ทำตามพ่อสอน!! นายกฯ แนะ คนไทย นำ "ศาสตร์พระราชา" ของในหลวง ร.9 แก้หนี้

Publish 2017-07-08 10:01:55

     วันที่ 7 ก.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่า "เศรษฐกิจของประเทศ ห้วงที่ผ่านมา ในเดือนพฤษภาคม มีสัญญาณการขยายตัวต่อเนื่อง จากการส่งออกที่ขยายตัวได้ในระดับสูง ร้อยละ 13.2 การท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 3.3  คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะดีกว่าไตรมาสแรก  

     มีรายงานผลสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติในไทย จาก BOI พบว่า ร้อยละ 35.7 มีแผนจะขยายการลงทุนในประเทศไทย และร้อยละ 62.5 จะเดินหน้าลงทุนในไทยตามแผนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงนะครับ ทั้งนี้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ มีความเชื่อมโยงกันในทุกระดับ ซึ่งรัฐบาลก็ให้ความ สำคัญทั้งหมดน่ะนะครับ และดำเนินมาตรการต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน  โดยมุ่งหวังให้ส่ง “ผลดี” ทั้งทางตรงและทางอ้อม แก่พี่น้องประชาชนทุกคน  นะครับ 

     อย่างไรก็ตาม “หนี้สิน” ก็ยังเป็นปัญหาปากท้อง ที่รัฐบาลไม่อาจละเลยได้นะครับ  แต่เป็นจุดหมายของแทบทุกมาตรการของรัฐบาล ในการยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อปลดเปลื้องภาระให้กับพี่น้อง
ประชาชนหลากหลายกลุ่ม ที่ต้องแบกรับมานาน จนทำให้ไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันได้เท่าที่ควร 

     ปัจจุบัน “หนี้ครัวเรือน” ของประเทศไทยแม้ว่าจะลดลงมาอย่างต่อเนื่อง 5 ไตรมาส ติดต่อกัน แต่ยังอยู่ในระดับที่ยังต้องลดลงให้ได้อีก โดยข้อมูลล่าสุด เมื่อสิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2560 สัดส่วนหนี้ครัว
เรือนปรับลดลง จากร้อยละ 79.8 มาอยู่ที่ร้อยละ 78.6 ของรายได้รวม ของประเทศ ในไตรมาสก่อน ทั้งนี้จากการสำรวจหนี้ครัวเรือนและประเมินจากข้อมูลที่มีอยู่ พบว่า



(1) คนไทยเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยคนอายุ 30 ปี กว่าครึ่ง มีภาระหนี้สินแล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคลหรือหนี้บัตรเครดิต  
(2) คนไทยเป็นหนี้เยอะขึ้น โดยเทียบกับปี 2552 คนไทยที่มีหนี้สินคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20  แต่ในปี 2559 สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30 รวมถึงมูลค่าของยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า 

(3) คนไทยแบกหนี้มานานนะครับ เห็นได้จากพี่น้องประชาชนที่เข้าใกล้วัยเกษียณ แม้มีรายได้มากขึ้น เริ่มมีรายจ่ายฟุ่มเฟือยน้อยลง ไม่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แต่เห็นได้ว่าปริมาณหนี้ไม่ได้ลดลงตามไปด้วยเท่าไหร่เลยนะครับ  

     ทั้งนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนนี้ ถือเป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของประเทศของประชาชน ที่ต้องเร่งขจัดปัดเป่าโดยเร็ว และก็ถือว่าเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลพยายามเดินหน้าแก้ไขมาโดยตลอด ให้มีแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้อย่างบูรณาการและยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนิน การแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับพี่น้องประชาชนในกลุ่มต่างๆ อาทิ

     กลุ่มแรก คือเกษตรกร ซึ่งได้มีการรับขึ้นทะเบียนข้อมูลหนี้สินเกษตรกรในระดับหมู่บ้าน โดยเฉพาะหนี้ที่นำที่ดินไปประกันหนี้ และเกิดปัญหาความเดือดร้อน แยกเป็นหนี้ ทั้งในและนอกระบบสถาบันการเงิน ซึ่งมีเกษตรกรมายื่นคำร้อง กว่า 1 แสนราย มูลหนี้ราว 17,000 ล้านบาท 

     สำหรับเกษตรกรที่มีหนี้ในระบบฯ รัฐบาลก็ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังกำหนดแนวทางให้การช่วยเหลือ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ และการขยายระยะเวลาชำระหนี้ เป็นต้น ผลจากการทยอยไกล่เกลี่ย เพื่อช่วยปลดเปลื้องหนี้สินได้แล้ว ราว 3 พันราย มูลหนี้เกือบ 400 ล้านบาทนะครับ 

     กลุ่มที่สอง คือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ก็มีการเพิ่มช่องทางการให้สินเชื่อหลายๆ ด้าน รวมทั้งเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ  โดยรัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขและป้องกันปัญหาอย่างครบวงจร ในด้าน “เจ้าหนี้” ก็มีการดำเนินการอย่างจริงจังกับเจ้าหนี้นอกระบบที่ผิดกฎหมายนะครับ ก็ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ได้กวดขันด้วยนะคับ อย่าให้มีโดยเด็ดขาด  รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ ให้เจ้าหนี้มาร่วมไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ เข้ามาขออนุญาตดำเนินธุรกิจสินเชื่อในระบบให้ถูกต้อง 

     นอกจากนี้ มีการบังคับใช้ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา สำหรับลูกหนี้ ก็ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยไกล่เกลี่ยหนี้ เพื่อให้เกิดมูลค่าหนี้ที่เป็นธรรม และให้ธนาคารของรัฐ พิจารณาสินเชื่อ เพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบ ตามศักยภาพของลูกหนี้แต่ละราย ขณะเดียวกัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็ง ความเป็นปึกแผ่น ของชุมชน หรือ “ระดับฐานราก” ของสังคมไทย  


     โดยให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของสมาชิกในชุมชน ผ่านองค์กรการเงินชุมชนที่เข้มแข็งและมีศักยภาพ ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พยายามเพิ่มช่องทางให้ลูกหนี้สามารถกลับมาเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ และการให้สินเชื่อรายย่อยเพื่อใช้จ่ายฉุกเฉิน  

     ที่สำคัญ ได้มีการสร้างกลไกในการพัฒนาและฟื้นฟูศักยภาพลูกหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีศักยภาพในการหารายได้และสามารถชำระหนี้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้กลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการให้ความรู้ในการจัดทำ “บัญชีครัวเรือน” อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน เป็น “ภูมิคุ้มกัน” การเป็นหนี้ ตาม “ศาสตร์พระราชา” อีกด้วยนะครับ 

     กลุ่มสุดท้าย คือผู้ที่มีรายได้ประจำ แต่ยังมีภาระหนี้ล้นพ้นตัว ก็สามารถเข้าร่วมในโครงการ “คลินิกแก้หนี้” ที่มีการเปิดให้บริการแล้วในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา  เพื่อลดภาระการผ่อนชำระ และช่วยให้ประชาชนสามารถวางแผนการเงินที่เหมาะสม สร้างวินัยทางการเงิน ไม่ให้กลับมาเป็นหนี้ได้อีก   

     โดยสรุปแล้ว รัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่นะครับ ที่จะหามาตรการ ทั้งในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน “ควบคู่” กันไปเสมอ เพื่อให้เกิดการขจัดปัญหาได้อย่างจริงจังในระยะยาวโดยทั้งนี้ต้องอาศัยการตระหนักรู้ และปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะว่าหาก “คนไข้เชื่อฟังหมอ” กินยาตามกำหนด มีวินัยปฏิบัติตามคำแนะนำ และรู้วิธีป้องกันตนเองแล้ว ไม่เพียงจะหายป่วย แต่ร่างกายและจิตใจก็จะแข็งแรง มีแรง มีพลัง ต่อสู้ชีวิตได้อีกนะครับ 

     ผมก็หวังอย่างยิ่งนะครับ ว่าทุกฝ่ายจะช่วยกันทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เราต้องแก้ไขไปด้วยกันนะครับ เพื่อจะแก้ไขปัญหาหนี้ครัวให้ได้ในระยะยาว เพื่อจะลดภาระของพี่น้องประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศร่วมกันอีกด้วยนะครับ  

      ถึงแม้ว่าจะมีมาตรการต่างๆ ออกมามากมายแต่ปัญหาขอเราก็คือว่าทุกคนยังไม่สามารถจะเข้าอยู่ในระบบเหล่านั้นได้ ทุกคนนะครับ ก็จ้องไปหาช่องทางว่าจะทำกันอย่างไร อย่างน้อยเราก็เริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อนนะครับ มิฉะนั้นแล้ว การทีรัฐบาลไม่ว่าจะออกมาตรการใดก็ตาม ก็ไม่สามารถที่จะรองรับ หรือร่วมมือในมาตรการต่างๆ เหล่านั้นของรัฐได้ ก็เลยกลายเป็นว่าเหมือนรัฐไม่ดูแล ประชาชนมีรายได้น้อยลงนะครับมีหนี้สินมากขึ้น อะไรทำนองนี้อย่างที่มีคนพูดกล่าวกันในปัจจุบันนะครับ  

     ซึ่งเป็นเรื่องจริงนะครับ แต่เราจะทำอย่างไรล่ะครับ ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเองเลย เรายังคงทำแบบเดิม คิดแบบเดิม ไม่เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ ไม่พัฒนาตัวเอง รัฐก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนักนะครับ เพราะว่าเป็นการทำฝ่ายเดียว แล้วก็ผลกระทบตรงนั้นจะเกิดขึ้นจากหลายส่วนด้วยกันนะครับ ก็ขอให้ฟังรัฐบาลบ้างนะครับ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ให้ดีขึ้น ระยะยาว ดีกว่าที่จะมุ่งเน้นในเรื่องของการช่วยเหลือไปตลอดเวลา ซึ่งเป็นไปไม่ได้ทั้งหมดนะครับ " 


     ปรัชญาที่เรียบง่าย จากการประยุกต์ “ศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งรัฐบาลนี้ ได้เน้นการช่วยให้พี่น้องประชาชน ให้มีการเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน สร้างโอกาส สร้างตลาด รวมไปถึงการให้ความรู้ ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน เพื่อไม่ให้กลับไปมีหนี้สินล้นพ้นตัว ซ้ำเติมหนี้เดิม หรือก่อหนี้ใหม่


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน