บิ๊กป้อม สวนจุก วัฒนาเหิมรื้อกองทัพ ซัดให้ได้เป็นรัฐบาลก่อน!

"บิ๊กป้อม" สวนจุก "วัฒนา"เหิมรื้อกองทัพ ซัดให้ได้เป็นรัฐบาลก่อน!

Publish 2018-08-27 13:46:49


27 ส.ค. 61 ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้สัมภาษณ์ถึง กรณีพรรคเพื่อไทยหาเสียง จะยกเลิกโครงการเรือดำน้ำ และการเกณฑ์ทหารจะกระทบยุทธศาสตร์กองทัพว่า คงไม่ เป็นคนละเรื่องกัน เขาหาเสียง ส่วนจะกระทบโครงสร้างกองทัพหรือไม่นั้น ขอให้เขาได้เป็นก่อน 

 



อนึ่งก่อนหน้านี้ นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้เปิดเผยว่า ถึงแนวความคิดรื้อกองทัพ โดยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Watana Muangsook" วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกองทัพ โดยระบุว่า “หน้าที่ของกองทัพคือ การเตรียมกำลังและใช้กำลังเพื่อป้องกันภัยคุกคามต่อราชอาณาจักรซึ่งสอดคล้องกับชื่อภาษาอังกฤษของกระทรวงกลาโหม คือ "Ministry of Defense" อันหมายถึงการป้องกัน แต่ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร กระทรวงกลาโหมจะถูกขยายอำนาจ จนล่าสุดถึงขั้นมีอำนาจหน้าที่ในการพัฒนาประเทศ การป้องกันและแก้ไขปัญหาจากภัยพิบัติทั้งที่มีหน่วยงานอื่นรับผิดชอบอยู่แล้ว เพื่อเป็นข้ออ้างในการเพิ่มงบประมาณและขยายกำลังพล


 

ปัจจุบันกองทัพ มีกำลังประจำการประมาณ 335,000 นาย เมื่อรวมกับทหารเกณฑ์ปีนี้ที่สูงกว่า 100,000 นาย ทำให้มีกำลังประจำการมากถึง 440,000 นาย ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับมหาอำนาจที่มีขนาดและประชากรใกล้เคียงกัน เช่น กำลังประจำการของสหราชอาณาจักร 150,000 คน ฝรั่งเศส 215,000 คน หรือเยอรมัน 180,000 คน

 

ยิ่งเมื่อคำนึงถึงหน้าที่ของกองทัพคือการ "ป้องกัน" ไม่ใช่ "รุกราน" รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศที่ตั้งอยู่ท่ามกลางมิตรประเทศได้แก่ ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และเมียนมาร์ ซึ่งรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวคือ "ประชาคมอาเซียน" ดังนั้น การมีกำลังพลจำนวนมากจึงเกินความจำเป็นและเป็นภาระแก่งบประมาณ



นับจากการรัฐประหารในปี 2549 งบประมาณกระทรวงกลาโหมถูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 85,000 ล้านบาท ในปี 2549 เพิ่มเป็น 227,000 ล้านบาท ในปี 2562 หรือเพิ่มขึ้นถึง 167% งบประมาณจำนวนมากหมดไปกับการเพิ่มกำลังพลและการซื้ออาวุธที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจและภัยคุกคาม เช่น การจัดซื้อเรือดำน้ำที่ยังไม่จำเป็นแต่กลับซื้อมาถึง 3 ลำ ดังนั้น ภารกิจเร่งด่วนหลังการเลือกตั้งคือการปฏิรูปกองทัพให้มีขนาดที่เหมาะสม มีความทันสมัยและมีขีดความสามารถต่อการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ให้เป็นกองทัพของประชาชนที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงตามภารกิจ ไม่ช้ำซ้อน และไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจนกองทัพกลายเป็นภัยคุกคามเสียเอง

 

 

 

นับจากการรัฐประหารในปี 2549 งบประมาณกระทรวงกลาโหมถูกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 85,000 ล้านบาท ในปี 2549 เพิ่มเป็น 227,000 ล้านบาท ในปี 2562 หรือเพิ่มขึ้นถึง 167% งบประมาณจำนวนมากหมดไปกับการเพิ่มกำลังพลและการซื้ออาวุธที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจและภัยคุกคาม เช่น การจัดซื้อเรือดำน้ำที่ยังไม่จำเป็นแต่กลับซื้อมาถึง 3 ลำ

 

ดังนั้น ภารกิจเร่งด่วนหลังการเลือกตั้งคือการปฏิรูปกองทัพให้มีขนาดที่เหมาะสม มีความทันสมัยและมีขีดความสามารถต่อการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ให้เป็นกองทัพของประชาชนที่ปฏิบัติหน้าที่ตรงตามภารกิจ ไม่ช้ำซ้อน และไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจนกองทัพกลายเป็นภัยคุกคามเสียเอง


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวการเมือง

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม