"นิวยอร์คไทม์" เปิดบันทึกฉาว !! ลากไส้ความไร้มนุษยธรรมชนชั้นปกครอง ???

Publish 2016-02-23 20:55:17

 


วันนี้ ( 23 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  Thomas Fuller ผู้สื่อข่าวจาก New York Times ได้เขียนรายงานเรื่อง Reporting on Life, Death and Corruption in Southeast Asia ซึ่งเปิดประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความยุติธรรม การคอรัปชั่น และชีวิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะประเทศไทยอย่างตรงไปตรงมาจากมุมมองของสื่อตะวันตกที่เข้ามาทำงานในภูมิภาคนี้เกือบ 20 ปี

 

 

 

ในการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในปี 2553 ผู้ชุมนุมได้สร้างกำแพงจากไม้ขึ้นบริเวณใจกลางกรุงเทพฯ โดยอีกฝากของกำแพง คือ กองทัพไทยซึ่งกำลังเตรียมการที่จะเข้าสลายการชุมนุมของพวกเขา ในช่วงเวลาใกล้ค่ำผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล นายทหารของกองทัพไทยที่เปลี่ยนข้างมายืนอยู่กับผู้ชุมนุมประท้วงในขณะนั้น ผมถามเขาว่าคุณคิดจะทำอย่างไรต่อไป???


“กองทัพจะไม่สามารถเข้ามาที่นี่ได้ กองทัพประชาชนจะไม่ยอมถอย” เขาตอบผม สิ้นเสียงของเขา เสียงปืนซุ่มยิงจากสไนเปอร์ก็ดังขึ้น พล.ต.ขัตติยะ ล้มลงตรงหน้าผม พริบตาก่อนหน้านี้เขายังตอบคำถามของผมอยู่ แต่ตอนนี้เขาล้มลงที่พื้น นัยน์ตายังเปิดอยู่ ชุดลายพรางทหารของเขาถูกปกคลุมด้วยเลือด รอบข้างตัวผมกลายเป็นภาพสโลว์โมชั่นเมื่อผมมองเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมอุ้มพล.ต.ขัตติยะ ออกจากพื้นที่ กระสุนที่ยิงใส่พล.ต.ขัตติยะ ในปี 2553 ห่างจากศีรษะผมเพียงไม่กี่นิ้ว!!!

 

การลอบสังหารพล.ต.ขัตติยะ ทำให้เขาไม่ได้สติอีกเลย และเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่กี่วัน มีรายงานสรุปว่าจุดที่มือสังหารลอบยิงพล.ต.ขัตติยะ คือ อาคารที่ฝ่ายกองทัพไทยควบคุม


จนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครถูกตั้งข้อหาในการลอบสังหารพล.ต.ขัตติยะ แต่สิ่งที่ปรากฏชัดเจน คือ นายพลของกองทัพไทย ซึ่งมีส่วนนำกำลังเข้าปราบปรามประชาชนผู้ชุมนุมในปี 2553 จนมีพลเรือนเสียชีวิตตามที่ศาลสั่งถึง 58 คน วันนี้เป็นนายกรัฐมนตรีของไทย!!!

“น่าเศร้า ที่มีบางคนต้องเสียชีวิต” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นกล่าว ข้อกล่าวหาในคดีฆาตกรรมของเขาถูกยกฟ้องแล้วในตอนนี้

 

อันที่จริงแล้วข้อมูลว่าใครเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายไม่ว่าจะเป็น การตัดป่าอย่างผิดกฎหมาย ค้ายาเสพติด มีส่วนได้เสียจากการทุจริตในภาครัฐ แม้แต่การยิงประชาชนผู้ชุมนุมประท้วง หรือการร่ำรวยอย่างผิดปกติ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความลับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่อย่างใด

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพลผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศไทยในขณะนี้ มีอาชีพเป็นทหารมาตลอดชีวิต แต่ล่าสุดมีการเปิดเผยทรัพย์สินของเขามีมูลค่าถึง 140 ล้านบาท ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นเงินสด การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินนี้เกิดขึ้นหลังการเข้ายึดอำนาจของพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อ 2 ปีก่อน

 

อย่างไรก็ตามพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยอธิบายถึงความไม่สอดคล้องกันของมูลค่าทรัพย์สินที่เขามี เมื่อเปรียบเทียบกับเงินเดือนทหารสูงสุดของเขาซึ่งมีรายได้ต่อปีเพียง 1.4 ล้านบาท “อย่าตัดสินคนอื่น ด้วยบรรทัดฐานส่วนตัว” เขาประกาศในการแถลงข่าวต่อสถานีโทรทัศน์ หลังจากมีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของคณะผู้ก่อการรัฐประหาร

เช่นเดียวกับปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัยและการค้ามนุษย์ หลังจากมีข่าวเรื่องการลี้ภัยของผู้ลี้ภัยจากประเทศพม่าเข้ามายังประเทศไทย ในขณะที่มีความพยายามจะช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แม้จะมีความช่วยเหลือจากกองทัพเรือไทย แต่สุดท้ายเมื่อไม่มีผู้สื่อข่าวในพื้นที่ กองทัพเรือไทยก็ผลักดันผู้ลี้ภัยเหล่านั้นออกสู่ทะเลเปิด

 

แต่สิ่งที่สร้างความอับอายมากที่สุด ก็คือการที่รัฐบาลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องจำนนด้วยหลักฐาน ว่าเจ้าหน้าที่รัฐของพวกเขาเข้าไปมีส่วนในการลักลอบค้ามนุษย์ ซึ่งก็คือผู้ลี้ภัยจากพม่า ในประเทศไทยตำรวจระดับนายพลหัวหน้าทีมสืบสวนเรื่องการค้ามนุษย์ถึงกับต้องลี้ภัยไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยเขาระบุว่าถูกข่มขู่จากผู้มีอิทธิพล

 

 

 

ในปัจจุบันยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าคณะรัฐประหารของไทยจะออกจากอำนาจเมื่อไหร่ แต่คณะทหารผู้ก่อการไม่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างแน่นอน เพราะหลังจากการยึดอำนาจพวกเขาได้ออกกฎหมายใหม่ ซึ่งทำให้การกระทำของพวกเขาถูกต้องตามกฎหมาย โดยระบุไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ว่าการกระทำใดใดของพวกเขาล้วนแต่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ หรือถูกดำเนินการใดใดทางกฎหมาย

 

 

 

นอกจากนี้พยานในเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 2553 น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา พยาบาลสาวซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ อ้างว่าเห็นทหารยิงผู้ชุมนุม 6 คน ในปี 2558 เธอถูกจับกุมและควบคุมตัวตามคำสั่งของศาลทหาร ด้วยข้อกล่าวหาเป็นปรปักษ์กับรัฐบาลทหาร ทนายความของเธอกล่าวว่ากองทัพต้องการปิดปากเธอ

 

 

 

“ผู้คนถูกตามล่า และฆาตกรรม” น.ส.ณัฏฐธิดา เขียนออกมาจากคุกเมื่อเดือนก่อน พร้อมระบุว่าเธอเป็นพยานเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่

 

 

 

 

ด้านทนายความของผู้เสียหายจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 2553 ที่ยอมรับว่าแทบไม่มีหวังที่จะได้รับความยุติธรรมหลังจากกองทัพไทยเข้ามายึดอำนาจการปกครอง

 

 

 

 

 

ตลอดระยะเวลานับสิบปีที่ผมอยู่ที่นี่มีความหลากหลายของสถานการณ์เป็นอย่างมาก แต่คนไทยที่ผมรู้จักมีความอบอุ่น น่ารัก และสุภาพ ผมเรียนรู้วิธีการหัวเราะเพื่อกลบความเศร้าและไม่สบายใจจากเพื่อนชาวไทย ผมชอบอาหารไทยและรู้สึกซาบซึ้งในความเป็นเจ้าบ้านที่ดีของพวกเขา

 

 

 

 

 

แต่ผมรู้สึกหมดหวังกับความเลวร้ายของชนชั้นนำ รวมถึงการคอรัปชั่นที่กลืนกินสังคม จากผู้คนมากมายที่ผมเคยสัมภาษณ์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผมรู้จัก คือ ดินแดนของผู้คนที่ยอดเยี่ยม กับรัฐบาลที่เลวร้าย ซึ่งเสพติดวัฒนธรรมกระทำผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ

 

 

 


ที่มา http://www.nytimes.com/