แกนนำพันธมิตร เปิดใจละเอียดยิบ สวนปากทักษิณ12ปี รัฐประหาร เสียดายและเสียใจ หากวงจรอุบาทว์จะกลับมา!

แกนนำพันธมิตร เปิดใจละเอียดยิบ สวนปาก"ทักษิณ"12ปี รัฐประหาร เสียดายและเสียใจ หาก"วงจรอุบาทว์"จะกลับมา!

Publish 2018-09-19 14:25:31


สืบเนื่องจาก เมื่อวานนี้ นายทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องหาหลบหนี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค Thaksin Shinawatra ว่าด้วยเรื่อง “12 ปี จาก 19 กันยายน 2549 ถึง 19 กันยายน 2561”

 

โดยมีเนื้อหาในทำนอง  12ปีที่ผ่านมาประเทศย่ำแย่ ประเทศช้ำพอแล้วหรือยัง รอยยิ้มของไทยที่เรียกว่ายิ้มสยามหายไปไหนหมด  อีกทั้งตอนหนึ่งยังระบุด้วยว่าในโอกาสครบรอบ 12 ปีนี้ ขอเปิดอกว่าตนเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นตนต้องสูญเสียความสุข ความอบอุ่นในครอบครัว ที่พ่อแม่ลูกเราอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่นมาตลอด

 

 

 

 



จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขว้าง ล่าสุดทางด้านของ  นายรัชต์ยุตม์ ศิรโยธินภักดี หรืออมร อมรรัตนานนท์  อดีตแนวร่วมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.)โพสต์แสดงความคิดเห็นกับการเคลื่อนไหวของนายทักษิณในครั้งนี้ โดยระบุว่า..

 

 

ขอพูดบ้าง

12 ปี จาก 19 กันยายน 2549 ถึง 19 กันยายน 2561

คงต้องเริ่มต้น ด้วยคำพูดของคุณทักษิณ ว่า “วันนี้ผม (นายอมร) อยากให้ทุกท่านลองวางใจให้เป็นกลาง แล้วหลับตานึกว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ ท่านคิดว่าประเทศไทยเจริญขึ้นแล้วหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา ระบบราชการบริการประชาชน ยาเสพติด การสาธารณสุข กระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจของท่านเองรวมถึงความสุขของท่านและคนรอบตัวท่าน สุดท้ายคือศักดิ์ศรีประเทศและความภูมิใจของท่าน”

 

ก่อนอื่นเราคงต้องหันกลับไปทบทวนความเป็นจริง ที่เกิดขึ้น หากเราย้อนไปดูถึงสาเหตุที่มาของการรัฐประหาร 2 ครั้งในรอบ 12 ปี ล้วนแล้วเกิดจากการอ้างเหตุผล ของการบริหารงานที่ล้มเหลวของฝ่ายการเมือง ที่ได้มาจากการเลือกตั้ง. ซึ่งโดยข้อเท็จจริง ต้องยอมรับว่า การได้มาซึ่งอำนาจรัฐของรัฐบาลสองพี่น้อง นั้นส่วนหนึ่งเกิดจากความศรัทธา ในนโยบายและตัวบุคคล แต่อีกด้านหนึ่งได้มาด้วยวิธีการทำงานการเมืองที่ใช่เล่ห์เพทุบายอย่างแยบยล อันเป็นเหตุให้ให้เกิดคดี จนศาลรัฐธรรมนูญต้องยุบพรรคการเมืองมาแล้ว.

 

ในการบริหารงานของรัฐบาลในยุคของคุณทักษิณสืบต่อมาจนถึงรัฐบาลซึ่งมีคุณยิ่งลักษณ์ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี พวกเขาได้เข้าครอบงำและควบคุมหน่วยงานของรัฐทุกกระทรวง ทุกกรมกอง อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดำเนินการแปรผันให้ระบบทุนนิยมสามานย์ ที่ผูกขาดโดยกลุ่มและองค์กร ที่อยู่ภายใต้ร่มเงา ของรัฐบาลในยุคนั้น ตกตวงผลประโยชน์อย่างตระกระตระกาม.

 

เพื่อให้การได้มาซึ่งอำนาจและผลประโยชน์ถูกต้องตามกฎกติกา และมีข้อกฎหมายรองรับ พวกเขาได้ขยายอำนาจรัฐ เข้าแทรกแซงและครอบงำองค์กรอิสระ โดยเฉพาะรัฐสภาไทย กลายเป็นแหล่งมั่วสุมของคนที่ใส่เสื้อคุมประชาธิปไตยที่หอหุ้มปกปิดความเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ สมาชิกส่วนใหญ่มีฐานะแค่ทาสในเรือนเบี้ยที่ต้องยกมือและทำทุกสิ่งทุกอย่างตามความปรารถนาของกลุ่มการเมือง.

 

ส่วนอำนาจตุลาการ หลายคดี การตัดสินใจเป็นประโยชน์ต่อพวกพ้องพวกเขาก็จะชื่นชมยกย่อง ในขณะที่หลายคดีไม่เป็นที่พอใจพวกเขาก็จะก่นด่าและชี้นิ้วกล่าวหาว่าเป็นการใช้อำนาจแบบสองมาตรฐาน อีกทั้งบางคดีหากมีเงื่อนไขที่จะล้มคดีได้ พวกเขาก็พยายามที่จะติดสินบนซึ่งเคยเป็นข่าวฮือฮามาแล้ว.

 

ทางสังคมพวกเขาได้สร้างจิตสำนึกใหม่ ให้กับประชาชน เป็นจิตสำนึกของทาสที่ไม่ยอมเป็นไท ต้องพึ่งพาและสยบยอมอยู่ภายใต้อำนาจของพวกเขา โดยสร้างและผลิตซ้ำนโยบายประชานิยม มาปรนเปรอประชาชนทำให้พี่น้องประชาชนบางส่วนที่ไม่รู้เท่าทันตกเป็นทาสอย่างไม่ลืมหูลืมตา



ผลพวงของการบริหารงานที่ล้มเหลว ที่มุ่งเอาแต่ผลประโยชน์ให้กับกลุ่มของตนเอง ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทางโครงสร้างการเมือง และจิตสำนึกทางจริยธรรม ของสังคมเสื่อมทรุดมาจนถึงทุกวันนี้ ..ในรอบ 12 ปี พี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่ง ที่ไม่ยอมจำนนต่อระบบการเมือง ได้ลุกขึ้นมาคัดค้านรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้เห็นถึงพิษภัย อย่างต่อเนื่อง

 

ด้วยความคับแคบและการที่จะต้องรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มของนักการเมืองพวกเขา พวกเขาแทนที่จะรับฟังเสียงของประชาชน เขากลับหันกลับมาเป็นศัตรูของประชาชน โดยการสร้างกลุ่มและองค์กรที่มาเป็นคู่ความขัดแย้งกับองค์กรประชาชน ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม เกิดแบ่งสีแบ่งฝ่ายและนำไปสู่ความรุนแรงหลายครั้ง จนเป็นที่มาของการรัฐประหารสองครั้ง ที่องค์กรภาคประชาชน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและเชื้อเชิญเลย

 

วันนี้ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ บรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้องในองค์กรต่างๆ ไม่ได้มีส่วนในทางผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจ หรือทางการเมืองอย่างใด โดยเฉพาะผมเองทุกวันนี้ต้องเผชิญกับการถูกดำเนินคดีและถูกยึดทรัพย์สินซึ่งมีอยู่จำนวนน้อยนิด.

 

ในโอกาสครบรอบ 12 ปีนี้ ผมขอเปิดอกว่าผมไม่เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเลย แต่กลับมีความปิติยินดีที่เป็นส่วนหนึ่ง ที่มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหว เปิดโปงและรณรงค์ให้ประชาชน ถึงเห็นถึงพิษภัยของความเลวร้ายของระบอบการเมืองในอดีต.

 

จะมีความน้อยใจอยู่บ้างผมต้องสูญเสียความสุข ความอบอุ่นในครอบครัวผม ที่มีความลำบากทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุที่ไม่มีใครกล้ารับเข้าไปทำงานในองค์กรที่มีความมั่นคง เพราะเหตุว่าเป็นเหลืองจัด.  ถึงวันนี้ผมมีอายุที่กำลังก้าวเข้าปีที่ 60 แล้ว ภายใต้การรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้ ผมรู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่คณะรัฐประหารชุดนี้ ไม่สามารถดำเนินการวางโครงสร้างและปฏิรูปสังคมไทยได้อย่างสมบูรณ์. แต่โดยส่วนตัวก็เข้าใจในความจำกัดในหลายองค์ประกอบ ทำให้เกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงได้เพียงแค่นี้

 

แต่ในอนาคต ผมหวังว่าการคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน ที่จะมาถึงในไม่ช้านี้ พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่จะมีจิตสำนึกทางการเมืองแบบใหม่ ที่เกิดจากการเรียนรู้เข้าใจในอดีต ที่เป็นประวัติศาสตร์ และเห็นถึงอนาคตที่ประชาชนจะต้องร่วมกันกำหนดเอง โดยมิต้องฝากความหวังกับใคร พี่น้องประชาชนจะต้องออกมากำหนดอนาคตด้วยตนเอง.

 

ผมจะเสียดายและเสียใจอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าวงจรทางการเมืองแบบเก่า หรือที่เราเรียกว่าวงจรอุบาทว์ จะหวนกลับคืนมา.

 

สุดท้ายนี้ผมขออโหสิกรรมให้กับทุกคน ที่ที่มีส่วนร่วมทำให้ประเทศเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ เพราะเราต้องเข้าใจกฎเกณฑ์ของการพัฒนา ว่าการเปลี่ยนแปลงใดใดนั้น ไม่อาจเปลี่ยนแปลงจากพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้ คงจะต้องผ่านการเรียนรู้และสรุปบทเรียน ยืนหยัดที่จะปฏิรูปร่วมกันอีกยาวนานต่อไป.

รักและศรัทธา

อมร อมรรัตนานนท์

ผู้ก่อการร้าย ในนิยาม รัฐทุนนิยมสามานย์

19 กันยายน 61




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม