จับตา 2กลุ่มทุนใหญ่ รุกคืบแผนกินรวบประเทศ? ซีพี-ปตท. คิดผูกขาด รถไฟความเร็วสูง-ธุรกิจยา?

จับตา 2กลุ่มทุนใหญ่ รุกคืบแผนกินรวบประเทศ? ซีพี-ปตท. คิดผูกขาด รถไฟความเร็วสูง-ธุรกิจยา?

Publish 2018-09-10 22:48:35


ถือเป็นประเด็นใหญ่เมื่อสื่อใหญ่อย่าง "คมชัดลึก"  นำเสนอประเด็นร้อนว่าด้วย คำเตือนสำคัญ ว่า  "ระวัง!ซีพี-ปตท.ผูกขาดประเทศ ยึดรถไฟความเร็วสูง-ธุรกิจยา"  แสดงรายละเอียดข้อมูล สะท้อนการรุกของทุนใหญ่ในประเทศที่น่าจับตามองและต้องมองด้วยการตั้งข้อสังเกตอย่างหนักว่านี่คือการรุกเพื่อเข้าไปกุมหัวใจของเศรษฐกิจไทยในทุกภาคส่วนหรือไม่ นั่นคือการสยายปีกไปยังธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของตัวเองโดยใช้อำนาจทุน เชื่อมโยงกับอำนาจการเมืองในยุคคสช. เพื่อครอบงำสัมปทานรถไฟความเร็วสูงและธุรกิจยา ดังที่มีกระแสกังวลอยู่

 



เริ่มต้นจากบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด(มหาชน) หรือ ซีพี ของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ มหาเศรษฐีของเมืองไทย ที่เป็นเจ้าพ่อธุรกิจการเกษตรและค้าปลีกมุ่งมั่นปักธงจะยึดรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา)  ข่าวออกมาเป็นระยะว่าเครือซีพีหมายมั่นปั้นมือที่จะได้รถไฟความเร็วสูงสายนี้  ถึงขนาดที่บริษัทในเครือไปกว้านซื้อที่ดินในแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงนี้ไว้แล้วกว่าหนึ่งหมื่นไร่

 

 

ผู้บริหารซีพีมั่นใจว่าต้องได้โครงการนี้ถึงขนาดขนสื่อกลุ่มใหญ่ไปดูงานและดูตัวผู้ร่วมทุนในโครงการนี้ถึงฝรั่งเศส อิตาลี และจีน ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งที่การยื่นประกวดราคาเพื่อประมูลโครงการนี้จะเริ่มในเดือนพฤศจิกายนนี้ และยังไม่มีกลุ่มทุนใดขยับเขยื้อนถึงขนาดนำทัพสื่อไปดูงานราวกับว่า จับจองโครงการนี้ไว้แล้ว

 

ขนาดปตท.ที่สนใจเข้าร่วมประมูลด้วยการให้บริษัทลูกซึ่งดูแลด้านอสังหาริมทรัพย์ เข้าร่วมประมูล แม้ว่าจะอยากได้แค่ไหนแต่ไม่กล้าขยับออกนอกกรอบเพราะเกรงข้อครหา “จับจอง” โครงการ แค่ ปตท.ประกาศตัวขอเข้าลงแข่งประมูลก็ถูกวิจารณ์แล้วว่าทำธุรกิจนอกธุรกิจหลักของตัวเอง ที่นอกจากผูกขาดธุรกิจค้าน้ำมันและก๊าซ กำลังจะเข้ามาผูกขาดธุรกิจด้านคมนาคมและอสังหาริมทรัพย์

 

การลงทุนทำรถไฟในอดีตคือการลงทุนที่ขาดทุน ไฉนปัจจุบันทั้งซีพีและปตท.ถึงอยากลงทุน แน่นอนถ้าคิดเฉพาะค่าโดยสารโอกาสคืนทุนนั้นอีกยาวไกล น่าจะเกิน 30 ปี แต่ผลประโยชน์ด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามสถานีรถไฟความเร็วสูง ธุรกิจการพัฒนาสถานี การให้เช่าป้ายโฆษณา และบัตรเติมเงินต่างๆ นั่นคือกำไรมหาศาลที่สองกลุ่มธุรกิจนี้จ้องตาเป็นมัน

 

 

ทั้งสองกลุ่มมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปประมูลโครงการนี้โดยไม่มีใครมีสิทธิ์ไปขวาง ตราบใดที่เข้าประมูลอย่างเป็นธรรม และไม่ใช้อำนาจเงินที่มีอยู่ไปโน้มน้าวจิตใจผู้มีอำนาจทั้งฝ่ายราชการและการเมืองให้เข้าข้างตน ซึ่งสังคมและสื่อควรจับตาอย่างไม่กะพริบ (รวมทั้งบรรดาสื่อมวลชนที่ได้รับเชิญจากกลุ่มซีพีไปดูงานก่อนใคร) 



สอดรับกับข้อมูลปรากฎก่อนหน้า  ระบุว่า   โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา) วงเงินกว่า 2.2 แสนล้านบาท ได้รับความสนใจจากล้นหลามจากบริษัทเอกชนรายใหญ่อย่างน้อย 5 ราย ประกอบด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) , บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTSC) , บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด (มหาชน)  ว่ากันว่าทั้งหมดจะผนึกกำลังจับมือแข่งขันกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี  ซึ่งมีพันธมิตรหลักอย่างกลุ่มทุนจีนและญี่ปุ่น  ประกอบด้วย ไชน่า เซาธ์ โลโคโมทีฟ แอนด์ โรลลิ่ง สต๊อค (China South Locomotive and Rolling Stock) หรือที่รู้จักกันในอีกนามว่า "ไชน่า เซาเธิร์น เรลเวย์" จากประเทศจีน และบริษัท อิโตชู คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น

 

ภาพจาก ฐานเศรษฐกิจ

 

ขณะเดียวกันกรณีของ "ซีพี"  ก็ยังมีเรื่องธุรกิจยาที่สังคมกำลังติดตาม  และธุรกิจสองกลุ่มนี้เหมือนกันกำลังมีแผนที่จะเข้ามาช่วงชิงเค้กในธุรกิจยา โดย ปตท.ไปจับมือกับองค์การเภสัชกรรมในการตั้งโรงงานผลิตยา และกำลังแยกธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจน้ำมัน โดยเฉพาะร้านค้าปลีกในปั๊มน้ำมันภายใต้ชื่อ Jiffy ขณะที่ซีพีกำลังรุกเรื่องมุมขายยาในร้าน 7-11 ที่มีมากขึ้น

 

 

การรุกของทั้งสองค่ายมาพร้อมๆ กับการเสนอแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ยา ที่จะอนุญาตให้วิชาชีพอื่นที่ไม่ใช่เภสัชกรจ่ายยาได้ นั่นจะทำให้อำนวยความสะดวกต่อร้านสะดวกซื้อให้สามารถขายยาได้ ซึ่งกำลังมีการต่อต้านจากบรรดาผู้มีวิชาชีพเภสัชกรและแพทย์ว่า จะเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนในท้ายที่สุด 

 

โดยกรณีของ "ซีพี"   สำนักข่าวอิศรา  เคยรายงานข้อมูลน่าสนใจว่า   เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 6/2561 เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา พิจารณาทราบการจัดตั้งบริษัท ออลล์ เวลเนส จำกัด (ALL Wellness Col, Ltd.) มีทุนจดทะเบียนจัดตั้ง 1 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท โดย CPALL เป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพให้กับชุมชนด้วยนวัตกรรมระบบดิจิทัล และสร้างความสะดวกในการดูแลสุขภาพให้กับชุมชน รวมถึงแนะนำให้คำปรึกษาการดูแลสุขภาพกับชุมชนโดยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ (อ้างอิงข่าวจาก ตลท.)

 

และจากข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังพบว่า บริษัท ออลล์ เวลเนส จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2561 ทุนปัจจุบัน 1 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ 119 อาคารธาราสาทร ชั้น 11 ถ.สาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กทม. แจ้งประกอบธุรกิจ ร้านขายปลีกสินค้าทางเภสัชภัณฑ์ และเวชภัณฑ์ การขายปลีกยารักษาโรค ผลิตภัณฑ์ยาอื่น ๆ รวมถึงการขายปลีกสมุนไพร และเครื่องเทศที่ใช้ยาไทยแผนโบราณ

 

 

ขณะที่ในช่วงต้นปี 2561  ก็มีรายงานข่าวว่าปตท.กับองค์การเภสัชกรรม ได้ส่งสัญญาณในการเป็นพันธมิตรเพื่อทำธุรกิจผลิตยา  โดยทางด้าน น.พ.นพพร ชื่นกลิ่น ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม และ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามในพิธีบันทึกข้อตกลงระหว่างองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการสร้างโรงงานผลิตยารักษาโรคมะเร็ง และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการผลิตสารออกฤทธิ์ทางยา (Active Pharmaceutical Ingredient, API) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตยา เสริมสร้างความมั่นคง และยกระดับอุตสาหกรรมยาของไทยให้ทัดเทียมสากล อันก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมแก่คนไทยและประเทศไทย

 

ด้วยข้อมูลทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุให้มีการนำสองเรื่องร้อนทั้งรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และเรื่องธุรกิจยา ที่มีมูลค่ามากกว่าแสนล้านบาทมานำเสนอ และถ้าเป็นไปตามแผนของสองกลุ่มทุนยักษ์นี้ ชีวิตคนไทยจะยิ่งต้องถูกผูกไว้กับทั้งซีพีและปตท.มากยิ่งขึ้น

 

 

 ที่มา   คอลัมน์...  กวาดบ้านกวาดเมือง  โดย...  ลมใต้ปีก ,  สำนักข่าวอิศรา , ฐานเศรษฐกิจ



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม