น้ำเน่ายิ่งกว่าละคร!!! แมงปอ ชลธิชา เปิดใจเล่าชีวิตสุดช้ำ สมัยโด่งดังเป็นพลุแตก อะไรคือจุดเปลี่ยน? ทำคนเม้าท์เป็นนักร้องลูกทุ่งตกอับ!?

น้ำเน่ายิ่งกว่าละคร!!! "แมงปอ ชลธิชา" เปิดใจเล่าชีวิตสุดช้ำ สมัยโด่งดังเป็นพลุแตก อะไรคือจุดเปลี่ยน? ทำคนเม้าท์เป็นนักร้องลูกทุ่งตกอับ!?

Publish 2018-02-27 23:13:11

ถ้าพูดถึงนักร้องลูกทุ่งสาวสุดแซ่บ ผลงานโดดเด่น โด่งดังทั่วบ้านทั่วเมือง ต้องยกให้เธอคนนี้จริงๆ สำหรับ  "แมงปอ ชลธิชา" เจ้าของผลงานเพลงลูกทุ่งสุดฮิต เชื่อว่าถ้าเอ่ยชื่อใครๆ ก็ต้องรู้จักเธอ แมงปอเคยเป็นข่าวดังเมื่อครั้งออกมาประกาศว่าตั้งท้อง และไม่ขอแต่งงานใดๆ เนื่องจากเป็นการตัดสินใจเริ่้มต้นชีวิตใหม่กับผู้ชายอีกคน  จนมีหลายกระแสเม้าท์กันว่า พอไปมีครอบครัวแล้วชีวิตตกอับ ต้องขายข้าวแกงแทนการร้องเพลง จากเมื่อก่อนเคยโด่งดังมาก ตอนนี้ก็ไม่ดังแล้ว แถมยังมีข่าวลือว่าเธอโดนไล่ออกจากค่ายเพลง เพียงเพราะผิดใจกับลูกชายเจ้าของค่ายเพลงที่เป็นอดีตแฟนเก่า 

ล่าสุดแมงปอ ชลธิชา ได้มาให้สัมภาษณ์ พูดคุยในรายการ “คุยแซ่บ Show” ทางช่อง one31 ที่มีหนิง-ปณิตา, เบนซ์-พรชิตา และเป๊กกี้-ศรีธัญญา เป็นพิธีกร พร้อมเปิดใจถึงงานในวงการบันเทิงเมื่อสมัยโด่งดังหนักมาก แต่มาตอนนี้หลายคนมองว่าเธอตกอับ เคลียร์ใจชัดๆ ทุกประเด็นเลยทีเดียว ซึ่งคำถามแรกที่พิธีกรถามก็คือ ครั้งแรกเราเคยแต่งงานแล้ว แต่มาครั้งนี้มีลูกแล้วไม่แต่ง?



“เราเคยแต่งงานแล้ว จะบอกว่าผิดหวังจากครั้งแรกก็ก้ำกึ่งเนอะ เพราะเราแต่งแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เรารู้สึกว่าไม่ต้องจัดงานใหญ่โตหรืออะไร เราก็มีความสุขได้ การมีน้องสปูนเป็นการคุยกันและตั้งใจที่จะมี เราไปจดทะเบียนตอนท้องได้ 8 เดือนค่ะ คือด้วยความที่เราเคยจัดงานแต่งงานมาแล้ว และมันไม่ได้พิสูจน์ว่าเราจะอยู่กันอย่างยาวนาน มาครั้งนี้เลยตัดสินใจว่าทำแบบนี้ดีกว่า แต่เราคุยกับคุณพ่อคุณแม่ทั้งสองฝ่าย เขาก็โอเค ไม่มีปัญหาค่ะ มันก็แตกต่างนะระหว่างแต่งงานกับไม่แต่งงาน ช่วงนั้นปอยังอายุน้อยและทำงานเยอะ เราไม่ได้ออกไปไหนเลย ไม่ได้อยู่กับเพื่อน ไม่ได้ไปเที่ยว เลยรู้สึกว่าเราต้องมาเป็นแม่บ้านแม่เรือนตั้งแต่อายุยังน้อยเหรอ ก็อยากใช้ชีวิตที่อิสระอยู่ พูดตามตรงว่าผิดที่ตัวเราด้วยค่ะ ต้องขอบคุณสำหรับเวลา อายุเรามาถึงตอนนี้แล้ว ทำให้เราเข้าใจอะไรเยอะขึ้น ทั้งความรู้สึกเราและความรู้สึกเขา พอมีลูกชีวิตก็ดูซอฟต์ลง เข้าใจอะไรมากขึ้นค่ะ เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เรายังรับงานอยู่นะคะ แต่รับไม่เยอะ เพราะน้องยังเด็ก อยากให้เวลาเขาเต็มที่ค่ะ ก่อนที่จะมีเขาไม่ได้คิดเรื่องแต่งงานเลย คนก็ถามเยอะเหมือนกัน เราก็อยากแต่งนะ แต่รอเวลาให้เขารู้เรื่องก่อน เขาจะได้อยู่ในบรรยากาศนั้นด้วย”


แล้วที่มีคนเม้าท์ว่าเราตกอับถึงขั้นต้องไปขายข้าวแกง ทั้งๆ ที่เราเคยเป็นนักร้องเบอร์หนึ่งของค่าย ดังระดับประเทศ?
“คือจริงๆ แล้วร้านนี้เป็นร้านของคุณแม่ค่ะ เขาขายส้มตำอาหารตามสั่ง พอมีน้องแล้วเราก็ไปอยู่กับคุณแม่ที่บ้าน เพราะเวลาเรามีงานเราก็ต้องฝากเขาเลี้ยง มันก็ต้องเป็นไปโดยปริยายที่เราต้องช่วยเขา บางทีมีสั่งข้าว 30-40 กล่อง เขาทำไม่ทันเราก็ต้องไปช่วย จริงๆ ไม่ได้มีแค่ขายข้าวแกงค่ะ เราก็นั่งรถไปตลาด ไปเหมาซื้อรองเท้ามาขายออนไลน์ พยายามหาอะไรทำตลอดค่ะ”


รู้สึกว่าจุดที่เรายืนอยู่ เราคิดว่าเราตกอับมั้ย?

“ไม่ค่ะ ปอมีความสุขมากกว่า ปอคิดว่ามันอยู่ที่เราจะคิดว่ายังไง คือเมื่อก่อนนี้ปอหาเงินง่าย มาตอนนี้เราโฟกัสที่ลูกค่ะ เก็บเงินให้ลูกดีกว่า คนที่มองเราแบบนี้ก็ไม่มีนะคะ เพราะคนทุกวันนี้มองอะไรเข้าใจขึ้น ต้องขอบคุณโซเชียลที่มีหลายๆ คนเข้ามาเยอะแยะเต็มไปหมด ถ้ามีคนตั้งประเด็นขึ้นมา ก็จะมีแฟนคลับมาเถียงให้เยอะแยะค่ะ”


รายได้ตอนนี้ตกประมาณเท่าไหร่?
“ต่อเดือนตกประมาณแสนถึงสองแสนค่ะ ส่วนหนี้ก็มีแค่รถอย่างเดียวค่ะ”


ในวันที่เป็นเบอร์หนึ่งของค่าย แล้วตัดสินใจลาออกมารับงานอิสระ มาวันนี้ถ้าย้อนกลับไปอยากเป็นอย่างนั้นอยู่มั้ย?

“ถ้าย้อนกลับไปคงไม่ค่ะ เพราะวันนี้ปอมีน้องแล้ว เราต้องเลือกลูก ตอนนั้นเดือนนึง 30 วัน ปอมีงาน 40 งานต่อเดือนค่ะ”

การที่ออกมาจากค่ายเก่า เป็นเพราะเราผิดใจกับลูกเจ้าของค่าย อดีตแฟนเก่า ถูกถีบออกมาจากค่าย?

“ไม่ใช่ค่ะ ไม่เกี่ยวกับประเด็นว่าเป็นแฟนกันแล้วเลิกกัน แต่มันเป็นเรื่องของเงินมากกว่าค่ะ ประมาณว่าผลประโยชน์ไม่ได้ทัดเทียมกับงานที่ทำค่ะ คือเขาเป็นผู้จัดการปอด้วยค่ะ คิดว่าเราถูกโกงด้วยค่ะ”


ทำไมถึงถูกโกง?
“ด้วยความที่ปอไว้ใจนะคะ ให้เขาดูแลปอทั้งหมด ปอซื้อบ้านตั้งแต่อายุ 16 เขาบอกว่าเรายังเด็ก เป็นชื่อตัวเองไม่ได้หรอก ไม่สามารถซื้อเป็นชื่อปอได้ ใส่ชื่อเขาทั้งบ้านทั้งรถเป็นชื่อเขาหมด เวลาที่ไปงานไม่ว่าจะขายได้กี่ล้านตลับ ปอไม่ได้ส่วนแบ่งนะคะ แต่จะได้ค่างานโชว์แต่ละคืนๆ เท่านั้นเอง เขาไม่ได้จ่ายมาทุกครั้ง ก็ทบไว้เรื่อยๆ และด้วยความที่เขาเป็นแฟน เราก็ไว้ใจค่ะ อย่างสมัยก่อนขายเทปได้เป็นล้านตลับ เราก็ไม่เคยได้ส่วนแบ่ง เพราะให้เขาดูแลหมด”


พอวันที่เลิกกัน แต่ทำไมเราไม่ได้คืน?

“ไม่ค่ะ มันไม่เกี่ยวกับเลิกกันนะ พอเราเลิกกันแล้วต่างคนต่างมีคนใหม่ ก็ยังเป็นผู้จัดการที่ดูแลเราอยู่ ไปสักพักใหญ่ แต่ด้วยความที่เรายังรัก และนับถือเขาอยู่ การดำเนินชีวิตก็ยังคงเหมือนเดิม คือถ้าเราจะไปไหนก็ให้เขาโอนเงินมาให้หน่อย ซึ่งเงินนี้เป็นเงินของปอนะคะ เขาก็ให้ทุกครั้ง แต่มันไม่เท่าจำนวนเงินที่ปอฝากไว้ไง”


ตอนนี้ยังมีเงินเหลืออยู่ที่เขามั้ย?
“ก็ยังมีค่ะ ถ้าจะไปทวงมันก็ยากแล้ว เพราะอย่างบ้านกับรถมันก็ไม่ใช่ชื่อเรา เราก็ไม่รู้จะทำยังไง เราตามหาเขาไม่เจอแล้ว ตอนนี้เรามีน้อง มีครอบครัวใหม่แล้วก็อโหสิให้เขาไปนานแล้ว ถามว่าเสียดายมั้ย ก็เสียดายนะคะ มูลค่าทั้งหมดที่เขาเอาไปก็เกือบสิบล้านค่ะ เราตามหาเขาไม่เจอแล้ว และอีกอย่างเขาไม่ได้เป็นหนี้แค่เรา แต่เป็นหนี้คนอื่นเยอะแยะเลย แล้วเจ้าหนี้เขาก็มองว่าเขาเป็นผู้จัดการ เราเป็นศิลปิน เขาก็มาทวงที่ปอ ชื่อเราก็เสียไปด้วยค่ะ มีเอาปืนมาวางต่อหน้าด้วย ส่วนกับค่ายใหม่ย่านลาดพร้าว ก็โบกมือลาเป็นอิสระแล้วค่ะ เพราะนักร้องเขาเยอะมาก แล้วระบบการขายงานหรือว่างานมันไม่พอกับการใช้ชีวิตของเราค่ะ ตอนนี้ก็ฉีกสัญญาทิ้งแล้วค่ะ”


แล้วเจออุปสรรคแบบนี้ เคยคิดอยากจะออกจากวงการบันเทิงมั้ย?
“มีคนถามว่าอยากจะอำลาวงการเพราะตกอับรึเปล่า จริงๆ ไม่ใช่ค่ะ ถ้าเราอยากจะอำลาวงการจริงๆ เราเคยมีความคิดนี้มาตั้งแต่ตอนที่เงินหาย 10 ล้านแล้ว เพราะเรามีความรู้สึกว่ากลัวคน ขนาดคนใกล้ตัวยังทำขนาดนี้ แล้วเราไม่มีใครเลย ตอนนี้ชีวิตโอเคดี แต่หลายๆ คนอาจจะมองว่าตกต่ำรึเปล่า แต่จริงๆ มันอยู่ที่ความคิดเราว่าเป็นแบบไหน”

ติดตามชมรายการคุยแซ่บโชว์ย้อนหลังได้ ตามคลิปวีดีโอด้านล่าง 

ขอบคุณ IG : mangpor_cholticha

ขอบคุณรายการ : คุยแซ่บShow


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล