็จะกลายเป็น "รัฐโมฆะ" ระบอบ ระบบจะเสี่ยงต่อการล่มสลายพังครืนในทันที เพราะ การปรากฏการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมในฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ
.
6. แต่ถ้าไม่จริง ผู้ที่กล่าวอ้าง กระทำ ร่วมกระทำ กำลังจงใจ เจตนากระทำ สิ่งที่เป็นการกร่อนทำลายรัฐไทย สถาบันตุลาการ และระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข อยู่หรือไม่?
.
7. คำตอบเรื่องนี้อยู่ใน 2 ที่
.
7.1 "หลักฐาน" (ของการแทรกแซง) ที่อยู่ในมือของฝ่ายกล่าวอ้าง (ซึ่งแรกสุดบอกว่าได้มาจาก "ผู้พิพากษาและจำเลย" แต่ต่อมาแก้เป็น "ผู้พิพากษาและผู้หวังดี" และต่อมาแก้เป็น "ไม่รู้ได้มาอย่างไร")
.
7.2 ข้อเท็จจริง และ ข้อกฎหมาย เกี่ยวกับกระบวนการตุลาการที่ประชาชนไม่ค่อยรับทราบ (เพราะเป็นข้อปฏิบัติในวิชาชีพ)
.

8. หลักฐานข้อแรก รวมถึง "หนังสือลับ" ที่ว่า ต้องรอจากที่ฝ่ายกล่าวอ้างจะเอามานำเสนอหรือไม่อย่างไร?
.
9. ส่วนข้อพิจารณาในข้อกฎหมายนั้นมีปรากฏขึ้นมาบ้างแล้วจากผู้มีความรู้และผู้พิพากษาหลายท่านที่ออกนามและไม่ออกนาม
.

10. ย้อนไปในโพสต์(ลบไปแล้ว แต่มีผู้แคปเจอร์เอาไว้ได้)ของผู้พิพากษาที่ก่อเหตุที่ระบุ "ผมจะทำการ live เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงการที่อธิบดีผู้พิพากษาเขต 9 แทรกแซงการพิจารณาคดี สั่งให้ลงโทษจำเลยทั้งห้า ทั้งที่พยานหลักฐานไม่มีน้ำหนักว่าจำเลยได้กระทำความผิด แต่ผมไม่ยอมทำตาม"
.
11. คำถามคือ "...อธิบดี หรือ ใครก็ตาม มีอำนาจสั่งให้ผู้พิพากษาตัดสินหรือเขียนคำพิพากษาให้เป็นไปตามที่ตนต้องการได้หรือไม่?..." (ถึงบอกว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่ เพราะถ้าจริง มันไม่ใช่แค่ผู้พิพากษาคนหนึ่งอาจโดนสั่งการโดยใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม แต่มันหมายถึงกระบวนตุลาการทั้งหมด สามารถล้มเหลวได้อย่างสิ้นเชิง)
.
12. แต่ข้อเท็จจริงในทางกฎหมายก็คือ กฎหมายพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ระบุ
.
12.1 มาตรา 11 (1) ให้อำนาจ อธิบดีนั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใดๆ ของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้วมีอำนาจทำความเห็นแย้งได้และสามารถให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลนั้นในข้อขัดข้องเนื่องจากการปฏิบัติหน้าของผู้พิพากษา
.
12.2 มาตรา 14 ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาค เป็นผู้พิพากษาในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจด้วยผู้หนึ่งโดยให้มีอำนาจและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 11 วรรคหนึ่ง รวมทั้งได้ให้อำนาจรองอธิบดีผู้พิพากษาภาคไว้ด้วยเพราะปริมาณคดีมีมาก
.
13. ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.11 และ ม.14 จะเห็นว่า การเข้าไปดูหรือตรวจสอบสำนวนของอธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่ใช่ "การแทรกแซงตามอำเภอใจ" แต่เป็นอำนาจหน้าที่ที่ต้องทำ คือ
.
13.1 สามารถนั่งพิจารณาคดีด้วยได้ (เป็นองค์คณะ)
.
13.2 สามารถทำความเห็นแย้งได้ (เมื่อได้พิจารณาสำนวนแล้ว)
.
13.3 สามารถให้คำแนะนำต่อผู้พิพากษาในข้อขัดข้องเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ได้
.
13.4 ทั้งอธิบดีและรองอธิบดีถือว่าเป็นผู้พิพากษาในศาลที่อยู่ในเขตอำนาจด้วย
.

14. ข้อกล่าวหาว่าอธิบดีใช้อำนาจหน้าที่เข้าไป"แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม" จึงไม่เป็นความจริง ในทางกลับกัน ระเบียบของข้าราชการฝ่ายตุลาการกำหนดให้ผู้พิพากษาที่เป็นฝ่ายต้องรายงานคดีและการตรวจคดีเสียเองด้วยซ้ำ
.
15. แต่อาจมีข้อโต้แย้งจากฝ่ายประชาธิปไตยเสรีนิยมตะวันตกว่า ก็เพราะกฎหมายศาลเขียนให้อำนาจไว้แบบนี้ก็เท่ากับเปิดช่องให้เข้าไปแทรกแซงอยู่ดี
.
16. ก็ต้องไปดูต่อที่ "ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม" ลงนามโดยชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562 ว่าด้วย ระเบียบว่าด้วยการรายงานคดีสำคัญในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ต่อประธานศาลฎีกา และการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค
.
17. คดีแบบไหนบ้างที่ต้องมีการตรวจคดี?
.
ตามระเบียบฯข้อ 7 กำหนดว่า ผู้พิพากษาศาลต้องรายงานต่ออธิบดีผู้พิพากษาภาค ตามประเภทคดี ดังนี้
1) คดีอาญา ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร มาตรา 107 - 135 (รวมมาตรา 112 และ 116)
2) คดีความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย
3) คดีทุกประเภทที่อัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปีขึ้นไป จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต

 



18. ตามระเบียบนี้ คดีที่ถูกระบุถึง แม้จะไม่ใช่คดีความมั่นคง(ตามในแถลงการณ์)แต่เป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงถึง "ประหารชีวิต" จึงอยู่ในข่ายประเภทคดีที่ต้องส่งรายงานต่ออธิบดีศาลอยู่แล้ว ไม่ใช่อธิบดีลงมาแทรกแซงขอดูสำนวนเอง
.
19. ประเด็นคือเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคตรวจสำนวนแล้ว (โดยต้องมีระยะเวลาตรวจไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้อ่านให้ละเอียด และถ้าตรวจไม่ทันก็สามารถให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคช่วยตรวจได้) ในกรณีที่ผู้พิพากษากับอธิบดีผู้พิพากษาภาคมีความเห็นไม่ตรงกันจะต้องทำอย่างไร?
.
20. ในระเบียบฯข้อ 14 กำหนดว่า
"...การตรวจร่างคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้ดำเนินการเพื่อรักษาแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้การใช้ดุลพินิจของศาลเป็นไปโดยถูกต้องในแนวทางเดียวกัน ในกรณีที่แตกต่างไปจากแนวบรรทัดฐาน ควรมีเหตุผลพิเศษ และแสดงเหตุผลไว้ในร่างคำพิพากษานั้นด้วย..."
.
ตรงนี้ต้องขยายความ
.
21. การตรวจคดีนั้นเพื่อ "...ให้ดำเนินการเพื่อรักษาแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้การใช้ดุลพินิจของศาลเป็นไปโดยถูกต้องในแนวทางเดียวกัน..." (แปลว่า ให้แนวทางคำพิพากษาและดุลพินิจของศาลในคดีแบบเดียวกันไม่ขัดแย้งกันเอง ไม่ใช่คดีลักษณะเดียวกันแต่ตัดสินกันไปคนละแบบ)
.
22. "...ในกรณีที่แตกต่างไปจากแนวบรรทัดฐาน ควรมีเหตุผลพิเศษ และแสดงเหตุผลไว้ในร่างคำพิพากษานั้นด้วย..." กล่าวคือ ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาภาคมีความเห็นในคำตัดสิน 1)ต่างไปจากผู้พิพากษา หรือ 2)ต่างไปจากบรรทัดฐาน ในทางปฏิบัติก็จะมีการสอบถามพูดคุยกัน ซึ่งในที่สุดถ้ายังไม่สามารถเห็นไปในทางเดียวกันได้ อธิบดีผู้พิพากษาภาคก็ต้องเขียนสำนวนแย้งหรือระบุความเห็น(แย้ง)ของตนไว้ในคำพิพากษานั้น
.
23. แปลว่า
...ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนยังมีสิทธิ์ในการยืนตามสำนวนเดิมของตน ผู้พิพากษาสามารถไม่ทำตามคำโต้แย้งหรือคำทักท้วงของอธิบดีได้อยู่แล้ว
.
การยกประเด็นว่า "ผมไม่ยอมทำตาม" มาเป็นประเด็นจึงไม่เป็นประเด็น
.
เพราะจริงๆก็ทำแบบนั้นได้อยู่แล้ว
.
24. ในระเบียบฯข้อต่อมาคือ ข้อ 16 กำหนดว่า
.
"...เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว ให้ส่งสำเนาคำพิพากษาพร้อมคำแนะนำ ข้อทักท้วง ไปยังสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาคภายในเวลาหนึ่งเดือนนับแต่วันที่อ่าน..."
.
25. แปลว่า การไม่ทำตามคำแนะนำ คำโต้แย้ง หรือ คำทักท้วง ของอธิบดี ไม่มีผลในทางความผิดใดๆต่อตัวผู้พิพากษาเลย ผู้พิพากษาสามารถ "อ่าน" คำพิพากษาเดิมของตนได้ เพียงแต่ในสำนวนต้องรายงานคำโต้แย้งด้วยเท่านั้น
.
26. กรณีตัวอย่าง คือ คดีที่อดีตอธิบดีกรมสรรพากรถูกฟ้องคดี 157 ท่านชีพ จุลมนต์ อดีตประธานศาลฏีกา ซึ่งเป็นอธิบดีศาลอาญาในขณะนั้นเคยมีความเห็นแตกต่างจากองค์คณะว่าควรลงโทษ แต่องค์คณะเห็นว่าควรยกฟ้อง อธิบดีจึงมีความเห็นว่าให้เอาไปทบทวน ทางองค์คณะยืนยันเหมือนเดิม ท่านชีพจึงทำความเห็นแย้งไป (อ้างโดย นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม. 05.ต.ค.2562)
.
27. ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนที่ไม่เชื่อฟังตามคำแนะนำของอธิบดีผู้พิพากษาภาค กฎหมายก็ไม่ได้กำหนดให้เป็นความผิดหรือมีโทษ (แต่ ในทางอ้อมอธิบดีผู้พิพากษาภาคเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งจ่ายสำนวน การเรียกสำนวนคืน หรือสั่งย้ายชั่วคราวได้)
.
28 สรุปคือ ตามระเบียบฯ
.
28.1 อธิบดีผู้พิพากษาภาค หรือประธานศาลฎีกา ไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมายโดยตรงที่จะสั่งให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาหรือสั่งให้ผลคดีออกมาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง
.
28.2 อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีเพียงหน้าที่ต้องรักษาบรรทัดฐานแนวทางการทำคำพิพากษาให้สอดคล้องกันในแต่ละคดีเท่านั้น
.
28.3 อธิบดีฯ มีอำนาจขอดูหรือตรวจสอบสำนวนคำพิพากษาได้" แต่ "ไม่สามารถสั่งให้แก้คำพิพากษาหรือสั่งให้ลงโทษตามอำเภอใจได้"
.
28.4 เป็นไปได้ที่ อธิบดีจะมีความเห็นแย้งกับ ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน แต่ ผู้พิพากษา(เจ้าของสำนวนเดิม) ก็สามารถที่จะยืนยันตามสำนวนเดิมของตนได้
.
28.5 อธิบดีที่มีความเห็นแย้งทำได้เพียงเสนอความเห็นแย้งไว้ในสำนวนเท่านั้น
.
28.6 หรือ กรณี Worst Case ถ้าอธิบดีจะบังคับ หรือ สั่งการ โดยมิชอบ(เช่น อาจมีอธิบดีที่ทำเกินอำนาจหน้าที่) แต่ ผู้พิพากษา(เจ้าของสำนวนเดิม) ก็ยังสามารถที่จะยืนยันตามสำนวนเดิมของตนได้อยู่ดี
.
29. จะเห็นว่าในกระบวนการตุลาการนั้นไม่ใช่การสั่งการตามลำดับชั้นของการบังคับบัญชา แต่มีการวางระบบระเบียบเพื่อมาตรฐานความเป็นธรรม และมีการ "ถ่วงดุล" กันอยู่ ระหว่างฝ่ายต่างๆเช่น "องค์คณะ" กับ "อธิบดี" (หรือผู้มีอำนาจในระดับสูง) แต่ที่สำคัญก็ตามที่นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมกล่าวว่า
.
"ผมขอบอกไว้เลยในศาลใครจะมาสั่งผู้พิพากษาที่เป็นองค์คณะในการตัดสินคดี มันสั่งไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องอำนาจบังคับบัญชาตามลำดับชั้น ดุลพินิจของเจ้าของสำนวนจะมีความเป็นอิสระ เรื่องนี้เป็นมานานแล้ว และไม่ใช่เฉพาะเรื่องภายในเท่านั้น ในทางภายนอกไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตำรวจ ทหาร หรือฝ่ายบริหารยิ่งสั่งเราไม่ได้ “
.
30. นั่นคือหลักสำคัญที่ว่า "ดุลพินิจของเจ้าของสำนวนมีความเป็นอิสระ"
.
จึงทำให้เกิดคำถามว่าที่กล่าวว่า "อธิบดีผู้พิพากษาเขต 9 แทรกแซงการพิจารณาคดี สั่งให้ลงโทษจำเลย" และการ "ทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้พิพากษา" หมายความว่าอย่างไร?

 


.
31. ในเมื่อผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนในกรณีนี้เองก็ปฏิบัติตามระเบียบฯเหล่านี้ คือ มีอิสระในดุลพินิจและยืนยันสำนวนเดิม (ไม่ว่าจะถูกบังคับ หรือใช้อำนาจใดๆข่มขู่แค่ไหนก็ตาม)

32. ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อมาก็คือ บทบาทและการแสดงออกของผู้ทำหน้าที่ในสถาบันตุลาการโดยเฉพาะผู้พิพากษาในการรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้นจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน
.
เพราะผู้พิพากษามี 2 ฐานะในสังคม คือ ฐานะประชาชน และ ฐานะผู้พิพากษา
.
33. ในฐานะประชาชน ผู้พิพากษาย่อมมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้โดยสุจริตภายใต้กรอบของกฎหมาย
.
34. ส่วนในฐานะการเป็นผู้พิพากษา ผู้พิพากษาจะต้องระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อสาธารณชน โดยจะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา

 



35. ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ มีข้อกำหนดแนวทางปฏิบัติในการแสดงความคิดเห็นในทางสาธารณะของผู้พิพากษาไว้อย่างน่าสนใจ
.
35.1 (ข้อ 28) ผู้พิพากษาไม่พึงแสดงปาฐกถา บรรยาย สอน หรือเข้าร่วมสัมมนา อภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อสาธารณชน ซึ่งอาจกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา
.
35.2 (ข้อ 29) ผู้พิพากษาไม่พึงเป็นกรรมการ สมาชิก หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม สโมสร ชมรม หรือองค์การใดๆ หรือเข้าร่วมในกิจการใดๆ อันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา
.
35.3 (ข้อ 34) ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ สมาชิก หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง และจักต้องไม่เข้าเป็นตัวกระทำการ ร่วมกระทำการ สนับสนุนในการโฆษณาหรือชักชวนใดๆ ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาหรือผู้แทนทางการเมืองอื่นใด ทั้งไม่พึงกระทำการใดๆ อันเป็นการฝักฝ่ายพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองใดนอกจากการใช้สิทธิเลือกตั้ง
.
36. ใน(ข้อ 34) นั้นน่าสนใจว่า ประโยค "ไม่พึงกระทำการใดๆ อันเป็นการฝักฝ่ายพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองใดนอกจากการใช้สิทธิเลือกตั้ง กินความครอบคลุมถึงเรื่องไหน? เพียงไร?
.
37. ในอดีต เคยมีกรณี "กลุ่มตุลาการผู้รักแผ่นดิน" ออกแถลงการณ์ค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มีผู้พิพากษาศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลจังหวัด ศาลเยาวชนและครอบครัว ร่วมลงชื่อกว่า 60 คน (ประชาไท. 6 พ.ย. 2556. "โฆษกศาลยุติธรรมระบุผู้พิพากษามีสิทธิแสดงความเห็นโดยสุจริต") ตอนนั้นโฆษกศาลยุติธรรมก็ออกมาบอกว่าถ้าแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนย่อมสามารถกระทำได้ แต่จะต้องไม่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา
.
ส่วนจะแค่ไหน? อย่างไร? ที่ไม่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา เป็นเรื่องที่ไม่มีกรอบเกณฑ์ตรงไหนขีดเอาไว้ชัดเจน และผู้นั้นพึงต้องใช้สติปัญญาและวิจารณญาณของตัวเองเป็นตัวตัดสิน
.
38. ดังนั้น ถามว่าผู้พิพากษาจะมีจุดยืนทางการเมืองได้หรือไม่? จะนิยมชมชอบพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง หรืออุดมการณ์การเมืองอย่างหนึ่งอย่างใด ได้หรือไม่? คำตอบคือ "ไม่มีใครห้าม หรือ ไม่มีใครบังคับ" เพราะเป็นการกระทำและความคิด ความเชื่อ ในฐานะประชาชน
.
แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังคือ "การแสดงออก' ที่จะต้อง "ไม่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์"
.
39. เพราะเมื่อผู้พิพากษา "แสดงออก" ต่อสาธารณะต่อความคิดความเชื่อทางการเมืองของตนอย่างชัดเจน ก็อาจเกิดคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมหรือดุลพินิจ ที่อาจทำให้เกิดข้อสงสัยหรือข้อกังขาต่อสาธารณะได้
.
แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างถูกต้อง แล้วก็ตาม
.
40. เมื่อย้อนกลับไปดู ก่อนหน้านี้ใน FB ของผู้ใช้บัญชีคณากร เพียรชนะ (ท่านผู้พิพากษา) ได้แสดงจุดยืนของตนเองต่อปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับพรรคและกลุ่มการเมือง กลุ่มนักวิชาการฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยตะวันตก
.
40.1 27 ส.ค.2562 แชร์โพสต์จากเพจพรรคอนาคตใหม่ "การตายของอับดุลเลาะกับกระบวนการยุติธรรมที่รัฐต้องตอบ"
.
40.2 28 ส.ค.2562 แชร์ข่าว VoiceTV วิธีทรมานผู้ถูกควบคุมตัวใน 3 จังหวัดชายแดนใต้
.
40.3 8 ก.ย.2562 แชร์ข่าว VoiceTV "เมียอับดุลเลาะลุยร้อง UN.ถูกทหารซ้อม" เปิดภาพซ้อมทรมานก่อนสมองตายในค่ายทหาร
.
41. การแสดงจุดยืนทาง "การเมือง" แบบนี้ ไม่เพียงแต่จะตั้งคำถามถึงการแสดงออกต่อสาธารณะที่เหมาะควรเท่านั้น อาจตั้งคำถามได้ด้วยซ้ำว่าท่านผู้พิพากษาที่เห็นว่ารัฐไทยใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรมใน 3 จังหวัดใต้อยู่แล้วมีแนวโน้มที่จะใช้ดุลพินิจอย่างมีความโน้มเอียงไปในทางที่จะเป็นประโยชน์ต่อจำเลยหรือไม่?
.
ต้องย้ำว่าคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ ร้ายแรง
.
ซึ่งต้องไม่ลืมว่าการตัดสินและดุลพินิจในกระบวนการยุติธรรมต้องวางอยู่บนหลักฐานและประจักษ์พยาน โดยเป็นอิสระจากจุดยืนหรืออุดมการณ์ทางการเมืองของตัวเอง
.
42. การแสดงจุดยืนทางการเมืองที่อาจ "กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่" ในลักษณะนี้ ถือว่าเป็นการทำให้กระบวนการยุติธรรมขาดความน่าเชื่อถือหรือไม่? เป็นการกร่อนทำลายความยุติธรรม? หรือ ทวงคืนความยุติธรรม? กันแน่
.
43. นั่นไม่นับ ว่าก่อนเกิดเหตุ ผู้ใช้บัญชีFB คณากร เพียรชนะ (ท่านผู้พิพากษา)ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองของตัวเองอย่างชัดเจน
.
43.1 เข้าไปร่วม comment ในโพสต์FB ที่โพสต์ "ถ้าธนาธร Endgame ต้องติดคุก?" โดยแสดงความเห็นว่า "ผมจะทำ ช่วยอีกแรงครับ"
.
43.2 เข้าไปแสดงความเห็น ในFB ของผู้ใช้ "เพชร เอกมงคล(ราม)" โดยแสดงความเห็นว่า "รอดู Live ของผมนะ" ซึ่ง "เพชร เอกมงคล(ราม)" นี้ระบุตัวเองชัดเจนว่า "ทำงานกับพี่น้องเสื้อแดง"
.
44. ในวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ก่อนเกิดเหตุ เวลา 6.02 น.ผู้ใช้บัญชีFB คณากร เพียรชนะ (ท่านผู้พิพากษา)ได้เข้าไปอัพโหลดโฟล์ pdf "คำแถลงการณ์" จำนวน 25 หน้า ที่กลุ่ม พรรคอนาคตใหม่ Future Forword Party (แนวร่วม) ซึ่งในคำแถลงการณ์นั้นเปิดเผยสำนวนคำพิพากษา(บางส่วน)อยู่ด้วย
.
45. ซึ่งสอดคล้องกับที่ วันที่ 4 ตุลาคม 18.18 น. ปิยบุตร แสงกนกกุล โพสต์ FB ซึ่งมีข้อความระบุว่าได้รับข้อมูลจากท่านผู้พิพากษา
.
"เท่าที่ผมทราบข้อมูลจากคุณคณากร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา และทั้งจากฝั่งจำเลยส่งมาให้เราตั้งแต่เดือนกันยายนเพื่อขอให้เราช่วยเปิดเผยต่อสังคม"
.
46. แสดงว่าพรรคอนาคตใหม่และผู้พิพากษา ไม่ใช่เพิ่งได้รับข้อมูลก่อนในวันเกิดเหตุ แต่มีการติดต่อกันก่อนหน้านั้นแล้ว "ตั้งแต่เดือนกันยายน"
.
47. ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ปิยบุตร ยังระบุด้วยว่าได้รับข้อมูลจากฝั่งจำเลยด้วย แต่ต่อมาได้มาแก้ไขโพสต์เปลี่ยนจาก "จำเลย" เป็น "ผู้หวังดี" (แก้ไขครั้งแรกเวลา 18.31น. วันที่ 4 ตุลาคม 2562)
.
"เท่าที่ผมทราบข้อมูลจากคุณคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา และผู้หวังดีส่งมาให้เราตั้งแต่เดือนกันยายนเพื่อขอให้เราช่วยเปิดเผยต่อสังคม"
.
48. แต่ในวันที่ 5 ตุลาคม 2562 ปิยบุตรได้กล่าวว่า "...มีผู้หวังดีส่งเอกสาร 25 หน้าพร้อมเอกสารประกอบหลายชิ้นมาให้พรรคอนาคตใหม่ แต่เรายังไม่ทราบว่าที่มาที่ไปอย่างไร…"
.
49. ลำดับวันเวลาจะได้
.
เดือนกันยายน: ปิยบุตรบอกว่าได้ติดต่อกับผู้พิพากษาและจำเลย
.
4 ตุลาคม 2562 06.06น.: ผู้พิพากษาอัพโหลดเอกสารแถลงการณ์ 25 หน้า ในกลุ่ม พรรคอนาคตใหม่ Future Forword Party (แนวร่วม)
.
4 ตุลาคม 2562 18.18น.: ปิยบุตรโพสต์ข้อความในfb ระบุว่า ได้รับข้อมูลจากผู้พิพากษาและจำเลย
.
4 ตุลาคม 2562 18.31น.: ปิยบุตรโพสต์ข้อความในfb ระบุว่า ได้รับข้อมูลจากผู้พิพากษาและผู้หวังดี
.
5 ตุลาคม 2562: ปิยบุตรให้สัมภาษณ์ว่า "...ยังไม่ทราบว่าที่มาที่ไปอย่างไร…"
.
50. ตรงนี้จะยิ่งเกิดคำถามมากยิ่งขึ้นว่า มีกระบวนการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมอยู่หรือไม่ โดย
.
1) ผู้พิพากษาได้นำข้อมูลข้อเท็จจริงในการสืบสวนออกเผยแพร่สู่สาธารณะก่อนวันติดสิน
.
2) เป็นเจตนาจะนำ "คนนอก" เข้ามารับรู้หรือ "แทรกแซง" กระบวนการยุติธรรมหรือไม่?
.
3) "คนนอก" ที่ได้รับข้อมูลจากผู้พิพากษาต่างก็ได้รับข้อมูลจากทางฝ่าย "จำเลย" เหมือนกัน
.
4) สามารถตั้งคำถามได้ว่า ผู้พิพากษา (ซึ่งมีแนวคิดการเมืองแนวเดียวกับพรรคการเมืองที่เป็นคนนอก) มีสถานะอย่างไรกับฝ่ายจำเลย จะมีผลต่อการตัดสินหรือไม่?
.
5) "คนนอก" และพรรคการเมืองที่ได้รับข้อมูลจากทั้งผู้พิพากษาและจำเลย ซึ่งได้นำมาขยายผลหลังจากเหตุการณ์ที่ผู้พิพากษาได้ทำหลังจากอ่านคดีจบลงจนกลายเป็นประเด็นทางการเมือง จะมีความผิดทางกฎหมายด้วยหรือไม่? เพราะมีการแก้ไขข้อความในส่วนนี้
.
51. ในกรณีนี้ อะไรคือ การทวงคืนความยุติธรรมให้ผู้พิพากษา
.
"หลักฐาน" "หนังสือลับ" ที่ผู้พิพากษาส่งให้กับ "คนนอก" (ตามคำกล่าวอ้างผ่านสื่อหลายที่) นั้นคือ อะไร? จะมีน้ำหนักเป็นที่ประจักษ์ชัดหรือไม่?
.
ไม่เช่นนั้นเรื่องนี้จะเหวี่ยงกลับตาลปัตรในทันที
.
52. "การทวงคืนความยุติธรรม" ก็อาจเป็นอย่างที่หลายคนกล่าวอ้าง คือ เป็นการสร้างเหตุการณ์? หรือ สถานการณ์? ขึ้นมาเพื่อให้กลุ่มการเมืองนอกกระบวนการตุลาการเคลื่อนไหว
.
กร่อนเซาะ ทำลายความยุติธรรม
.
จุดชนวน ส่งไม้ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ(บางกลุ่ม)เข้าแทรกแซงฝ่ายตุลาการ? เพราะอุดมการณ์และความเชื่อทางการเมืองที่สอดคล้องต้องกัน เพื่อกร่อนทำลายรัฐไทย
.
โดยใช้วาทกรรม "ทวงคืนความยุติธรรม" เป็นข้ออ้างเท่านั้น #ผู้พิพากษายิงตัว(ไม่)ตาย
.
#สถาบันทิศทางไทย
 

 

 

ที่มา สถาบันทิศทางไทย-Thai Move Institute

ผู้พิพากษายิงตัว(ไม่)ตาย ทวงคืนความยุติธรรม? หรือ กร่อนทำลายความยุติธรรม? (ตอนหนึ่ง)

ผู้พิพากษายิงตัว(ไม่)ตาย ทวงคืนความยุติธรรม? หรือ กร่อนทำลายความยุติธรรม? (ตอนสอง)

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

กองบรรณาธิการข่าว
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์