คบคนเช่นไร..ย่อมเป็นคนเช่นนั้น! เปิดเบื้องหลัง ยิ่งลักษณ์ หลุดCEOท่าเรือซัวเถา -หุ้นส่วนชาวสิงคโปร์พัวพันหนีภาษี?

คบคนเช่นไร..ย่อมเป็นคนเช่นนั้น! เปิดเบื้องหลัง ยิ่งลักษณ์ หลุดCEOท่าเรือซัวเถา -หุ้นส่วนชาวสิงคโปร์พัวพันหนีภาษี?

Publish 2019-01-25 14:24:12


มีเรื่องให้ต้องติดตามอย่างต่อเนื่องสำหรับ อดีตเจ้าแม่ซัวเถา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันมีฐานะเป็นนักโทษหลบหนีคดี อาศัยอยู่ต่างแดน กับข่าวที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกในประเด็นการกับการก้าวสู่ตำแหน่ง CEOท่าเรือซัวเถา   และถูกถอนชื่อออกในเวลาอันรวดเร็ว จนได้รับ ฉายาเป็น CEOที่อายุงานนี้ที่สุด ไปเป็นที่เรียบร้อย ล่าสุด ปรากฏข่าวเชิงลึกการสาเหตุที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง  อาจเป็นเพราะ หุ้นส่วนชาวสิงคโปร์พัวพันหนีภาษี

 



เรื่องราวทั้งเกิดขึ้นปลายเดือนธันวาคม ต่อเนื่องจนถึงเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคม 62 ที่ผ่านมา ชนิดที่เรียกว่า สดๆร้อน หลังจากที่มีการโหมกระพือข่าว เจ้าแม่ซัวเถา อย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์  ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธาน และผู้แทนโดยชอบธรรมของ บริษัท ซัวเถา อินเตอร์เนชั่นแนล คอนเทนเนอร์ เทอร์มินัลส์ จำกัด (Shantou International Container Terminal) หรือ เอสไอซีที บริษัทบริหารท่าเรือในเมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของประเทศจีน แต่ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียววิมานในอากาศก็สลาย มลายลงในพริบตา

 

ภายหลังการเปิดเผยของ สำนักข่าว เซาท์ ไชน่า มอร์นิง โพสต์ ของฮ่องกง ได้ออกมาเปิดเผยหลักฐานภาพเอกสารยืนยันว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ถือหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต สัญชาติกัมพูชาในการจัดตั้งบริษัท

 

จนที่ทางการประเทศกัมพูชา ต้องออกมาปฏิเสธพันวัล  รัฐบาลไม่ได้ออกหนังสือเดินทางให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ดีไม่ดี..พาสปอร์ตดังกล่าวอาจจะเป็นของปลอมด้วยหรือไม่  ตามมาด้วยคำสั่งสุดด่วน ของ สมเด็ขฮุนเซน นายกฯกัมพูชา ได้ลงนามในคำสั่งยกเลิกการออกหนังสือเดินทางทางการทูตให้ชาวต่างชาติที่มาเป็นที่ปรึกษา หรือผู้ช่วยข้าราชการระดับสูงของกัมพูชา

 

 

โดยให้เก็บคืนหนังสือเดินทางทูตที่ออกแก่ชาวต่างชาติที่ไม่ได้เกิดในกัมพูชา แล้วให้ส่งคืนกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศภายในเวลา 1 เดือน เพื่อยกเลิกหนังสือเดินทางทูตเหล่านี้

 

ไม่เพียงเท่านั้นในเวลาต่อเมื่อวันที่ 20ม.ค.62  ในเว็บไซต์บริษัทซ่านโถว  เปิดเผยว่าได้เปลี่ยนตัวประธานกรรมการคนใหม่ จาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายเฉิน อุยตง  ชาวจีนเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ปี2561 นับรวมระยะเวลาไม่ถึงเดือน



ล่าสุดทางด้านเพจ “บูรพาไม่แพ้” ได้เปิดเผยถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง จากหลุดพ้นจากตำแหน่ง ประธานท่าเรือซัวเถาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ในครั้ง อันสือบเนื่องมาจากการที่ รัฐบาลปักกิ่งสงสัยว่าหุ้นส่วนชาวสิงคโปร์ที่ตั้งบริษัทร่วมกันอาจพัวพันกับคดีหนีภาษี โดยมีเนื้อหาระบุว่า...

 

#Exclusive #บูรพาไม่แพ้

 

สื่อฮ่องกงเผยเบื้องหลัง #ยิ่งลักษณ์ #ชินวัตร ถูกถอดชื่อพ้นประธานบริหารท่าเรือ #ซัวเถา ในเวลาไม่ถึง 1 เดือน รัฐบาลปักกิ่งสงสัยว่าหุ้นส่วนชาวสิงคโปร์ที่ตั้งบริษัทร่วมกันอาจพัวพันกับคดีหนีภาษี

 

เพียงระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือนที่ปรากฏข่าวว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ซื้อกิจการท่าเรือเมืองซัวเถา ประเทศ #จีน ชื่อของอดีตนายกฯ #ไทย ที่เคยปรากฏในเอกสารทะเบียนบริษัทว่าเป็นผู้แทนทางกฎหมายและประธานบริษัท ก็ถูกเปลี่ยนเป็นชาวจีนไปเสียแล้ว ยังไม่รวมประเด็นอื้อฉาวเรื่องการใช้พาสปอร์ตของ #กัมพูชา ในจัดตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกิจครั้งนี้ จนทำให้สมเด็จฮุนเซน ผู้นำกัมพูชาถึงกับนั่งไม่ติด ต้องสั่งยกเลิกการออกหนังสือเดินทางให้กับชาวต่างชาติทั้งหมด

 

แอปเปิล เดลี่ สื่อใหญ่ของฮ่องกง และ #บูรพาไม่แพ้ ได้ตรวจสอบเบื้องหลังเรื่องนี้

 

แต่เดิมจาก #ท่าเรือซัวเถา มีผู้ถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 70 คือ บริษัทฮัทชิสัน พอร์ท ซั่นโถว 和記港口汕頭公司 ซึ่งเป็นกิจการในเครือของลีกาชิง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง ส่วนหุ้นอีกร้อยละ 30 เป็นของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของเมืองซัวเถา

 

จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว บริษัทในเครือของลีกาชิงได้ขายหุ้นร้อยละ 70 ที่ถืออยู่ให้กับบริษัท หวายย่าซั่นโถว 寰亞汕頭有限公司 บริษัทนี้มีผู้ถือหุ้น 3 ส่วน คือ บริษัทที่ยิ่งลักษณ์จัดตั้งขึ้นร้อยละ 60 ,บริษัทของถังอี้กัง นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ร้อยละ 30 และชาวฮ่องกงที่ชื่อว่า หยังถู ร้อยละ 10 ผู้ถือหุ้นลงขันร่วมกันเป็นทุนจดทะเบียน 100 ล้านเหรียญฮ่องกง

 

หลังการซื้อขายเปลี่ยนมือ บริษัท หวายย่าซั่นโถว จึงได้เป็นผู้บริหารท่าเรือซัวเถา และแต่งตั้งยิ่งลักษณ์ให้เป็นประธานบริษัท

 

**** หุ้นส่วนเศรษฐีชาวสิงคโปร์ พัวพันหนีภาษี ****

 

ตัวละครสำคัญในเรื่องนี้คือ หุ้นส่วนที่จัดตั้งบริษัทร่วมกับยิ่งลักษณ์ที่ชื่อ ถังอี้กัง นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ที่ว่ากันว่าเป็นคนที่เดิมเกมในดีลครั้งนี้

 

ถังอี้กัง ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ ฮ่องกง และสหรัฐ เขาเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยอันดับที่ 32 ในสิงคโปร์ และสนิทสนมกับตระกูลชินวัตร ถึงขนาดที่บ้านพักของ #ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ในฮ่องกง ก็เป็นที่อยู่เดียวกับถังอี้กัง

 

ถังอี้กังยังสนิทสนมกับครอบครัวของอดีตประธานาธิบดีจอร์ช บุช แห่งสหรัฐโดยจัดตั้งบริษัททำธุรกิจร่วมกัน และยังเคยบริจาคเงินมากถึง1.3ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนนายเจฟ บุช น้องชายของอดีตประธานาธิบดีจอร์ช บุช ในการหาเสียงเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันชิ่งตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

 

สื่อฮ่องกงระบุว่า ถังอี้กังและภรรยาที่ชื่อว่า เฉินหวายตัน สนิทกับตระกูลชินวัตร ตระกูลบุช และคนเด่นคนดังมากมาย แต่กลับไม่ปรากฏข้อมูลทางการมากนัก โครงสร้างการถือหุ้นในธุรกิจต่าง ๆ ก็ซับซ้อนอย่างยิ่ง

 

แต่ความลับไม่มีในโลก เมื่อตรวจสอบพบว่าในช่วงปี 2001-2002 บริษัทของถังอี้กังเคยถูกรัฐบาลจีนตรวจสอบคดีสินค้าหนีภาษีที่เมืองซัวเถา พนักงานของบริษัทหลายคนถูกดำเนินคดี บริษัทถูกยึดทรัพย์ แต่ถังอี้กังรอดพ้นการถูกดำเนินคดี

 

**** พลิกแฟ้มคดีดัง ติดสินบนปิดปากนักข่าว ****

 

คดีหนีภาษีที่หุ้นส่วนของยิ่งลักษณ์เกี่ยวข้องเกิดขึ้นในช่วงปี 2001 รัฐบาลจีนที่กรุง #ปักกิ่ง ตั้ง “ชุดเฉพาะกิจ 815” เดินทางลงใต้ไปเมืองซัวเถา เพื่อตรวจสอบขบวนการหนีภาษี 4 บริษัทใหญ่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบริษัทของถังอี้กัง

 

การลงดาบจากปักกิ่งทำให้ผู้บริหารบริษัทเหล่านี้หนีกระเจิดกระเจิง มีเพียงพนักงานปลาซิวปลาสร้อยที่ต้องรับโทษ โดยมีรายงานว่าบริษัทของถังอี้กังลักลอบนำสินค้าหนีภาษีเป็นมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านหยวน และมีรายงานบางกระแสอ้างว่า หลังจากนั้นในปี 2007 เขาได้ยอมรับผิดต่อศาลของจีน และถูกตัดสินโทษรอลงอาญา

 

อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อปี 2016 ถังอี้กังปฏิเสธคดีหนีภาษีที่ซัวเถา และบอกว่าเขาไม่เคยมีประวัติทำผิดอาญาใดๆ

 

แต่ต่อมาเขากลับ “กินปูนร้อนท้อง” โดยเสนอจะมอบเงิน 200,000 เหรียญฮ่องกงให้กับผู้สื่อข่าว เพื่อแลกกับการไม่พูดถึงเรื่องคดีหนีภาษี แต่ผู้สื่อข่าวปฏิเสธรับเงินสินบน

 

กิจการท่าเรือถือเป็นธุรกิจยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ การที่ท่าเรือซัวเถามีผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เคยมีประวัติความด่างพร้อย จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลปักกิ่งรับไม่ได้อย่างแน่นอน ยิ่งเมื่อเรื่องถูกขยายผลทางการเมืองจากความเกี่ยวข้องของตระกูลชินวัตร ยิ่งทำให้ทางการจีนต้องตัดไฟแต่ต้นลม ไม่สงสารยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ภาคภูมิใจในการได้งานโกอินเตอร์ครั้งใหม่ได้แค่เพียง 1 เดือนเท่านั้น.

 

 

 

เรื่องนี้อาจจะสรุป ได้ตรงกับ สุภาษิตบทหนึ่ง ได้ว่า ..ยํ เว เสวติ ตาทิโส "คบคนเช่นใด...ก็ย่อมเป็นคนเช่นนั้น" ..คบคนเช่นใดเป็นมิตร เสพสนิทกับคนเช่นใด ก็จะกลายเป็นคนเช่นนั้น ผลของการอยู่ร่วมกันย่อมเป็นเช่นนี้

 

และนี่ อาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุที่ EU พยายามทำให้หลายประเทศยุติการออกพาสปอร์ตทองคำ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนโกงเหล่านี้มีที่ยืน และใช้เงินซื้ออิสระภาพซื้อความเป็นพลเมืองพิเศษด้วย สะท้อนให้เห้นว่าที่ยืนคนตระกูลนี้ช่างน้อยลงทุกที

 

 

ขอบคุณเพจ 

ล่าสุดทางด้านเพจ “บูรพาไม่แพ้” ได้เปิดเผยถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง จากหลุดพ้นจากตำแหน่ง ประธานท่าเรือซัวเถาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ในครั้ง อันสือบเนื่องมาจากการที่ รัฐบาลปักกิ่งสงสัยว่าหุ้นส่วนชาวสิงคโปร์ที่ตั้งบริษัทร่วมกันอาจพัวพันกับคดีหนีภาษี โดยมีเนื้อหาระบุว่า...

 

#Exclusive #บูรพาไม่แพ้

 

สื่อฮ่องกงเผยเบื้องหลัง #ยิ่งลักษณ์ #ชินวัตร ถูกถอดชื่อพ้นประธานบริหารท่าเรือ #ซัวเถา ในเวลาไม่ถึง 1 เดือน รัฐบาลปักกิ่งสงสัยว่าหุ้นส่วนชาวสิงคโปร์ที่ตั้งบริษัทร่วมกันอาจพัวพันกับคดีหนีภาษี

 

เพียงระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือนที่ปรากฏข่าวว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ซื้อกิจการท่าเรือเมืองซัวเถา ประเทศ #จีน ชื่อของอดีตนายกฯ #ไทย ที่เคยปรากฏในเอกสารทะเบียนบริษัทว่าเป็นผู้แทนทางกฎหมายและประธานบริษัท ก็ถูกเปลี่ยนเป็นชาวจีนไปเสียแล้ว ยังไม่รวมประเด็นอื้อฉาวเรื่องการใช้พาสปอร์ตของ #กัมพูชา ในจัดตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกิจครั้งนี้ จนทำให้สมเด็จฮุนเซน ผู้นำกัมพูชาถึงกับนั่งไม่ติด ต้องสั่งยกเลิกการออกหนังสือเดินทางให้กับชาวต่างชาติทั้งหมด

 

แอปเปิล เดลี่ สื่อใหญ่ของฮ่องกง และ #บูรพาไม่แพ้ ได้ตรวจสอบเบื้องหลังเรื่องนี้

 

แต่เดิมจาก #ท่าเรือซัวเถา มีผู้ถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 70 คือ บริษัทฮัทชิสัน พอร์ท ซั่นโถว 和記港口汕頭公司 ซึ่งเป็นกิจการในเครือของลีกาชิง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง ส่วนหุ้นอีกร้อยละ 30 เป็นของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของเมืองซัวเถา

 

จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว บริษัทในเครือของลีกาชิงได้ขายหุ้นร้อยละ 70 ที่ถืออยู่ให้กับบริษัท หวายย่าซั่นโถว 寰亞汕頭有限公司 บริษัทนี้มีผู้ถือหุ้น 3 ส่วน คือ บริษัทที่ยิ่งลักษณ์จัดตั้งขึ้นร้อยละ 60 ,บริษัทของถังอี้กัง นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ร้อยละ 30 และชาวฮ่องกงที่ชื่อว่า หยังถู ร้อยละ 10 ผู้ถือหุ้นลงขันร่วมกันเป็นทุนจดทะเบียน 100 ล้านเหรียญฮ่องกง

 

หลังการซื้อขายเปลี่ยนมือ บริษัท หวายย่าซั่นโถว จึงได้เป็นผู้บริหารท่าเรือซัวเถา และแต่งตั้งยิ่งลักษณ์ให้เป็นประธานบริษัท

 

**** หุ้นส่วนเศรษฐีชาวสิงคโปร์ พัวพันหนีภาษี ****

 

ตัวละครสำคัญในเรื่องนี้คือ หุ้นส่วนที่จัดตั้งบริษัทร่วมกับยิ่งลักษณ์ที่ชื่อ ถังอี้กัง นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ที่ว่ากันว่าเป็นคนที่เดิมเกมในดีลครั้งนี้

 

ถังอี้กัง ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ ฮ่องกง และสหรัฐ เขาเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยอันดับที่ 32 ในสิงคโปร์ และสนิทสนมกับตระกูลชินวัตร ถึงขนาดที่บ้านพักของ #ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ในฮ่องกง ก็เป็นที่อยู่เดียวกับถังอี้กัง

 

ถังอี้กังยังสนิทสนมกับครอบครัวของอดีตประธานาธิบดีจอร์ช บุช แห่งสหรัฐโดยจัดตั้งบริษัททำธุรกิจร่วมกัน และยังเคยบริจาคเงินมากถึง1.3ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนนายเจฟ บุช น้องชายของอดีตประธานาธิบดีจอร์ช บุช ในการหาเสียงเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันชิ่งตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

 

สื่อฮ่องกงระบุว่า ถังอี้กังและภรรยาที่ชื่อว่า เฉินหวายตัน สนิทกับตระกูลชินวัตร ตระกูลบุช และคนเด่นคนดังมากมาย แต่กลับไม่ปรากฏข้อมูลทางการมากนัก โครงสร้างการถือหุ้นในธุรกิจต่าง ๆ ก็ซับซ้อนอย่างยิ่ง

 

แต่ความลับไม่มีในโลก เมื่อตรวจสอบพบว่าในช่วงปี 2001-2002 บริษัทของถังอี้กังเคยถูกรัฐบาลจีนตรวจสอบคดีสินค้าหนีภาษีที่เมืองซัวเถา พนักงานของบริษัทหลายคนถูกดำเนินคดี บริษัทถูกยึดทรัพย์ แต่ถังอี้กังรอดพ้นการถูกดำเนินคดี

 

**** พลิกแฟ้มคดีดัง ติดสินบนปิดปากนักข่าว ****

 

คดีหนีภาษีที่หุ้นส่วนของยิ่งลักษณ์เกี่ยวข้องเกิดขึ้นในช่วงปี 2001 รัฐบาลจีนที่กรุง #ปักกิ่ง ตั้ง “ชุดเฉพาะกิจ 815” เดินทางลงใต้ไปเมืองซัวเถา เพื่อตรวจสอบขบวนการหนีภาษี 4 บริษัทใหญ่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบริษัทของถังอี้กัง

 

การลงดาบจากปักกิ่งทำให้ผู้บริหารบริษัทเหล่านี้หนีกระเจิดกระเจิง มีเพียงพนักงานปลาซิวปลาสร้อยที่ต้องรับโทษ โดยมีรายงานว่าบริษัทของถังอี้กังลักลอบนำสินค้าหนีภาษีเป็นมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านหยวน และมีรายงานบางกระแสอ้างว่า หลังจากนั้นในปี 2007 เขาได้ยอมรับผิดต่อศาลของจีน และถูกตัดสินโทษรอลงอาญา

 

อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อปี 2016 ถังอี้กังปฏิเสธคดีหนีภาษีที่ซัวเถา และบอกว่าเขาไม่เคยมีประวัติทำผิดอาญาใดๆ

 

แต่ต่อมาเขากลับ “กินปูนร้อนท้อง” โดยเสนอจะมอบเงิน 200,000 เหรียญฮ่องกงให้กับผู้สื่อข่าว เพื่อแลกกับการไม่พูดถึงเรื่องคดีหนีภาษี แต่ผู้สื่อข่าวปฏิเสธรับเงินสินบน

 

กิจการท่าเรือถือเป็นธุรกิจยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ การที่ท่าเรือซัวเถามีผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เคยมีประวัติความด่างพร้อย จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลปักกิ่งรับไม่ได้อย่างแน่นอน ยิ่งเมื่อเรื่องถูกขยายผลทางการเมืองจากความเกี่ยวข้องของตระกูลชินวัตร ยิ่งทำให้ทางการจีนต้องตัดไฟแต่ต้นลม ไม่สงสารยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ภาคภูมิใจในการได้งานโกอินเตอร์ครั้งใหม่ได้แค่เพียง 1 เดือนเท่านั้น.

เรื่องนี้อาจจะสรุป ได้ตรงกับ สุภาษิตบทหนึ่ง ได้ว่า ..ยํ เว เสวติ ตาทิโส คบคนเช่นใด...ก็ย่อมเป็นคนเช่นนั้น

 

คบคนเช่นไร ก็จะเป็นแบบนั้น พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า อย่าคบคนชั่วเป็นมิตร

 

คบคนเช่นใดเป็นมิตร เสพสนิทกับคนเช่นใด ก็จะกลายเป็นคนเช่นนั้น ผลของการอยู่ร่วมกันย่อมเป็นเช่นนี้

และนี่ อาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุที่ EU พยายามทำให้หลายประเทศยุติการออกพาสปอร์ตทองคำ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนโกงเหล่านี้มีที่ยืน และใช้เงินซื้ออิสระภาพซื้อความเป็นพลเมืองพิเศษด้วย สะท้อนให้เห้นว่าที่ยืนคนตระกูลนี้ช่างน้อยลงทุกที

 

ขอบคุณเพจ 

ล่าสุดทางด้านเพจ “บูรพาไม่แพ้” ได้เปิดเผยถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง จากหลุดพ้นจากตำแหน่ง ประธานท่าเรือซัวเถาของน.ส.ยิ่งลักษณ์ในครั้ง อันสือบเนื่องมาจากการที่ รัฐบาลปักกิ่งสงสัยว่าหุ้นส่วนชาวสิงคโปร์ที่ตั้งบริษัทร่วมกันอาจพัวพันกับคดีหนีภาษี โดยมีเนื้อหาระบุว่า...

 

#Exclusive #บูรพาไม่แพ้

 

สื่อฮ่องกงเผยเบื้องหลัง #ยิ่งลักษณ์ #ชินวัตร ถูกถอดชื่อพ้นประธานบริหารท่าเรือ #ซัวเถา ในเวลาไม่ถึง 1 เดือน รัฐบาลปักกิ่งสงสัยว่าหุ้นส่วนชาวสิงคโปร์ที่ตั้งบริษัทร่วมกันอาจพัวพันกับคดีหนีภาษี

 

เพียงระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือนที่ปรากฏข่าวว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ซื้อกิจการท่าเรือเมืองซัวเถา ประเทศ #จีน ชื่อของอดีตนายกฯ #ไทย ที่เคยปรากฏในเอกสารทะเบียนบริษัทว่าเป็นผู้แทนทางกฎหมายและประธานบริษัท ก็ถูกเปลี่ยนเป็นชาวจีนไปเสียแล้ว ยังไม่รวมประเด็นอื้อฉาวเรื่องการใช้พาสปอร์ตของ #กัมพูชา ในจัดตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกิจครั้งนี้ จนทำให้สมเด็จฮุนเซน ผู้นำกัมพูชาถึงกับนั่งไม่ติด ต้องสั่งยกเลิกการออกหนังสือเดินทางให้กับชาวต่างชาติทั้งหมด

 

แอปเปิล เดลี่ สื่อใหญ่ของฮ่องกง และ #บูรพาไม่แพ้ ได้ตรวจสอบเบื้องหลังเรื่องนี้

 

แต่เดิมจาก #ท่าเรือซัวเถา มีผู้ถือหุ้นใหญ่ร้อยละ 70 คือ บริษัทฮัทชิสัน พอร์ท ซั่นโถว 和記港口汕頭公司 ซึ่งเป็นกิจการในเครือของลีกาชิง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง ส่วนหุ้นอีกร้อยละ 30 เป็นของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของเมืองซัวเถา

 

จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว บริษัทในเครือของลีกาชิงได้ขายหุ้นร้อยละ 70 ที่ถืออยู่ให้กับบริษัท หวายย่าซั่นโถว 寰亞汕頭有限公司 บริษัทนี้มีผู้ถือหุ้น 3 ส่วน คือ บริษัทที่ยิ่งลักษณ์จัดตั้งขึ้นร้อยละ 60 ,บริษัทของถังอี้กัง นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ร้อยละ 30 และชาวฮ่องกงที่ชื่อว่า หยังถู ร้อยละ 10 ผู้ถือหุ้นลงขันร่วมกันเป็นทุนจดทะเบียน 100 ล้านเหรียญฮ่องกง

 

หลังการซื้อขายเปลี่ยนมือ บริษัท หวายย่าซั่นโถว จึงได้เป็นผู้บริหารท่าเรือซัวเถา และแต่งตั้งยิ่งลักษณ์ให้เป็นประธานบริษัท

 

**** หุ้นส่วนเศรษฐีชาวสิงคโปร์ พัวพันหนีภาษี ****

 

ตัวละครสำคัญในเรื่องนี้คือ หุ้นส่วนที่จัดตั้งบริษัทร่วมกับยิ่งลักษณ์ที่ชื่อ ถังอี้กัง นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ที่ว่ากันว่าเป็นคนที่เดิมเกมในดีลครั้งนี้

 

ถังอี้กัง ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ ฮ่องกง และสหรัฐ เขาเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยอันดับที่ 32 ในสิงคโปร์ และสนิทสนมกับตระกูลชินวัตร ถึงขนาดที่บ้านพักของ #ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ในฮ่องกง ก็เป็นที่อยู่เดียวกับถังอี้กัง

 

ถังอี้กังยังสนิทสนมกับครอบครัวของอดีตประธานาธิบดีจอร์ช บุช แห่งสหรัฐโดยจัดตั้งบริษัททำธุรกิจร่วมกัน และยังเคยบริจาคเงินมากถึง1.3ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนนายเจฟ บุช น้องชายของอดีตประธานาธิบดีจอร์ช บุช ในการหาเสียงเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันชิ่งตำแหน่งผู้นำสหรัฐ

 

สื่อฮ่องกงระบุว่า ถังอี้กังและภรรยาที่ชื่อว่า เฉินหวายตัน สนิทกับตระกูลชินวัตร ตระกูลบุช และคนเด่นคนดังมากมาย แต่กลับไม่ปรากฏข้อมูลทางการมากนัก โครงสร้างการถือหุ้นในธุรกิจต่าง ๆ ก็ซับซ้อนอย่างยิ่ง

 

แต่ความลับไม่มีในโลก เมื่อตรวจสอบพบว่าในช่วงปี 2001-2002 บริษัทของถังอี้กังเคยถูกรัฐบาลจีนตรวจสอบคดีสินค้าหนีภาษีที่เมืองซัวเถา พนักงานของบริษัทหลายคนถูกดำเนินคดี บริษัทถูกยึดทรัพย์ แต่ถังอี้กังรอดพ้นการถูกดำเนินคดี

 

**** พลิกแฟ้มคดีดัง ติดสินบนปิดปากนักข่าว ****

 

คดีหนีภาษีที่หุ้นส่วนของยิ่งลักษณ์เกี่ยวข้องเกิดขึ้นในช่วงปี 2001 รัฐบาลจีนที่กรุง #ปักกิ่ง ตั้ง “ชุดเฉพาะกิจ 815” เดินทางลงใต้ไปเมืองซัวเถา เพื่อตรวจสอบขบวนการหนีภาษี 4 บริษัทใหญ่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบริษัทของถังอี้กัง

 

การลงดาบจากปักกิ่งทำให้ผู้บริหารบริษัทเหล่านี้หนีกระเจิดกระเจิง มีเพียงพนักงานปลาซิวปลาสร้อยที่ต้องรับโทษ โดยมีรายงานว่าบริษัทของถังอี้กังลักลอบนำสินค้าหนีภาษีเป็นมูลค่าสูงถึง 4,000 ล้านหยวน และมีรายงานบางกระแสอ้างว่า หลังจากนั้นในปี 2007 เขาได้ยอมรับผิดต่อศาลของจีน และถูกตัดสินโทษรอลงอาญา

 

อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อปี 2016 ถังอี้กังปฏิเสธคดีหนีภาษีที่ซัวเถา และบอกว่าเขาไม่เคยมีประวัติทำผิดอาญาใดๆ

 

แต่ต่อมาเขากลับ “กินปูนร้อนท้อง” โดยเสนอจะมอบเงิน 200,000 เหรียญฮ่องกงให้กับผู้สื่อข่าว เพื่อแลกกับการไม่พูดถึงเรื่องคดีหนีภาษี แต่ผู้สื่อข่าวปฏิเสธรับเงินสินบน

 

กิจการท่าเรือถือเป็นธุรกิจยุทธศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ การที่ท่าเรือซัวเถามีผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เคยมีประวัติความด่างพร้อย จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลปักกิ่งรับไม่ได้อย่างแน่นอน ยิ่งเมื่อเรื่องถูกขยายผลทางการเมืองจากความเกี่ยวข้องของตระกูลชินวัตร ยิ่งทำให้ทางการจีนต้องตัดไฟแต่ต้นลม ไม่สงสารยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ภาคภูมิใจในการได้งานโกอินเตอร์ครั้งใหม่ได้แค่เพียง 1 เดือนเท่านั้น.

เรื่องนี้อาจจะสรุป ได้ตรงกับ สุภาษิตบทหนึ่ง ได้ว่า ..ยํ เว เสวติ ตาทิโส คบคนเช่นใด...ก็ย่อมเป็นคนเช่นนั้น

 

คบคนเช่นไร ก็จะเป็นแบบนั้น พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า อย่าคบคนชั่วเป็นมิตร

 

คบคนเช่นใดเป็นมิตร เสพสนิทกับคนเช่นใด ก็จะกลายเป็นคนเช่นนั้น ผลของการอยู่ร่วมกันย่อมเป็นเช่นนี้

และนี่ อาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุที่ EU พยายามทำให้หลายประเทศยุติการออกพาสปอร์ตทองคำ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนโกงเหล่านี้มีที่ยืน และใช้เงินซื้ออิสระภาพซื้อความเป็นพลเมืองพิเศษด้วย สะท้อนให้เห้นว่าที่ยืนคนตระกูลนี้ช่างน้อยลงทุกที

 

ขอบคุณเพจ บูรพาไม่แพ้

https://www.facebook.com/TheDongFangBubai/photos/a.541063909609692/741598776222870/?type=3&theater




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม