ชัด!! ร้าวลึก ตู่-เต้น แยกกันเดิน แต่ยัง..รวมกันตี อยู่ดี!!

ชัด!! ร้าวลึก "ตู่-เต้น" แยกกันเดิน แต่ยัง.."รวมกันตี" อยู่ดี!!

Publish 2018-10-13 17:21:24


อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจทางการเมือง ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือความเคลื่อนไหวแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ที่เรียกกันอย่างติดปาก  นปช. ถึงความไม่ลงรอยกันของบรรดาระดับแกนนำ ทั้ง‘ตู่’ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และ ‘เต้น’ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่าทั้งคู่มีมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างกัน ผลันกันออกมาตอบโต้รายวันเลยที่เดียว  เด่นชัดจากการ นายจตุพรเลือกเดินในนามพรรคเพื่อชาติ ส่วน นายณัฐวุฒิ เลือกเดินในนามพรรคเพื่อไทย



 

ล่าสุด 13 ต.ค.61 - นายศักดิ์ระพี พรหมชาติ ผู้ประสานงานพรรคเพื่อชาติกล่าวว่า หลังจากพรรคเพื่อชาติ เริ่มประกาศแนวทางจุดยืนทางการเมืองออกไป ขณะนี้มีคนติดต่ออยากจะมาร่วมงานกับพรรคเพื่อชาติเป็นจำนวนมาก เป็นทั้งอดีตส.ส. บุคคลที่เคยมีตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่เป็นแนวร่วมคนเสื้อแดง นักการเมืองท้องถิ่น ที่ทำงานคลุกคลีกับชาวบ้านมาโดยตลอด ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคอีสานนั้นเต็ม หลายคนไม่มีพื้นที่ลง จึงได้ติดต่อมาอยากจะมาร่วมงานกับพรรเพื่อชาติจำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่อีสาน บางเขตมีผู้ประสงค์อยากจะลงรับสมัครเลือกตั้งมากกว่า 5คน ซึ่งคงจะต้องทำไพรมารีโหวต ทำโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุด 

 

“ต้องยอมรับกันตรงๆ ที่ผ่านมาพี่น้องอีสานอาจจะไม่ได้ชอบผู้สมัครบางพรรคเท่าไหร่ แต่ที่ต้องเลือกเพราะความเป็นพรรค นโยบาย คงจะแตกต่างกันในการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่จะพิจารณาบุคคลเป็นหลัก คนที่จะมาร่วมงานกับเรา เป็นเหมือนมวยสดที่ทำงานคลุกคลีชาวบ้านมาตลอด ส่วนคนเดิมเปรียบเหมือนมวยเก๋า ที่ร้างสนามห่างพื้นที่มานาน การต่อสู้ครั้งหน้าจึงเป็นการวัดกันระหว่าง มวยสดกับมวยเก๋า ในข้อเท็จจริง พรรคเพื่อชาติ เปิดโอกาสกว้างทางการเมือง ทำให้มีผู้สนใจจะมาร่วมงานด้วยเยอะ  ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดนายจตุพร ที่บอกเอาไว้ อดีตส.ส.เพื่อไทย ใครที่มีพื้นที่ มีที่ยืนเดิมอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมา แต่ถึงเวลาการแข่งขันทั้งเพื่อชาติ เพื่อไทย จะต่อสู้กันอย่างจริงจัง ไม่มีฮั้ว จะมาซูเอี๊ยะกันไม่มี เพราะผิดระเบียบทางกฎหมาย”

 

นายศักดิ์ระพีกล่าวอีกว่า ส่วนความคิดเห็นแกนนำคนเสื้อแดง อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ ที่มองอีกมุมต่อการตั้งพรรคเพื่อชาติ และย้ำชัดว่านปช.ไม่มีแนวทางการทำพรรคการเมือง ก็ถูกอยู่แล้ว นพ.เหวง เป็นอดีตส.ส.เพื่อไทยอยู่แล้ว จะมาพรรคเพื่อชาติทำไม นายจตุพร ระบุตั้งแต่แรก ใครที่มีที่อยู่แล้วในพรรคเพื่อไทย ไม่จำเป็นต้องมา ส่วนใครที่ไม่มี หากสนใจในแนวทางนี้ก็มา พรรคเพื่อชาติ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้ประชาชน

 

 

ขณะที่ทางด้านของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการ ‘เข้าใจตรงกันนะ’ ทาง Peace TV ถึงกรณีการปรากฏขึ้นของพรรคเพื่อชาติ ว่ามีการพูดคุยกันนอกรอบชัดเจนแล้ว นปช.ไม่มีนโยบายตั้งพรรคการเมือง  ส่วนพรรคเพื่อชาตินั้น ก็มีการก่อตั้งมาก่อนแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนสองเดือนนี้



 

"ผมก็บอกว่า ไปพรรคไหนก็แล้วแต่เถอะครับ  มีเสรีภาพส่วนบุคคลตราบเท่าที่พรรคการเมืองนั้นยังยืนยันหลักการประชาธิปไตย ก็ถือว่า ยังเป็นแนวร่วม นปช.กันอยู่ แต่ถ้าหากไปเข้าสังกัดกลุ่มการเมืองหรือพรรคการเมืองที่จุดยืนขัดต่อหลักการประชาธิปไตย เช่น พรรคพลังประชารัฐ ถูกพูดถึงไปในทางเดียวกันว่าเป็นพรรคที่มีเป้าหมายสืบทอดอำนาจ ก็เท่ากับว่า สิ้นสภาพความเป็น นปช. ถ้าหากใครไปยืนอยู่ตรงนั้น"

 

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า มีบางส่วนที่ร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทย ถือว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ เพราะว่าตน หรือว่าอีกหลายๆคน เราเป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองตั้งแต่ก่อนมี นปก. ก่อนมี นปช. ด้วยซ้ำไป  "คือผมเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยตั้งแต่ปี 2547 นะครับ แล้วก็พลังประชาชน เพื่อไทยเรื่อยมาจนถึงวันนี้"

 

เลขาธิการนปช. กล่าวด้วยว่าขอให้ท่านผู้ชม ขอให้พี่น้องผู้ร่วมต่อสู้ทั้งหลาย เข้าใจว่า พรรคเพื่อไทยก็ยังอยู่ พรรคเพื่อชาติก็อยู่ของเขามา ไม่ใช่เพิ่งเกิดเดือนสองเดือน แล้วพรรคพวกของเราส่วนหนึ่งตั้งใจจะเข้าไปทำงานด้วย ตั้งใจจะเข้าไปมีส่วนร่วม หลังจากนี้ก็เป็นเรื่องของพี่น้องประชาชนจะได้พิจารณาตัดสินใจ

 

"ส่วนของผมก็พูดชัดแล้ว หรือหลายคนก็แสดงความชัดเจนผ่านสื่อ เช่น นิสิต สินธุไพร ก็บอกว่าอยู่เพื่อไทย ส่วนคุณวีระกานต์ คุณหมอเหวง คุณก่อแก้ว ตามที่ได้พูดคุย แล้วสื่อรายงานไปแล้วซึ่งไม่ใช่ความลับ ก็บอกข้อเท็จจริงเพื่อความชัดเจนสบายใจ"นายณัฐวุฒิกล่าว

 

อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะขัดแย้งกันอย่างไรมากเท่าไหร่ก็ตามแต่ ข้อเท๊จจริงทั้งคู่ ยังอยู่ใต้เงา “ระบอบทักษิณ” ในยุทธศาสตร์  "แยกกันเดิน รวมกันตี"  อันประกอบด้วย “เพื่อไทย-เพื่อธรรม-เพื่อชาติ” จุดประสงค์เพื่อกอยโกย เก้าอี้ส.ส.เขต-บัญชีรายชื่อ โดย ที่พรรคเพื่อไทย จะไล่เก็บส.ส.ระบบเขตเลือกตั้งตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ถึงจะไม่ได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ แม้แต่คนเดียวก็ไม่เป็นอะไร  ขณะที่พรรคเพื่อชาติ -เพื่อธรรม ถ้าสามารถได้ส.ส.เขต ถือเป็นกำไร แต่ถ้าไม่ได้ถือเป็นการเก็บตกคะแนนเสียงที่ไม่ทิ้งน้ำ  ซึ่งเป็นการเก็บคะแนนทุกคะแนนเสียงทั่วประเทศ แล้วนำมาคำนวนกลับ เป็นจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ

 

 

หากพิจารณา “พรรคเพื่อชาติ “ เชื่อกันว่าเป็นพรรคของคนเสื้อแดง  และมีแกนนำ /นายทุนคนสำคัญเสื้อแดง อาทิ นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ได้ร่วมจด ตั้งมานานหลายปี ได้รับรองการเป็นพรรคโดยสมบูรณ์จากกกต. ที่สำคัญปรากฏชื่อของนาย จตุพร พรหมพันธุ์  ประธาน นปช. ในฐานะผู้สนับสนุนพรรค อีกทั้ง ยังมีอีกหลายชื่อที่ปรากฏตามข่าว ทั้งนายนพดล ปัทมะ  อดีตรมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช หลายคนยกให้เขาเป็นทนายมือขวาของ”ทักษิณ ชินวัตร” ,นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาลพล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ และ รัฐบาล ทักษิณ  รายชื่อที่ปรากฏมานั้น คลับคล้ายคลับคลาว่าจะมาจากศูนย์อำนาจเดียวกัน..

 

 

แม้ฉากหน้าเราจะเห็นรอยร้าวของทั้งคู่เกิดขึ้นนำพาให้ “แยกกันเดิน” แต่ในฉากพวกเขาทั้งคู่ต่างพากัน “รวมกันตี” ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ไม่ผิดเพี้ยน ภายใต้เงาระบอบทักษิณ สกัดกั้นการกลับมาของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม