ศาลพิพากษาจำคุกอดีตเณรคำผิดฐานพรากผู้เยาว์!

ศาลพิพากษาจำคุก"อดีตเณรคำ"ผิดฐานพรากผู้เยาว์!

Publish 2018-10-17 15:41:56


ศาลมีคำพิพากษาในคดีกระทำอนาจาร หมายเลขดำ อ.2340/60  ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวิรพล สุขผล อายุ 39 ปี หรืออดีตพระวิรพล ฉีตติโก หรืออดีตหลวงปู่เณรคำ อดีตประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม จ.ศรีสะเกษ เป็นจำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277,317

ตามฟ้องโจทก์เมื่อเดือน ม.ค.43 - กลางปี 44 จำเลยพรากเด็กหญิงวัย 13 ปี เศษไปจากบิดา มารดา หรือ ผู้ปกครองเพื่อการอนาจารและกระทำชำเรานาน 2 ปี จนมีบุตรด้วยกัน 1 คน เหตุเกิด ต.โพธิ์ ต.หนองแก้ว อ.เมือง และ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ต.แสนสุข ต.ห้วยยาง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี และที่อื่นๆ เกี่ยวพันกัน จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด และเด็กที่เกิดมาไม่ใช่บุตรของตนเอง

 

 



ศาลพิเคราะห์คำเบิกความคู่ความทั้งสองแล้ว เห็นว่าผู้เสียหายเบิกความถึงพฤติการณ์สอดคล้องเป็นลำดับเรียงเหตุการณ์ สามารถเข้าชี้ที่เกิดเหตุต่อหน้าสื่อมวลชน ซึ่งหากไม่ใช่เรื่องจริงคงไม่สามารถปั้นสรรแต่งเรื่องขึ้นมากล่าวหาจำเลยได้ทัน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวหากมีการเผยแพร่ไปย่อมเป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียง อีกทั้งยังมีพยานโจทก์เบิกความถึงการโอนเงินผ่านคนกลางที่จำเลยส่งเป็นรายเดือนไปให้ผู้เสียหาย

ซึ่งคนกลางดังกล่าวนั้นไม่มีเหตุใดที่จะต้องโอนเงินให้ผู้เสียหายการที่จำเลยอ้างว่าให้เงินคนกลางเนื่องจากสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่และอำนวยความสะดวกฟังไม่ขึ้น อีกทั้งยังมีหลักเป็นบุหรี่ซิกก้าร์ที่จำเลยดูดเมื่อนำไปตรวจหาสารทางวิทยาศาสตร์และพบว่าผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ระบุถึงสารพันธุกรรมที่เข้ากันระหว่าง จำเลย ผู้เสียหายและบุตรผู้เสียหาย ในชั้นพิจารณาจำเลยนั้นให้การปฏิเสธที่จะตรวจดีเอนเอ โดยที่ไม่มีเหตุอันควรซึ่งหากจำเลยไม่มีความผิดย่อมไม่มีเหตุที่จะปฏิเสธ พยานหลักฐานทั้งโจทก์จำเลยรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่ากระทำชำเราเราผู้เสียหายซึ่งขณะนั้นอายุไม่ถึงอายุไม่ถึง 15 อยู่ภายใต้การปกครองของผู้เสียหายที่ 1 ที่มีศักดิ์เป็นยายจริง

 

 



การกระทำจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคเเรก , 317 วรรค3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษจำเลยฐานผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จำคุก 8 ปี และฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษจำคุก 8 ปี รวมลงโทษทั้งสิ้น 16 ปี ศาลยังเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยใช้ความเชื่อจากศรัทธามาใช้ประกอบการกระทำผิดส่งผลให้ศาสนามัวหมอง เป็นเรื่องร้ายแรง จึงให้นับโทษคดีนี้ต่อจากคดีในศาลอาญาที่จำเลยต้องคำพิพากษาในคดีฉ้อโกง,ฟอกเงิน ที่ศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไว้สูงสุด 20 ปี ด้วย รวม 2 คดี จำคุกอดีตเณรคำรวม 36 ปี

 

 

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย