ตื่นตะลึงไปทั้งเพนตากอน!!! นายทหารระดับสูงสหรัฐฯ แฉ สหรัฐฯ หมดสิทธิ์ป้องกันขีปนาวุธ ไฮเปอร์โซนิกของรัสเซีย และ จีน ได้อีกต่อไป

Publish 2018-04-09 18:32:32

หากมองกันในเชิงยุทธศาสตร์ ข่าวดังกล่าวอาจจะเป็นการปล่อยข่าวลวงให้ทางด้านรัสเซีย และ จีนนั้นตายใจว่ามีขีปนาวุธ และอาวุธใหม่ ๆ ล้ำหน้าสหรัฐฯไปแล้วก็อาจจะเป็นไปได้ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นการรวมหัวของบรรดานายทหาร ที่จะเรียกร้องงบประมาณเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

 



ถ้าจำกันได้เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2561 ทางด้านรัสเซียได้ประกาศถึงความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธสุดไฮเทค ที่มีความเร็วระดับเหนือเสียงหลายเท่าตัว หรือที่เรียกกันว่า ไฮเปอร์โซนิก (hypersonic missile)  โดยทางด้านผู้นำรัสเซีย อย่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่าเป็น อาวุธชนิดนี้เป็นอาวุธในอุดมคติชนิดหนึ่งที่ทางด้านรัสเซีย ได้พัฒนาขึ้นมาซึ่งมันมีประสิทธิภาพในการเจาะผ่านระบบป้องกันภัยทางอากาศได้ทุกระบบ

 

 

 

ขีปนาวุธ ไฮเปอร์โซนิก  รุ่นดังกล่าวนั้นคือ คินชัล  หรือที่แปลว่ากริช ได้ดำเนินการปล่อยออกมาจากเครื่องบินขับไล่สกัดกั้นความเร็วเหนือเสียง (supersonic) รุ่น MiG-31 ซึ่งบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจากสนามบินแห่งหนึ่งในเขตทหารภาคใต้ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของรัสเซีย  โดยทางด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า การปล่อยขีปนาวุธครั้งนี้เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ และขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ที่มีความเร็วเหนือเสียงตั้งแต่ 5 เท่าตัวขึ้นไป สามารถพุ่งเข้าสู่เป้าหมายของมันได้สำเร็จ

 

 

 

กระทรวงกลาโหมรัสเซียยังเผยแพร่คลิปวิดีโอซึ่งแสดงให้เห็นตั้งแต่ช่วงที่นักบิน 2 คนกำลังสวมชุดสำหรับขึ้นบิน จากนั้นก็วิ่งไปยังเครื่องบินไอพ่นลำหนึ่งที่มีขีปนาวุธขนาดใหญ่ลูกหนึ่งติดตั้งอยู่ตรงใต้ท้องของเครื่อง คลิปวิดีโอยังแสดงให้เห็นขีปนาวุธลูกหนึ่งถูกปล่อยออกมาจากเครื่องบินซึ่งกำลังบินอยู่กลางเวหา และแล่นทะยานตัดท้องฟ้าอันดำมืด โดยทิ้งกลุ่มควันสีขาวเป็นทางยาวเอาไว้เบื้องหลังตามเส้นทางที่มันวิ่งผ่าน

 

 

 

ขีปนาวุธคินชัล เป็นอาวุธรุ่นใหม่ ที่ทางด้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ นำมาเปิดเผยในการปราศรัยแถลงผลงานและนโยบายประจำปีเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก่อนหน้ารัสเซียจะจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่ในวันที่ 18 มีนาคมนี้ ซึ่งได้มีการดำเนินการต่างๆ เพื่อรับประกันว่าเขาจะต้องเป็นผู้ชนะ

 

 

 

ซึ่งทางด้านผู้นำรัสเซีย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขีปนาวุธรุ่นนี้เคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็ว 10 เท่าตัวของความเร็วเสียง และสามารถเอาชนะระบบป้องกันภัยทางอากาศต่างๆ ได้ ซึ่งขีปนาวุธรุ่นนี้ได้นำเข้าประจำการในเขตทหารภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมปีที่แล้ว

 

 

รองนายกรัฐมนตรี ดมิตริ โรโกซิน ของรัสเซีย เขียนเอาไว้บนเฟซบุ๊กว่า เครื่องบินขับไล่ซูเปอร์โซนิกรุ่น MiG -31 ที่จะใช้ในการบรรทุกขีปนาวุธรุ่นนี้ ก็ได้ผ่านการปรับปรุงยกระดับให้ทันสมัยยิ่งขึ้นเป็นพิเศษด้วยเช่นเดียวกัน

 

 


มาถึงวันนี้ เจ้าหน้าที่กลาโหมสหรัฐฯ ออกมาบอกว่า รัสเซียและจีนเร่งพัฒนาขีปนาวุธความเร็วสูงระดับไฮเปอร์โซนิก จนถึงเวลานี้สหรัฐฯ ตามไม่ทันป้องกันไม่ได้แล้ว เรื่องนี้ทำให้เกิดความตื่นตกใจขึ้นในหมู่สมาชิกรัฐสภาของสหรัฐฯ พอสมควร   เนื่องจากเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทางด้าน นายทหารอาวุโสและสมาชิกรัฐสภาของสหรัฐฯ หลายรายออกพูดถึง ขีปนาวุธความเร็วสูงระดับไฮเปอร์โซนิก คือจุดที่ทางด้านสหรัฐฯ จะต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ  โดยเฉพาะทางด้าน เจมส์ อิน วุฒิสมาชิกอเมริกันสังกัดพรรครีพับลิกันที่เป็นสมาชิกอาวุโสคนหนึ่งในคณะกรรมาธิการการทหารของสภาสูง ได้พูดถึงการเพิ่มงบประมาณเพื่อนำไปสนับสนุนโครงการขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิกของสหรัฐฯ เนื่องจากเวลานี้สหรัฐฯ นั้นล้าหลังในการพัฒนาขีปนาวุธดังกล่าว และไม่ได้มีการป้องกันใดๆ เลยซึ่งสามารถที่จะรับมือได้เมื่อมีการใช้อาวุธเช่นนี้มาเล่นงานสหรัฐฯ

 

 


 ขณะที่ทางด้านพลอากาศเอก จอห์น ไฮเทน ผู้บัญชาการของกองบัญชาการทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ กล่าวขณะให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการการทหารของวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ถ้า จำแนกคลังแสงนิวเคลียร์ยุทธศาสตร์ตามวิธีการในการยิงหรือการส่งอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ ขีปนาวุธข้ามทวีป ที่ยิงจากภาคพื้นดิน, เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ ที่เป็นการโจมตีทางอากาศ, และขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำ และขณะนี้ต้องยอมรับว่าสหรัฐฯ เริ่มถูกทิ้งห่างจากคู่แข่งอย่างจีน และรัสเซียมากยิ่งขึ้นในการพัฒนาขีปนาวุธเหล่านี้

 

 


ทางด้านโธมัส คาราโค ผู้อำนวยการของโครงการการป้องกันขีปนาวุธ แห่ง ศูนย์กลางเพื่อยุทธศาสตร์ศึกษาและการระหว่างประเทศศึกษา ถูกตั้งคำถามที่น่าสนใจ และต้องตกใจเมื่อเขาตอบออกมาอย่างตรงไปตรงมา เขาถูกถามว่าสหรัฐฯล้าหลังรัสเซียและจีนในเรื่องไฮเปอร์โซนิกจริงๆ หรือ เขาก็ตอบอย่างเรียบๆ ว่าจริงครับ โดยมีเหตุผลสำทับว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯ ไม่ได้ดำเนินอะไรที่แสดงให้เห็นได้เลยว่าจะสามารถเทียบเคียงกับสองประเทศดังกล่าวที่เดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  นอกจากการพัฒนาอาวุธใหม่แล้วเวลานี้สหรัฐฯ ยังมีเรื่องที่น่ากลัวกว่านั้นคือล้มเหลวในด้านการพัฒนาตัวเซนเซอร์จับสัญญาณและเครื่องยิงที่จำเป็นสำหรับการยิงทำลาย ขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก ของพวกเขาอีกด้วย

 

 

 

 

หากมองกันในเชิงยุทธศาสตร์ ข่าวดังกล่าวอาจจะเป็นการปล่อยข่าวลวงให้ทางด้านรัสเซีย และ จีนนั้นตายใจว่ามีขีปนาวุธ และอาวุธใหม่ ๆ ล้ำหน้าสหรัฐฯไปแล้วก็อาจจะเป็นไปได้ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นการรวมหัวของบรรดานายทหาร ที่จะเรียกร้องงบประมาณเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นคงต้องตามติดเรื่องการพัฒนาสิ่งเหล่านี้กันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้ว เป็นอย่างที่บรรดานายทหารออกมาพูดหรือไม่ แต่เชื่อได้ว่าไม่มีใครอยากให้สหรัฐฯ รัสเซีย หรือ แม้แต่จีน ขนออกมาพิสูจน์กันว่าใครแน่กว่าใคร เพราะถ้าถึงเวลานั้น ความฉิบหายจะเกิดกับโลกทันที

 

 

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

สถาพร เกื้อสกุล