คลังออกโรงแจง หลังกระแส5 แบงก์ใหญ่เสี่ยงล่ม ทำประชาชนแตกตื่น(รายละเอียด)

คลังออกโรงแจง หลังกระแส5 แบงก์ใหญ่เสี่ยงล่ม ทำประชาชนแตกตื่น(รายละเอียด)

Publish 2017-09-26 15:32:01

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึง กรณีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ ธปท. เรื่องรายชื่อธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ ปี 2560 (มาตรการ D-SIBs) ว่า การออกประกาศดังกล่าวเป็นไปตามมาตรฐานสากล ที่ ธปท. ต้องการให้ธนาคารพาณิชย์ไทยมีมาตรฐานการดำเนินงานเช่นเดียวกับนานาชาติ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ทั้ง 5 แห่งมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะมีผลประกอบการสูงมาก โดยที่ผ่านมามีอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ BIS retro มากกว่าที่กำหนดอยู่แล้ว สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทย จึงยืนยันว่าธนาคารพาณิชย์ทั้ง 5 แห่งไม่ได้มีปัญหาด้านสถานะทางการเงิน และไม่มีนัยยะสำคัญที่ต้องดูแลเป็นการเฉพาะ แต่เป็นการประกาศตามมาตรฐานเท่านั้น

ส่วนกรณีมีข้อมูลว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก แนะนำให้ลูกค้าปรับสัดส่วนเงินฝากเพื่อเลี่ยงการเสียภาษีนั้น ขณะนี้กรมสรรพากร อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมก่อนเข้าไปดำเนินการอบรมให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับธนาคารพาณิชย์ โดยยืนยันว่าผู้ฝากเงินทุกรายจะต้องเสียภาษีตามกฎหมาย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นธนาคารพาณิชย์ไม่ควรแนะนำให้ลูกค้าดำเนินการปรับสัดส่วนบัญชีเงินฝาก

ทั้งนี้ประชาชนอาจจะมีความแตกตื่นหลังจากที่มีการประกาศออกมา ทำให้มีการกระจายข่าวออกไป ซึ่งยังมีการประชาสัมพันธ์ไม่มากพอ



ขณะที่ นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ธนาคารทั้ง 5 แห่ง จะต้องเพิ่มการดำรงเงินกองทุนชั้นที่ 1 โดยทยอยดำรงเพิ่มขึ้น 0.5% ในปี 2562 และเพิ่มเป็น 1% ในปี 2563 และธนาคารทั้ง 5 แห่ง จะต้องมีการรายงานข้อมูล และสถานะของธนาคารถี่ขึ้นเป็นประจำทุกเดือน จากปกติที่จะรายงานเป็นรายไตรมาส

ทั้งนี้ ยังไม่พบการเคลื่อนย้ายเงินฝาก จาก 5 ธนาคารดังกล่าว แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งต่างประเทศที่ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีผลกระทบเรื่องดังกล่าวเช่นกัน เพราะเกณฑ์นี้ถือเป็นเกณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความเข้มแข็งให้กับสถาบันการเงิน

 


ด้าน นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า เป็นการเพิ่มขั้นต่ำอัตราการดำรงเงินกองทุนชั้นที่ 1 หรือ กันสำรองขั้นต้น จาก 6.5% เป็น 7.5% สำหรับธนาคารที่เข้าเกณฑ์ความสำคัญ 4 ด้าน ตามที่มาตรฐานสากล บาร์เซล 3 (Basel III) กำหนด คือ 1. ขนาดและปริมาณธุรกรรมใหญ่ 2. ความเชื่อมโยงในทำธุรกรรมมีมาก 3. เป็นผู้ให้บริการหลักในโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงิน 4. ความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาก ซึ่งสถาบันการเงินในไทยที่เข้าเกณฑ์ ดังกล่าว มี 5 ธนาคาร ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ /ธนาคารกรุงไทย/ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา/ ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบ

การเพิ่มขั้นต่ำการกันสำรองดังกล่าว จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินภายในประเทศให้มากขึ้น ไม่มีผลกระทบต่อเงินฝากของประชาชน และไม่กระทบต่อการดำเนินงานของสถาบันการเงินดังกล่าว รวมทั้งไม่ต้องเพิ่มอัตราส่วนการกันสำรองเงินกองทุนเพิ่ม 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน