โฆษกกลาโหมวอนพรรคการเมือง อย่าสาดโคลน ช่วงก่อนเลือกตั้ง ยัน กองทัพเป็นของประชาชน!

โฆษกกลาโหมวอนพรรคการเมือง "อย่าสาดโคลน" ช่วงก่อนเลือกตั้ง ยัน กองทัพเป็นของประชาชน!

Publish 2019-02-20 09:09:49



สืบเนื่องจากกรณี การปราศรัยของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โดยมีไฮไลท์ช่วงหนึ่ง คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า นโยบายพรรคมีแนวทางแก้ไขปัญหาคนตกงาน ด้วยการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ในการเป็นเจ้าของธุรกิจเอง ด้วยการตั้งกองทุนสร้างเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ หรือเถ้าแก่ใหม่ เพื่อสร้างให้คนรุ่นใหม่ได้เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งอาจจะแบ่งเงินจากกระทรวงกลาโหม ประมาณปีละ 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะสร้างเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ได้ถึงปีละ 20,000-30,000 คน  ทั้งนี้ การตัดงบประมาณจากกลาโหมจะไม่กระทบกองทัพ และขอให้ทหารมาช่วยกันสร้างชาติด้วยกัน เนื่องจากคนยุคใหม่ ต้องการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง

ทำให้เกิดกระแสวิพาษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง กระทั่งวันที่ 18 ก.พ. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพลเอกอภิรักษ์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้เดินทางมาเป็นประธานวันสถาปนากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) พร้อมทั้งได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวสั้นๆ เมื่อถามถึงกรณีพรรคเพื่อไทยปราศรัยหาเสียงหากได้เป็นรัฐบาลก็เตรียมที่จะตัดงบประมาณของกระทรวงกลาโหม รวมทั่งการยกเลิกเกณฑ์ทหารด้วย ซึ่ง ผู้บัญชาการทหารบก ได้กล่าวสั้นๆว่า ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดิน ตอนนี้เพลงนี้กำลังฮิต



ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวทำให้มีบางกลุ่มแสดงความเห็นเชิงลบต่อกองทัพ และบานปลายถึงการสืบค้นข้อมูลด้านงบประมาณกลาโหมที่บิดเบือนจากความจริง ด้วยเพราะ ตามข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ จากตัวเลขปรากฏว่ากับรัฐบาล คสช. ที่ถูกโจมตีมาตลอดว่ามีการอัดฉีดงบฯ แต่กลับพบว่าคิดเป็น 7.6% ของงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งหมดเท่านั้น ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีการเพิ่มงบฯขึ้นไปถึง 8-9% จากข้อมูลทั้งหมดทำให้สรุปในเบื้องต้นได้ว่า แม้กระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณสูงขึ้นทุกปี แต่งบประมาณรายจ่ายของทุกปีก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เช่นเดียวกับงบประมาณของกระทรวง กรม ต่างๆที่เพิ่มขึ้นไปตามสัดส่วนเดียวกันทั้งสิ้น

กระทั่งล่าสุด 20 ก.พ. 262 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม​ กล่าวแสดงความชื่นชมความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่กระจายตัวอยู่ในทุกภาคส่วนของสังคม โดยบางส่วนเสนอตัวเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ในขณะที่ส่วนใหญ่ได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น​ 

และได้กล่าวเพิ่มเติมต่อสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่า ในห้วงก่อนการเลือกตั้ง ยังมีความกังวลและห่วงใยอยู่บ้าง ที่มีความพยายามหาเสียงจากประชาชนของบางพรรคการเมือง ที่ยังคงพฤติกรรมทางการเมืองแบบเดิมๆ  สาดโคลนป้ายสี ให้ร้ายและยั่งยุกันไปมา  โดยเฉพาะการแสดงภูมิปัญญาและวุฒิภาวะผู้นำที่ไม่สร้างสรรค์ หยิบยกบางประเด็นมาเชื่อมโยงโน้มน้าวเรียกคะแนนเสียงจากประชาชน ดึงสถาบันต่างๆเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยไม่คำนึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
 



"โดยเฉพาะความพยายาลิดรอนเกียรติภูมิทหารและกองทัพ  ซึ่งเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงของประเทศและเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามประเทศชาติเกิดปัญหา  ทั้งด้านความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ การเผชิญกับภัยธรรมชาติและภัยจากน้ำมือมนุษย์  ปัญหาวิกฤติของรัฐบาลและประเทศชาติ หรือแม้กระทั่งปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ที่บานปลายนำมาซึ่งความอ่อนแอของกลไกของอำนาจรัฐ สถาบันหลักของชาติ และความแตกแยกของประชาชนภายในชาติ​ จึงอยากขอความร่วมมือ ร่วมกันทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ใช้ความระมัดระวัง ไม่พยายามยั่วยุบิดเบือนให้เกิดความแตกแยกทางสังคม ดังเช่นบทเรียนที่มีร่วมกันในอดีต" โฆษกกลาโหม กล่าว

และทิ้งท้ายว่า กระทรวงกลาโหมขอยืนยันอีกครั้งว่า กองทัพ เป็นของประชาชน และเคารพการตัดสินของประชาชนในวิถีประชาธิปไตย  และพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ เพื่อพัฒนากองทัพและงานความมั่นคงให้สามารถรองรับสถานการณ์ภัยคุกคามในแต่ละห้วงระยะเวลา บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ทางด้านงบประมาณ และอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงของสภาพแวดล้อมภัยความมั่นคงของประเทศที่ยอมรับได้ ต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนในภาพรวม
 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
พระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 ประกาศเเล้ว

ราชกิจจาเลือกตั้ง เรื่อง จํานวนส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี-จํานวนเขตเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด

"รังสิตโพล" เผย ปชช.เกือบ100% อยากเลือกตั้ง ชี้ "พลังประชารัฐ" มาวินที่1

โฆษกกลาโหมวอนพรรคการเมือง "อย่าสาดโคลน" ช่วงก่อนเลือกตั้ง ยัน กองทัพเป็นของประชาชน!
   


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย
ข่าววันนี้ โดยสำนักข่าวทีนิวส์