หนัก?! สั่งสอบเพิ่มคดี โอ๊ค เหตุเป็นประเด็นสำคัญทางคดี-ต้องทำให้สิ้นกระแสความ ฟ้อง-ไม่ฟ้องเดี๋ยวรู้

หนัก?! สั่งสอบเพิ่มคดี "โอ๊ค" เหตุเป็นประเด็นสำคัญทางคดี-ต้องทำให้สิ้นกระแสความ ฟ้อง-ไม่ฟ้องเดี๋ยวรู้

Publish 2018-09-05 18:15:52


 

หนัก?! รองโฆษกฯ อัยการสูงสุด เผยสั่งสอบเพิ่มคดี "โอ๊ค" ฟอกเงินกรุงไทย เหตุเป็นประเด็นสำคัญทางคดี ซึ่งยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ต้องทำให้สิ้นกระแสความ เมื่อสำนวนสมบูรณ์แล้ว ฟ้อง-ไม่ฟ้องเดี๋ยวรู้

 

วันนี้ (5 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติม กรณีการนัดสั่งคดีฟอกเงินการทุจริตอนุมัติสินเชื่อของอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับกลุ่มธุรกิจในเครือกฤษดามหานครโดยมิชอบ ตามที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 นัดให้ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน  , นายวันชัย หงษ์เหิน ) และนายพานทองแท้ ชินวัตร ผู้ต้องหามารับฟังคำสั่งคดีที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนเอกสารหลักฐานฐานร่วมกันฟอกเงิน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา


โดย "นายประยุทธ เพชรคุณ" รองโฆษกอัยการสูงสุด ได้ออกมาเผยว่า ในวันนี้อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ยังไม่มีคำสั่งคดีดังกล่าว เนื่องจากมีการสั่งสอบเพิ่มเติม ในหลายประเด็น ซึ่งทางพนักงานสอบสวนดีเอสไอยังไม่ได้ส่งผลการสอบเพิ่มมาทางอัยการ จึงนัดสั่งคดีครั้ง ที่ 2 อีกครั้ง 10 ตุลาคม นี้ เวลา 10.00 น.

 

          



ส่วนของประเด็นที่อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมนั้น เป็นรายละเอียดทางคดีที่ยังไม่สามารถเปิดเผยเพราะเป็นเรื่องในสำนวน แต่พูดได้ว่าเรื่องที่สั่งสอบเพิ่มเติมนั้นเป็นประเด็นสำคัญทางคดีเพื่อจะให้การสอบสวนสิ้นกระแสความ และเมื่อสำนวนสมบูรณ์แล้วอัยการก็จะมีความเห็นทางคดีสั่งคดีไปทางใดทางหนึ่งได้

 

ขณะที่เมื่อถามว่า ในวันที่ 10 ต.ค.จะมีคำสั่งได้ทันที และผู้ต้องหาทั้ง 3 ต้องมารายงานตัวให้พร้อมหากสั่งฟ้องหรือไม่  "นายประยุทธ" ระบุว่า เมื่อใดที่พนักงานอัยการเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องให้ตัวผู้ต้องหามาพบอัยการเอง ก็จะไม่อนุญาตให้มอบอำนาจทนายความมาแทน ซึ่งอัยการจะสั่งการและประสานงานไป ส่วนวันนี้ที่ผู้ต้องหามอบอำนาจให้ทนายความมารับทราบคำสั่งแทนได้นั้นก็เพราะอัยการยังไม่ได้รับผลการสอบสวนเพิ่มเติมจากดีเอสไอ แต่ถ้าเมื่อใดอัยการแจ้งให้ผู้ต้องหามาฟังคำสั่งด้วยตัวเองผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตาม ส่วนมีการร้องขอความเป็นธรรมจากกลุ่มผู้ต้องหาหรือไม่ ยังไม่มีรายงานเรื่องนี้

 

 



"ข้อกล่าวหาสมคบการฟอกเงิน และได้ฟอกเงินนั้น อายุความ 15 ปี ซึ่งเหตุเกิดขึ้นในช่วงปี 2546-2547 ดังนั้นอายุความคดีนี้ยังไม่ขาด" รองโฆษกอัยการสูงสุด กล่าว ทั้งยังยอมรับด้วยว่า

    
วานนี้ทางอัยการได้ยื่นฟ้องคดีในส่วนของอดีตผู้บริหารกฤษดามหานครในข้อหาสมคบการฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงินแล้ว ส่วนจะมีความเชื่อมโยงกันกับคดีนายพานทองแท้หรือไม่ ยังเร็วเกินไปที่จะให้ความเห็น ซึ่งตนเป็นเพียงรองโฆษกฯไม่สามารถจะให้ความเห็นตรงนี้ได้ เพราะในการพิจารณารายละเอียดสำนวนคดีเป็นส่วนที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 ต้องวินิจฉัยและมีคำสั่ง จึงจะแถลงให้ทราบได้ ส่วนข้อกล่าวหาสมคบฟอกเงินจะมีสำนวนอื่นอีกเท่าใดที่รอสั่งคดี ตนยังไม่ได้ตรวจสอบว่ามีข้อมูลคดีอื่นเชื่อมโยงอีกหรือไม่

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ดีสำหรับข้อกล่าวหากลุ่มนายพานทองแท้นั้น ที่ผ่านมาทีมทนายความก็เคยยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมมาตลอดทั้งกระทรวงยุติธรรม พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ขณะที่เมื่อมีการส่งสำนวนถึงมืออัยการแล้วฝ่ายผู้ต้องหาก็ยังได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการด้วย ขอให้พิจารณาสอบสวนพยานเพิ่มเติม รวมทั้งการรวบรวมประเด็นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอัยการก็ได้พิจารณาประเด็นที่ฝ่ายผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมเข้ามา พร้อมกับส่วนที่อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมไปในคราวเดียวกันแล้ว




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายอารมณ์ เคนหล้า