ส่องกระจกดูตัวเองก่อนมั๊ย!!!นักการเมืองหน้าคุ้น รวมหัวปั่นกระแสรุมตี "บิ๊กป้อม"เจตนาชัดบ่อนแซะรัฐบาลคสช. อ่านจบรู้เลยทำไมต้องโค่น??

Publish 2018-02-05 13:03:18

จังหวะนี้สถาการณ์ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่ แห่งบูรพาพยัคฆ์ สำหรับปมข้อครหานาฬิกาหรู ที่ดูว่าคล้ายจะเป็นเรื่องของการเมืองไปเสียมากกว่าการตรวจสอบ ซึ่งเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม ยังอยู่ในกระบวนการตัดสิ้นของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือปปช.

 

ท่ามกลางความยากลำบากและแรงเสียดทานพุ่งตรงประเดประดังมาที่พล.อ.ประวิตร กดดันให้มีการลาออกจากตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี แต่ในแรงเสียดทานนั้นจะเห็นว่ามีคนจำพวกหนึ่ง พยายามกล่าวหารัฐบาล ฉวยโอกาสอาศัยลูกชุลมุน ใช้”วิกฤตินาฬิกา"เป็นเหยื่อล่อ ปลุกกระแส ความแตกแยกในขณะบ้านเมืองที่กำลังสงบสุขดีอยู่

 

ทำไมกระสุนปืนจึงชอบตกใส่ ทำไมจึงกลายเป็นเป้าโจมตีของสังคมอยู่ตลอดเวลา ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก ข่าวลบๆเรื่องร้ายๆมักมาลงที่พล.อ.ประวิตร 

 

ไล่มาตั้งแต่การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ การผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐ หรือแม้แต่การถูกโจมตีว่าอยู่เบื้องหลังการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงและการแต่งตั้งตำรวจ 

 

ทั้งนี้ในความเป็นจริง พล.อ.ประวิตรไม่ได้ทำอะไรผิดไปเสียหมด เพียงแต่พฤติกรรมที่ผ่านมา ทำให้สังคมเกิดความไม่ไว้วางใจ และคำชี้แจงข้อโจมตีต่างๆ ก็ไม่สามารถลบล้างข้อครหาอย่างหมดจด เกลี้ยงเกลา

 

การเป็นนายทหารที่มากบารมี เป็นผู้มีอำนาจ เป็นรองนายกรัฐมนตรีดูแลความมั่นคง เป็นบุคคลสาธารณะ  แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้พล.อ.ประวิตรตกเป็นเป้าโจมตีของสังคม จนต้องออกมาตัดพ้อ ต่อว่าในงานเลี้ยง สานสัมพันธ์ สื่อสายทหาร เมื่อวันที่31 ม.ค.  พล.อ.ประวิตร ขึ้นพูดบนโพเดียม กล่าวต่อหนึ่งด้วยว่า หากประชาชนไม่ต้องการตนก็พร้อมที่จะไปจากตำแหน่งนี้... (ฟังเสียงพล.อ.ประวิตร ชมคลิป)

 

 




พล.อ.ประวิตรคือจักรกลอันสำคัญในการสร้างฐานเครือข่ายทางอำนาจของคสช. ไม่ใช่พล.อ.ประยุทธ์!!!ในการพลิกขั้วอำนาจจากระบบทักษิณโดยล้มรัฐบาลสมชาย ให้กลับมาอยู่ในมือของฝ่ายต่อต้านด้วยการจัดตั้งรัฐบาลที่มีมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำนั้น อย่าลืมว่าเป็นฝีมือใคร?

ถ้าไม่มีพล.อ.ประวิตรในวันนั้น วันนี้ ประเทศจะพ้นจากระบอบทักษิณได้อย่างไร ???

ระบอบทักษิณ เป็นคำที่นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์และรัฐศาสตร์บางส่วนนิยามการปกครองประเทศไทยในสมัยที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีพื้นฐานเป็นประชานิยม มีคนยากจนจำนวนมากได้ประโยชน์จากนโยบายต่าง ๆ นำไปสู่ความนิยมจนเป็นฐานเสียงในการเลือกตั้ง ทำให้ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งทุกครั้ง จนสามารถบริหารประเทศได้ด้วยเสียงของพรรคเดียว บ้างก็เรียกแบบการปกครองนี้ว่า "ทักษิณาธิปไตย"

 ในช่วงรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุนหะวัณ (ส.ค. 2531-ก.พ. 2534) นายทักษิณ ได้เริ่มลิ้มรสกลิ่นของอำนาจ เงินตรา โดยได้เข้าหา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล อสมท. เพื่อวิ่งเต้นขอสิทธิ์การทำธุรกิจเคเบิลทีวีจาก อสมท. โดยจะร่วมลงทุนกับบริษัทต่างประเทศ ต่อมา ในปี2537 นายทักษิณเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในโควตาของพรรคพลังธรรม ต่อมาทักษิณได้เป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมแทนพลตรีจำลองที่ลาออก เป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลนายบรรหาร ศิลปอาชา และเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

จากนั้นนายทักษิณเดินหน้าส่งวงการการเมืองอย่างเต็มสูบ ในปี 2541 นายทักษิณได้ทิ้ง พรรคพลังธรรม แล้วตั้ง พรรคไทยรักไทย ขึ้นมาด้วยการเอาเงินซื้อตัว ส.ส.ที่คาดหวังว่าจะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาสังกัด ลงเลือกตั้งได้เป็นนายกรัฐมนตรีสองสมัยติดต่อกัน ระหว่างปี พ.ศ. 2544 - 2548 และ พ.ศ. 2548 -2549 ด้วยนโยบายประชานิยมต่างๆ อันเป็นการติดสินบนประชาชนเพื่อแลกกับคะแนนเสียง

  ทันทีที่มีการขายหุ้น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น แบบหลีกเลี่ยงภาษี ให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก ของสิงคโปร์ เกิดการชุมนุมขับไล่ทักษิณออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ทักษิณประกาศยุบสภาฯ และกำหนดการเลือกตั้งใหม่วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549
       
       พรรคฝ่ายค้าน 3 พรรค ประกาศไม่ส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้ง และมีการฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า พรรคไทยรักไทย จ้างพรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อมิให้ขัดต่อ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และ ส.ว.ต่อมาศาล รธน. มีคำวินิจฉัย ให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน เป็นโมฆะ และให้จัดการเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2549 เป็นหตุให้มีการยุบพรรคไทยรักไทย ในเวลาต่อมา

ขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงได้ยุติการชุมนุมลงชั่วคราวและนัดชุมนุมใหม่หลังการเลือกตั้ง วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2549 ทักษิณ เดินทางไปนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ
       



      ต่อมา วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 เวลาประมาณ 21.00 น. คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นหัวหน้าคณะ ทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ ทักษิณแก้เกมโดยใช้สื่อโทรคมนาคมประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลา 22.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ แต่ในขณะที่กำลังประกาศอยู่ พล.อ.สนธิ สั่งตัดสัญญาณและเข้าสู่ประกาศคณะปฏิรูปฯ เป็นอันยึดอำนาจได้สำเร็จ ในเวลา 23.00 น.

 


จากนั้นได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตภายใต้รัฐบาลทักษิณ คตส. ใช้เวลาเพียง 1 ปี 9 เดือน ตรวจสอบกรณีโกงกินของรัฐบาลทักษิณรวม 22 คดี ซึ่งเป็นต้นต่อที่ทำให้นายทักษิณ หนี้ออกนอกประเทศไม่สามารถเดินทาง 


แต่การลุแก่อำนาจของนายทักษิณ ไม่จบเพียงเท่านี้ ต่อมาได้ส่งบริวาท หรือเครือญาติ ร่วมไปถึงน้องสาวที่แท้ๆ ใช้กลยุทธ์ทุกวิถีทางหลอกซื้อเสียงจากรากหญ้า


ในห้วงที่ พรรคไทยรักไทยถูกยุบ นายสมัคร สุนทรเวช ขึ้นรับเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ใหม่แทน และฝากวาทะอันอหังการไว้เป็นประวัติศาสตร์ว่า "ผมจะเป็นนอมินีให้นายกฯ ทักษิณ" และ "ผมจะทำพรรคการเมืองนี้ให้แข็งแรง เพื่อจะเอาประชาธิปไตยกลับมาให้บ้านเมืองนี้"  ในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 พรรคพลังประชาชนชนะเป็นอันดับหนึ่ง และจัดตั้งรัฐบาลผสม 6 พรรค ในวันจันทร์ที่ 28 มกราคม 2551 ด้วยคะแนนเสียง 310 ต่อ 163 เสียง  

 

 

กระทั่ง วันที่ 9 ก.ย. 2551 ศาลรัฐธรรมชี้ขาดว่า สมัคร สุนทรเวช ขาดคุณสมบัติ ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากการเป็นพิธีกรจัดรายการทำอาหาร "ชิมไปบ่นไป" และ "ยกโขยง 6 โมงเช้า"  สุดท้ายนายสมัครก็หมดอำนาจด้วยการทำผิดกฎหมาย "ตายน้ำตื้น"

 

จากนั้นผู้ที่รับช่วงต่อก็คือ “นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์” น้องเขยนายทักษิณ เมื่อวันที่7 กันยายน 2551 ได้รับการเลือกจากสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 298 เสียงให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย  ตั้งแต่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551 – 2 ธันวาคม พ.ศ. 2551

 

ในขณะที่สมชายดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบรัฐบาล เพราะพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังคงยึดพื้นที่ไว้ตั้งแต่ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร  โดยใช้สนามบินดอนเมืองเป็นที่ทำการแทน 

 

 

ช่วงวิกฤตทางการเมือง รัฐบาลนายสมชายประกาศจะ "ไม่ยุบสภา ไม่ลาออก" ไม่ว่าใครจะเดินขบวนขับไล่นานแค่ไหน ก็ถือคติ "ผมมาจากการเลือกตั้ง" ไม่ว่าการเดินขบวนขับไล่ จะสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติมากมายแค่ไหน แต่รัฐบาลก็ไม่เคยสนใจที่จะยุบสภาหรือลาออก แม้มีเสียงเรียกร้องจากสังคมทุกภาคส่วนเพื่อให้เป็นทางออกของปัญหา แต่รัฐบาลถือคติ "ผมมาจากการเลือกตั้ง" แต่สุดท้ายก็ต้องออกจากตำแหน่งเพราะศาลสั่งให้ยุบพรรค

 

 จนกระทั้งมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ การพลิกขั้วอำนาจจากระบบทักษิณ  นาย สมชาย ตกจากเก้าอี้นายกฯ ก็เกิด “การตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

 

ฝ่ายตรงข้ามรู้ดี .. แน่นอนว่าคือพล.อ. ประวิตร ในฐานะผู้ต่อต้านระบอบทักษิณ!!!!

 

โดยการย้ายค่ายของกลุ่มส.ส.เพื่อนเนวิน มาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย  เป็นกลุ่มการเมืองที่มีพลังในการต่อรองทางการเมืองสูงมากภายในพรรคพลังประชาชน 

 

หากจะลำดับความเชื่อมโยงในการย้ายค่ายครั้งนั้น ก็คือ “เนวิน ชิดชอบ “ เป็นเพื่อน “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง “ ซึ่งเป็นลูกน้อง พล.ต.อ พัชรวาท วงศ์สุวรรณ คนนามสกุลเดียวกับ พล.อ.ประวิตร คือผู้ทำให้ดิวนั้นสำเร็จ ทำให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เป็นนายกรัฐมนตรี!!!

 

 

ฐานของฝ่ายต่อต้านทักษิณทั้งในกองทัพและส่วนอื่นๆจึงถูกจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นเครือข่าย ดังนั้นพล.อ.ประวิตรจึง เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ในการ พลิกสถานการณ์ นำพาประเทศ ให้ พ้นจากระบอบ ทักษิณนั่นเอง ต่อมาพล.อ.ประวิตรได้รับการไว้วางใจ จนได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในรัฐบาลอภิสิทธิ์

 

นี่คือ สิ่งที่พล.อ.ประวิตร  ได้มอบให้กับประเทศ ในฐานะผู้ต่อต้านระบอบทักษิณ แก้วิกฤติทางการเมือง ขับเคลื่อนประเทศให้ได้เดินต่อ !! แล้วนักการเมืองอย่างพวกคุณทำอะไรกันบ้างในการต่อสู้ เพื่อพาประเทศพ้นจากวิกฤติ? หากไม่ใช่เพื่อตัวเอง!!



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม