ด่วน..ไม่เด้ง แต่เอาออกเลย!ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จัดหนัก เปิดชื่อตำรวจยัดยาพ่อค้าส้มตำ พร้อมให้ออกจากราชการ

ด่วน..ไม่เด้ง แต่เอาออกเลย!ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จัดหนัก เปิดชื่อตำรวจยัดยาพ่อค้าส้มตำ พร้อมให้ออกจากราชการ

Publish 2018-09-19 14:19:18


จากกรณีพ่อค้าส้มตำ ย่านอุรุพงศ์ เข้าแจ้งความถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนนครบาล 1 ตบทรัพย์ เข้าค้นห้องพักลูกสาวอ้างมียาเสพติด ก่อนเรียกรับเงินจำนวน 5 หมื่นบาท แลกจากการไม่ถูกดำเนินคดี โดยเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2561 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ สน.พญาไท นายศักดิ์ชัย แน่นอุดร อายุ 49 ปี ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด พ่อค้าขายส้มตำ  ย่านอุรุพงศ์ เดินทางมายัง สน.พญาไท เพื่อแจ้งความเพิ่มเติม โดยนายศักดิ์ชัย กล่าวว่า หลังจากที่ได้แจ้งความ ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน กรณีถูกนายตำรวจสืบสวนนครบาล 1 เรียกรับเงินจำนวน 50,000 บาท

 

โดยก่อนหน้านี้ ตนได้เข้าแจ้งความกับร้อยตำรวจโทพัฒนายุ ไหลสุพรรณวงศ์ รองสารวัตรสอบสวน สน.พญาไท หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นำกำลังเข้าตรวจค้นภายในห้องพักของลูกสาว คือนางสาวสโรชา แน่นอุดร อายุ 30 ปี ที่บ้านเลขที่ 165/12 ถนนพระรามหก ซอย 22 แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 

 

 

โดยค้นพบยาเสพติดภายในห้องดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนครบาล 1 พร้อมด้วยชายจำนวน 8 นาย ได้นำตัวนางสาวสโรชา ไปที่ห้องฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นายศักดิ์ชัย ซึ่งเป็นบิดา จึงได้ติดตามไป 
จากนั้นเวลาประมาณ 01.30 น. มีเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ทราบชื่อคือ ดาบตำรวจวรพล ได้คุมตัวนายศักดิ์ชัยไปพร้อมกับกล่าวว่าจะแจ้งข้อกล่าวหา “พาผู้ต้องหาหลบหนี” 
ต่อมาได้มีผู้ชาย 1 ราย อ้างว่ารู้จักกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนดังกล่าว เข้ามาขอเคลียร์คดีให้ โดยเรียกเงินจำนวน 50,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งดาบตำรวจวรพลได้รับเงินดังกล่าวไป และไม่มีการดำเนินคดี รวมถึงไม่ได้มีบันทึกประจำวันแต่อย่างใด

 

 

นายศักดิ์ชัย กล่าวต่อ ว่า หลังจากนั้นมีนายตำรวจยศสารวัตร นำเงินจำนวน 50,000 บาทมาคืนให้กับตนเอง ที่บริเวณหน้าซุ้มห้องฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายสืบสวนนครบาล 1 แต่อย่างใด หลังจากนั้นจึงลงบันทึกประจำวัน ซึ่งในวันนี้ได้เดินทางมาแจ้งความและให้การเพิ่มเติม ส่วนในข้อกล่าวหาอยู่ในดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน เนื่องจากตนเองไม่มีความรู้ในเรื่องกฎหมาย

 

 



โดยนายศักดิ์ชัย กล่าวว่า การกระทำของดาบตำรวจวรพล ที่นำชายฉกรรจ์ จำนวนกว่า 8 คน ซึ่งอาจไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาคุมตัวลูกสาวตนเอง เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือไม่เพราะตนเองไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยตนเองเคยรู้จักตำรวจนายนี้มาก่อนแล้ว สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ลูกชายของตนเองได้เคยมีเรื่องทะวิวาทกับกลุ่มของลูกชายนายตำรวจดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่พอใจกับนายตำรวจดังกล่าว จึงได้นำกำลังมาบุกค้นบ้านลูกสาวของตน แล้วอ้างว่าพบยาเสพติด โดยที่ตนขอดูของกลาง แต่กลับไม่ให้ดู แล้วยังแจ้งข้อกล่าวหาตน ว่า พาผู้ต้องหาหลบหนี 

โดยตนเองไม่รู้กฎหมายจึงเกิดความกลัว ยอมนำเงิน 50,000 บาทให้ไป ตามที่นายตำรวจคนดังกล่าวเรียกร้องมา เพื่อต้องการให้ยุติเรื่องทุกอย่างจากนั้นมีคนไปข่มขู่ที่บ้านว่า ไม่กลัวตายหรือ ตนจึงได้เข้าแจ้งความเพิ่มเติม

ซึ่งพนักงานสอบสวนพร้อมด้วยพลตำรวจตรีเสนิตย์ สำราญกิจ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และพันตำรวจเอกนิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผู้กำกับการ สน.พญาไท ร่วมสอบปากคำนายศักดิ์ชัยโดยผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ยืนยันว่าจะไม่ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิด ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย แต่ยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล 1 ที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 นาย 

ด้านพันตำรวจเอกวิชัย แดงประดับ หัวหน้าพนักงานสอบสวน กล่าวต่อว่า หากเรียกนายตำรวจ 2 นายดังกล่าวมาสอบสวนแล้วพบว่ามีมูลความผิดจริง ทางพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อกล่าวหา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ ข้อหากรรโชกทรัพย์ ต่อไป ส่วนบุคคลอื่น ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นตำรวจหรือไม่ ซึ่งหากกระทำความผิดจริง ต้องดำเนินการลงโทษตามความผิดวินัย โดยคดีนี้มีการแต่งตั้ง พันตำรวจเอกวิชัย แดงประดับ ผู้กำกับการกลุ่มพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนในคดีนี้

 

 

พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 เซ็นคำสั่งบก.น.1 ที่ 230/2561 ลงวันที่ 10 ก.ย. 61 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ซึ่งมีตำรวจ ยศนายดาบ สังกัด บก.น.1 กับพวกประมาณ 10 คน ร่วมกันกรรโชกและใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเอง หรือผู้อื่นจากนายศักดิ์ชัย (พ่อค้าส้มตำ)

บก.น.1 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่ 229/2561 ลงวันที่ 10 ก.ย.61 เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้การบริหารงานในภาพรวมของบก.น.1 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมิให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ ฉะนั้นอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และข้อ 6(2) และข้อ 8(3) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 สั่งการให้ข้าราชการตำรวจในสังกัด กก.สส.บก.น.1 จำนวน 7 นาย ได้แก่ ตำรวจยศ พ.ต.ต. 1 นาย ตำรวจยศ ร.ต.อ. 2 นาย ตำรวจยศ ด.ต. 3 นาย และ ตำรวจยศ ส.ต.ท. 1 นาย ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (ศปก.บก.น.1) โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิม ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

พล.ต.ต.เสนิต กล่าวว่า นอกจากมีคำสั่งย้ายตำรวจทั้ง 7 นาย ยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงอีกด้วย โดยมี พ.ต.อ.อภิฌาณ สวัสดิบุตร ผกก.(สอบสวน) กก.อก.บก.น.1 เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ให้เวลาสืบสวนข้อเท็จจริงทราบผลภายใน 15 วัน

 

 

 

เกี่ยวรับกรณีที่เกิดขึ้นนี้ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่าพฤติกรรมของกลุ่มตำรวจกลุ่มนี้เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ผิดตามมาตรา 148 มีโทษจำคุก5ปีจนถึงประหารชีวิต โดยปกติต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตำรวจไม่ดีทำไมไม่ให้ออกจากราชการแล้วรีบดำเนินคดีอาญาเพราะคดีนี้หลักฐานชัดเจน นี่แค่สั่งย้ายยังได้รับเงินเดือนไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรแค่เปลี่ยนที่ทำงานไม่ใช่การลงโทษ ทำแค่นี้พฤติกรรมจะเปลี่ยนไหม

 

 

จริงๆควรให้ออกจากราชการไปจะได้ไม่มีอำนาจไปกลั่นแกล้งใครคนอื่นอีก ทำผิดขนาดนี้ประพฤติชั่วร้ายแรงขนาดนี้ต้องไล่ออกเท่านั้น "จะย้ายทำไม" คนพวกนี้ต้องไล่ออกไปคนที่อยากเป็นตำรวจมีเยอะแยะก็ให้ตำรวจน้ำดีเข้ามาแทน

 

 

 

ต่อมา พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม กล่าวถึงกรณีที่นายศักดิ์ชัย แน่นอุดร แจ้งความดำเนินคดีกับ 7 นายตำรวจสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ที่ไปรีดทรัพย์ ว่า ได้กำชับไปยัง พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งตำรวจทั้ง 7 นาย ได้มีคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการ ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยขาดจากหน้าที่เดิม ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนกรณีที่มีประชาชนเข้าร้องเรียนว่าถูกกลุ่มตำรวจดังกล่าวเรียกรับผลประโยชน์นั้น ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าวตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ถ้าตรวจสอบพบว่าหากพบมีความผิด จะดำเนินคดีอาญาและวินัย รวมทั้งผู้บังคับบัญชา ที่ปล่อยประละเลย สำหรับมาตรการการตรวจค้นของตำรวจมาภายในเคหะสถานรวมทั้งบุคคลที่เป็นเยาวชน ตำรวจทำตามขั้นตอน มีแบบแผนที่ชัดเจน ส่วนจะมีข้อบกพร่องหรือไม่อย่างไรขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ตนได้กำชับไปยังตำรวจทั่วประเทศให้ระมัดระวังและรอบคอบในการปฏิบัติ เพื่อลดข้อครหา
     

 

ด้าน พันตำรวจเอก วิชัย แดงประดับ ผู้กำกับการ กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ระบุว่า จะส่งหนังสือเชิญตำรวจทั้ง 6 นาย เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดที่บริเวณจุดเกิดเหตุ ทางตำรวจได้ส่งหนังสือประสานไปยังกรุงเทพมหานครแล้ว ซึ่งคาดว่าจะทราบผลภายในเร็ว ๆ นี้ เพื่อดำเนินการต่อไป

 

 



ต่อมา นายศักดิ์ชัย พ่อค้าขายส้มตำ เดินทางเข้าให้ปากคำต่อ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสพะเวช ผบช.น. พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.1 โดยภายหลังการสอบปากคำร่วม 1 ชั่วโมง พล.ต.ท.ชาญเทพ กล่าวว่า ได้เรียกนายศักดิ์ชัยมาทำเข้าใจ เพราะหลังจากเห็นข่าวก็มีความกังวลใจว่าผู้เสียหายจะหวาดกลัวในความปลอดภัย ซึ่งได้ยืนยันหลังจากการพูดคุยกันแล้วว่าจะช่วยเหลืออย่างถึงที่สุดและหลังจากนี้ก็จะเร่งรัดในการทำสำนวนการสอบสวน ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าในเรื่องของการสอบสวนไปแล้วถึง 80% ขณะที่การสอบประเด็นทางวินัยน่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 24 ก.ย. และจะมีการเรียกนายศักดิ์ชัยมาพูดคุยอีกครั้งในวันที่ 25 ก.ย.เพื่อให้คลายความกังวลไปส่วนหนึ่ง ส่วนประเด็นการสอบสวนผู้กระทำผิดตอนนี้อยู่ในสำนวนยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ก็ได้รับปากกับทางผู้เสียหายไว้แล้วว่าจะให้ความเป็นธรรมจนถึงที่สุด ซึ่งถ้าตรวจสอบพบว่ากลุ่มตำรวจดังกล่าวทำความผิดจริงก็จะดำเนินคดีอาญา และ ลงโทษทางวินัยร้ายแรงแน่นอน

ด้านนายศักดิ์ชัย กล่าวว่า วันนี้รู้สึกเป็นที่น่าพอใจ มีการสอบถามความเป็นมาข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และก็เล่าไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าทางตำรวจให้ความเป็นธรรมแก่ตนได้หลังจากนี้วันที่ 25 ก.ย.ก็จะต้องรอดูกันต่อไป นอกจากนี้อยากให้ทางตำรวจไปตรวจสอบที่บ้านและให้ความคุ้มครองเพราะไม่กี่วันก่อนมีจดหมายจ่าหน้าซองชื่อตนและลูกสาวโดยมีเนื้อหาเชิงข่มขู่และมีข้อความระบุว่า "ชีวิตมึงจะไม่ตายดี ต้องตายข้างถนน"จึงได้ให้ลูกสาวถ่ายรูปเอาไว้เป็นหลักฐานและนำมาแจ้งแก่ท่านผบช.น. เนื่องจากเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของครอบครัวและตนก็กินไม่ได้นอนไม่หลับมา2วันแล้ว

 

ล่าสุด  พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้ลงนามในคำสั่งให้ 6 นายตำรวจยศตั้งแต่สารวัตร-รองสารวัตร และผู้บังคับหมู่งานสืบสวน ที่ นายศักดิ์ชัย แน่นอุดร อายุ 49 ปี พ่อค้าส้มตำ กล่าวหาว่าถูกตำรวจ ทั้ง 6 นาย และกับพลเรือนอีก 3 คน ร่วมกันกรรโชก และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เรียกรับเงินสินบนจากตนเป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท เหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวได้ร้องทุกข์ สน.พญาไท แล้ว

โดยมีรายชื่อตำรวจที่มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ประกอบด้วย

1. พ.ต.ต.บัญชา เจือจาน สว.ธร.สน.บางนา ปฏิบัติราชการ สว.กก.สส.บก.น.1
2. ร.ต.อ.สันติ คำพันธุ์ รอง สว.กก.สส.บก.น.1
3. ร.ต.อ.ไพรัช ภู่ระหงษ์ รอง สว.กก.สส.บก.น.1
4. ด.ต.วรพล สันติพิริยาภรณ์ ผบ.หมู่งานสืบสวน กก.สส.บก.น.1
5. ด.ต.เกษม โอชาพงศ์ ผบ.หมู่งานสืบสวน กก.สส.บก.น.1
6. ด.ต.สงกรานต์ ราชไชยา ผบ.หมู่งานสืบสวน กก.สส.บก.น.1
 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย