6 ตำรวจยัดยาพ่อค้าส้มตำ เคลื่อนไหว...หลักฐานเด็ดกล้องวงจรปิดจุดเกิดเหตุ!

6 ตำรวจยัดยาพ่อค้าส้มตำ เคลื่อนไหว...หลักฐานเด็ดกล้องวงจรปิดจุดเกิดเหตุ!

Publish 2018-09-13 17:26:49


จากกรณีพ่อค้าส้มตำ ย่านอุรุพงศ์ เข้าแจ้งความถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนนครบาล 1 ตบทรัพย์ เข้าค้นห้องพักลูกสาวอ้างมียาเสพติด ก่อนเรียกรับเงินจำนวน 5 หมื่นบาท แลกจากการไม่ถูกดำเนินคดี โดยเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2561 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ สน.พญาไท นายศักดิ์ชัย แน่นอุดร อายุ 49 ปี ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด พ่อค้าขายส้มตำ  ย่านอุรุพงศ์ เดินทางมายัง สน.พญาไท เพื่อแจ้งความเพิ่มเติม โดยนายศักดิ์ชัย กล่าวว่า หลังจากที่ได้แจ้งความ ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน กรณีถูกนายตำรวจสืบสวนนครบาล 1 เรียกรับเงินจำนวน 50,000 บาท

 

โดยก่อนหน้านี้ ตนได้เข้าแจ้งความกับร้อยตำรวจโทพัฒนายุ ไหลสุพรรณวงศ์ รองสารวัตรสอบสวน สน.พญาไท หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นำกำลังเข้าตรวจค้นภายในห้องพักของลูกสาว คือนางสาวสโรชา แน่นอุดร อายุ 30 ปี ที่บ้านเลขที่ 165/12 ถนนพระรามหก ซอย 22 แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 

 

 

โดยค้นพบยาเสพติดภายในห้องดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนครบาล 1 พร้อมด้วยชายจำนวน 8 นาย ได้นำตัวนางสาวสโรชา ไปที่ห้องฝ่ายสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 นายศักดิ์ชัย ซึ่งเป็นบิดา จึงได้ติดตามไป 
จากนั้นเวลาประมาณ 01.30 น. มีเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ทราบชื่อคือ ดาบตำรวจวรพล ได้คุมตัวนายศักดิ์ชัยไปพร้อมกับกล่าวว่าจะแจ้งข้อกล่าวหา “พาผู้ต้องหาหลบหนี” 
ต่อมาได้มีผู้ชาย 1 ราย อ้างว่ารู้จักกับเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนดังกล่าว เข้ามาขอเคลียร์คดีให้ โดยเรียกเงินจำนวน 50,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งดาบตำรวจวรพลได้รับเงินดังกล่าวไป และไม่มีการดำเนินคดี รวมถึงไม่ได้มีบันทึกประจำวันแต่อย่างใด

 

 

นายศักดิ์ชัย กล่าวต่อ ว่า หลังจากนั้นมีนายตำรวจยศสารวัตร นำเงินจำนวน 50,000 บาทมาคืนให้กับตนเอง ที่บริเวณหน้าซุ้มห้องฝ่ายสืบสวน สน.พญาไท โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายสืบสวนนครบาล 1 แต่อย่างใด หลังจากนั้นจึงลงบันทึกประจำวัน ซึ่งในวันนี้ได้เดินทางมาแจ้งความและให้การเพิ่มเติม ส่วนในข้อกล่าวหาอยู่ในดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน เนื่องจากตนเองไม่มีความรู้ในเรื่องกฎหมาย

 

 



โดยนายศักดิ์ชัย กล่าวว่า การกระทำของดาบตำรวจวรพล ที่นำชายฉกรรจ์ จำนวนกว่า 8 คน ซึ่งอาจไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาคุมตัวลูกสาวตนเอง เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือไม่เพราะตนเองไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยตนเองเคยรู้จักตำรวจนายนี้มาก่อนแล้ว สืบเนื่องมาจากก่อนหน้านี้ลูกชายของตนเองได้เคยมีเรื่องทะวิวาทกับกลุ่มของลูกชายนายตำรวจดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่พอใจกับนายตำรวจดังกล่าว จึงได้นำกำลังมาบุกค้นบ้านลูกสาวของตน แล้วอ้างว่าพบยาเสพติด โดยที่ตนขอดูของกลาง แต่กลับไม่ให้ดู แล้วยังแจ้งข้อกล่าวหาตน ว่า พาผู้ต้องหาหลบหนี 

โดยตนเองไม่รู้กฎหมายจึงเกิดความกลัว ยอมนำเงิน 50,000 บาทให้ไป ตามที่นายตำรวจคนดังกล่าวเรียกร้องมา เพื่อต้องการให้ยุติเรื่องทุกอย่างจากนั้นมีคนไปข่มขู่ที่บ้านว่า ไม่กลัวตายหรือ ตนจึงได้เข้าแจ้งความเพิ่มเติม

ซึ่งพนักงานสอบสวนพร้อมด้วยพลตำรวจตรีเสนิตย์ สำราญกิจ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และพันตำรวจเอกนิติวัฒน์ แสนสิ่ง ผู้กำกับการ สน.พญาไท ร่วมสอบปากคำนายศักดิ์ชัยโดยผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ยืนยันว่าจะไม่ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำความผิด ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย แต่ยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนนครบาล 1 ที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 นาย 

ด้านพันตำรวจเอกวิชัย แดงประดับ หัวหน้าพนักงานสอบสวน กล่าวต่อว่า หากเรียกนายตำรวจ 2 นายดังกล่าวมาสอบสวนแล้วพบว่ามีมูลความผิดจริง ทางพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อกล่าวหา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ ข้อหากรรโชกทรัพย์ ต่อไป ส่วนบุคคลอื่น ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นตำรวจหรือไม่ ซึ่งหากกระทำความผิดจริง ต้องดำเนินการลงโทษตามความผิดวินัย โดยคดีนี้มีการแต่งตั้ง พันตำรวจเอกวิชัย แดงประดับ ผู้กำกับการกลุ่มพนักงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนในคดีนี้

 

 

พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 เซ็นคำสั่งบก.น.1 ที่ 230/2561 ลงวันที่ 10 ก.ย. 61 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติราชการ ซึ่งมีตำรวจ ยศนายดาบ สังกัด บก.น.1 กับพวกประมาณ 10 คน ร่วมกันกรรโชกและใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเอง หรือผู้อื่นจากนายศักดิ์ชัย (พ่อค้าส้มตำ)

บก.น.1 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่ 229/2561 ลงวันที่ 10 ก.ย.61 เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป จึงมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้การบริหารงานในภาพรวมของบก.น.1 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมิให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ ฉะนั้นอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 และข้อ 6(2) และข้อ 8(3) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 สั่งการให้ข้าราชการตำรวจในสังกัด กก.สส.บก.น.1 จำนวน 7 นาย ได้แก่ ตำรวจยศ พ.ต.ต. 1 นาย ตำรวจยศ ร.ต.อ. 2 นาย ตำรวจยศ ด.ต. 3 นาย และ ตำรวจยศ ส.ต.ท. 1 นาย ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (ศปก.บก.น.1) โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิม ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

พล.ต.ต.เสนิต กล่าวว่า นอกจากมีคำสั่งย้ายตำรวจทั้ง 7 นาย ยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงอีกด้วย โดยมี พ.ต.อ.อภิฌาณ สวัสดิบุตร ผกก.(สอบสวน) กก.อก.บก.น.1 เป็นหัวหน้าชุดสอบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ให้เวลาสืบสวนข้อเท็จจริงทราบผลภายใน 15 วัน

 

 

 

เกี่ยวรับกรณีที่เกิดขึ้นนี้ทนายเดชา กิตติวิทยานันท์ได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่าพฤติกรรมของกลุ่มตำรวจกลุ่มนี้เป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ผิดตามมาตรา 148 มีโทษจำคุก5ปีจนถึงประหารชีวิต โดยปกติต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตำรวจไม่ดีทำไมไม่ให้ออกจากราชการแล้วรีบดำเนินคดีอาญาเพราะคดีนี้หลักฐานชัดเจน นี่แค่สั่งย้ายยังได้รับเงินเดือนไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรแค่เปลี่ยนที่ทำงานไม่ใช่การลงโทษ ทำแค่นี้พฤติกรรมจะเปลี่ยนไหม

 

 

จริงๆควรให้ออกจากราชการไปจะได้ไม่มีอำนาจไปกลั่นแกล้งใครคนอื่นอีก ทำผิดขนาดนี้ประพฤติชั่วร้ายแรงขนาดนี้ต้องไล่ออกเท่านั้น "จะย้ายทำไม" คนพวกนี้ต้องไล่ออกไปคนที่อยากเป็นตำรวจมีเยอะแยะก็ให้ตำรวจน้ำดีเข้ามาแทน

 

 

 

ขอบคุณ Decha Kittivittayanan



พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. ด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม กล่าวถึงกรณีที่นายศักดิ์ชัย แน่นอุดร แจ้งความดำเนินคดีกับ 7 นายตำรวจสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ที่ไปรีดทรัพย์ ว่า ได้กำชับไปยัง พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. ให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งตำรวจทั้ง 7 นาย ได้มีคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการ ที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 โดยขาดจากหน้าที่เดิม ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนกรณีที่มีประชาชนเข้าร้องเรียนว่าถูกกลุ่มตำรวจดังกล่าวเรียกรับผลประโยชน์นั้น ได้สั่งการให้กองบัญชาการตำรวจนครบาล ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุดังกล่าวตามที่กล่าวอ้างหรือไม่ ถ้าตรวจสอบพบว่าหากพบมีความผิด จะดำเนินคดีอาญาและวินัย รวมทั้งผู้บังคับบัญชา ที่ปล่อยประละเลย สำหรับมาตรการการตรวจค้นของตำรวจมาภายในเคหะสถานรวมทั้งบุคคลที่เป็นเยาวชน ตำรวจทำตามขั้นตอน มีแบบแผนที่ชัดเจน ส่วนจะมีข้อบกพร่องหรือไม่อย่างไรขึ้นอยู่กับคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ตนได้กำชับไปยังตำรวจทั่วประเทศให้ระมัดระวังและรอบคอบในการปฏิบัติ เพื่อลดข้อครหา
     

 

ล่าสุด พันตำรวจเอก วิชัย แดงประดับ ผู้กำกับการ กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ระบุว่า จะส่งหนังสือเชิญตำรวจทั้ง 6 นาย เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมอีกครั้ง ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดที่บริเวณจุดเกิดเหตุ ทางตำรวจได้ส่งหนังสือประสานไปยังกรุงเทพมหานครแล้ว ซึ่งคาดว่าจะทราบผลภายในเร็ว ๆ นี้ เพื่อดำเนินการต่อไป

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

นายลัทธภพ แก้วโย