ศาลสั่งจำคุก37ปี4เดือน"มือปืนป็อปคอร์น"คดียิงปะทะแยกหลักสี่

Publish 2016-03-03 15:41:15

ศาลพิพากษาจำคุก 37 ปี 4 เดือน "มือปืนป็อปคอร์น" คดียิงปะทะแยกหลักสี่ เมื่อปี 57 ผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา-พยายามฆ่าผู้อื่นฯ-มีเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต-พกพาอาวุธปืนไปในเมืองฯ ด้านทนายเตรียมอุทธรณ์สู้คดี

         
วันนี้ (3 มี.ค.)  ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก   ศาลอาญานัดอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง นายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ หรือท็อป เจ้าของฉายามือปืนป๊อปคอร์น อายุ 24 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต  พกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และนำอาวุธปืนออกนอกเคหสถานภายในพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ความมั่นคง อันเป็นความผิดทั้งประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
         

คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2557 บรรยายพฤติกรรมความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2557 นายวิวัฒน์ กับพวก เข้าไปที่แยกหลักสี่ เขตหลักสี่ ซึ่งเป็นพื้นที่ประกาศให้เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และยิงปืนเข้าไปในบริเวณศูนย์การค้าไอทีสแควร์ ส่งผลให้ นางสาวสมบุญ ผู้เสียหายที่ 1 นายอะแกว ผู้เสียหายที่ 2 นายนครินทร์ ผู้เสียหายที่ 3 และนายพยนต์ ผู้เสียหายที่ 4 ได้รับอันตรายสาหัส และเป็นเหตุให้นายอะแกว ผู้เสียหายที่ 2 เสียชีวิตในเวลาต่อมา
         

ศาลพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ข้อยุติว่า พระพุทธะอิสระได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมไปที่สำนักงานเขตหลักสี่เพื่อไม่ให้นำบัตรเลือกตั้งไปยังพื้นที่ต่างๆ และในวันที่ 1 ก.พ. 2557 วันเกิดเหตุ  มีกลุ่มคนรวมตัวกันที่วัดหลักสี่เพื่อเดินทางนำบัตรเลือกตั้งโดยมีรถบรรทุกเครื่องเสียงนำขบวนแต่มีตำรวจกั้นไม่ให้เดินทางไปเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับกลุ่มพระพุทธะอิสระที่บริเวณปากซอยแจ้งวัฒนะ 10 กลุ่มดังกล่าวจึงถอยไปและมีบางส่วนอยู่บริเวณหน้าศูนย์การค้าไอทีสแควร์
         

ต่อมามีกลุ่ม กปปส.ได้เดินทางจากแยกลาดพร้าวมาสนับสนุน กลุ่มพระพุทธะอิสระ โดยมีกลุ่มบุคคลปิดบังใบหน้า และมีกลุ่มบุคคลใช้ปืนที่อยู่ในกระสอบข้าวโพดสีเขียวเหลือง



ซึ่งโจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นพยานเบิกความ ว่าได้ทำการสืบสวนสอบสวนและตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและภาพที่ปรากฎจากสื่อทางอินเตอร์เน็ตพร้อมนำมาเปรียบเทียบกับตัวจำเลย  พบว่ามีรูปร่างเหมือนกัน โดยพบว่าจำเลยเคยถูกดำเนินคดีเสพยาเสพติดจึงนำภาพถ่ายที่ชายชุดดำปิดบังใบหน้ามาเปรียบเทียบภาพจำเลยที่ไม่ได้ปิดบังใบหน้าแล้ว พบว่า มีการแต่งกายตรงกัน อาทิ เสื้อ เสื้อเกราะ กางเกง รองเท้า และ เข็มขัด พร้อมนำภาพให้พี่ชายของจำเลยดูก็เบิกความยืนยันว่าเป็นภาพถ่ายของจำเลยจริง  จึงสนับสนุนคำเบิกความของพยานให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ประกอบกับในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพและนำชี้ที่เกิดเหตุต่อหน้านักข่าวจำนวนมากส่วนที่จำเลยอ้างว่าถูกข่มขู่นั้น ก็ไม่มีการร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาแต่มานำสืบในชั้นพิจารณาคดี  จึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นบุคคลเดียวกับชายชุดดำที่ก่อเหตุ
         

เมื่อพิจารณาภาพเหตุการณ์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนและในชั้นสอบสวน ได้ความว่า วันเกิดเหตุจำเลยและพรรคพวกได้ใช้ปืนยิงโต้ตอบกับกลุ่มผู้สนับสนุนการเลือกตั้งที่หน้าศูนย์การค้าไอทีสแควร์  ซึ่งถุงที่ใช้ใส่ปืนยังเห็นปลายกระบอกปืนโผล่ออกมาซึ่งมีพยานเบิกความว่าปลายกระบอกดังกล่าวใช้ปลอกลดแสงที่ใช้ยิงในสงครามเวลากลางคืน  จึงบ่งชี้ว่าการกระทำของจำเลยมีเจตนาฆ่าฝ่ายตรงข้ามซึ่งมีประชาชนและผู้เสียหายอยู่บริเวณดังกล่าวด้วย และต่อมานายอะแกว ผู้เสียหายที่ 2 เสียชีวิต
         

จึงพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองฯ จำคุก 3 ปี และความผิดฐานพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ จำคุก 3 ปี แต่คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีอยู่บ้างลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 37 ปี 4 เดือน
         

น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง ทนายความจำเลย กล่าวว่า เตรียมหารือกับทีมทนายความและจำเลย เพื่ออุทธรณ์สู้คดี ต่อไป