ทนายหอบหลักฐานแจงดีเอสไอ ยืนยัน"สมเด็จช่วง"บริสุทธิ์

Publish 2016-03-02 17:59:09

ทีมทนายวัดปากน้ำ หอบหลักฐานรถเบนซ์หรู"สมเด็จช่วง"เข้าแจงดีเอสไอ ยันผู้ครอบครองบริสุทธิ์  สงสัยทำไม ดีเอสไอ.ไม่ดำเนินคดีกับคนขายที่จ่ายภาษีไม่ถูกต้อง  เผยคืนรถให้ผู้บริจาค พร้อมยื่นฟ้อง "วิชาญ" เจ้าของอู่ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชันแล้ว
        

 วันนี้ (2 มี.ค.)   ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 15.00 น. นายสมศักดิ์ โตรักษา พร้อมด้วย นายสุรพงษ์ สิทธิกรณ์ ทนายความวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และ ทีมงาน เดินทางเข้ายื่นเอกสารต่อ พ.ต.ต. วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการ ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับ รถเบนซ์โบราณของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ
         

นายสมศักดิ์  กล่าวว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมดยืนยันว่า สมเด็จช่วง บริสุทธิ์แน่นอนเพราะได้กระทำความผิดความผิด โดยวัตถุประสงค์ วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ณ พระมหาเจดีย์มหารัชมงคล บริเวณชั้น 1 เพื่อจัดแสดงสิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้แต่ละยุคแต่สมัยให้สาธุชนและประชาชนทั่วไปเข้าเยี่ยมชมเพื่อการศึกษา ซึ่งเครื่องมือเครื่องใช้ของโบราณ อาทิ สมุดข่อย เครื่องมือการเกษตร ภาพถ่าย และอื่นๆ รวมไปถึงรถโบราณอีก 3 คัน โดยผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้เมื่อปี 2554 ต่อมา วันที่ 1 ส.ค. 2556 ทางวัดได้ไปแจ้งกรมการขนส่งขอยกเลิกใช้รถเบนซ์คันดังกล่าว พร้อมนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน
         

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน สมเด็จช่วงได้ดำเนินการนำรถคันดังกล่าวมอบคืนให้กับผู้บริจาคโดยไม่ประสงค์ให้อยู่ในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ซึ่งขณะนี้ได้ฝากไว้ในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านก่อน  เพื่อทำการมอบคืนแก่ผู้บริจาคต่อไป  ส่วนการซื้อขายและดำเนินการเกี่ยวรถยนต์  สมเด็จไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่ประการใด  เพียงแต่มีลายเซ็นเป็นผู้ถือกรรมสทธิครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวเพื่อเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้บริจาค
         

ด้าน นายสิทธิกรณ์ กล่าวว่า กรณีรถเบนซ์คันดังกล่าวมีผู้มีจิตศรัทธาถวายร่วมกันหลายคนและไม่เคยนำรถคันดังกล่าวออกใช้งานตั้งแต่ซื้อมาจากอู่นายวิชาญ รัษฐปานะ ที่รับจดประกอบรถ  โดยผู้มีจิตศรัทธาตั้งใจซื้อจึงติดต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญก็คืออู่นายวิชาญ  ซึ่งเป็นกรรมการบริหารฝ่ายกิจกรรมสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย  และขายรถโบราณหลายคันให้กับผู้ที่สนใจ  ส่วนกรณีนี้พระไม่รู้เรื่องและตกเป็นเหยื่อการขายรถ ซึ่งรถยนต์ถูกหรือผิดเป็นหน้าที่ของผู้ขายเอง
 



"รถคันนี้ทางผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันซื้อมาในราคา 4 ล้านบาทตามราคาท้องตลาดก่อนส่งมอบให้วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ โดยทางเขตภาษีเจริญ  ได้ขออนุญาตใช้พื้นที่วัดจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ดังกล่าว  นอกจากนี้ต้องกลับไปถามดีเอสไอทำไมไม่ดำเนินการคดีกับคนขายทั้งเป็นผู้จดประกอบและเสียภาษีไม่ถูกต้อง  อย่างไรก็ตามขณะนี้ ทางวัดได้ดำเนินการฟ้องดำเนินคดีทางแพ่งกับ นายวิชาญ รัษฐปานะ ที่ศาลจังหวัดตลิ่งชัน เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 59 คดีดำที่ ส 359/2559" นายสิทธิกรณ์ กล่าว
         

พ.ต.ต.วรณัน เปิดเผยว่า วันนี้ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ติดภารกิจจึงมอบหมายให้ตนมารับเรื่องแทน โดยเบื้องต้นได้รับเอกสารจากทนายความวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก่อนจะส่งเรื่องให้กับคณะกรรมการพิจารณาตามขั้นตอนการรับเรื่อง  พร้อมแนะนำให้ทีมทนายความเข้าพบพนักงานสอบสวนสำนักคดีภาษีอากร ดีเอสไอ เพื่อให้ข้อมูลและดำเนินการต่อไป

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  วันนี้ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำ ได้นำหลักฐานบางส่วนมาชี้แจงกับสื่อมวลชนประกอบด้วยสำเนาใบคู่มือจดทะเบียน เอกสารการขอยกเลิกใช้รถ รายงานการจดทะเบียน ใบสั่งซ่อมของอู่วิชาญ และมีชื่อของพระครูพิทักษ์ หรือหลวงพี่แป๊ะ เป็นผู้สั่งซ่อม เมื่อปี 2554 วงเงิน 4 ล้านบาท  พร้อมลงชื่อเป็นเจ้าของรถ โดยรายละเอียดในการส่งซ่อมระบุว่าจ่ายเงินค่ามัดจำซื้อรถ 1 ล้านบาท ในวันที่ 14 ธ.ค. 2553 ตกลงซื้อกับนางจริยา รัษฐปานะ งวดที่ 2 เป็นเงิน 1.5 ล้านบาท จ่ายเมื่อได้รับเอกสารทะเบียนพร้อมโอน ค่าซ่อมทั้งหมด 1.5 ล้านบาท จ่ายเมื่อเริ่มทำการซ่อม , ซื้ออะไหล่เป็นงวดๆ จนเสร็จ


นอกจากนี้ยังได้นำภาพถ่ายเจดีย์  สถานที่เก็บรถพร้อมถ่ายภาพรถยนต์ที่เป็นปัญหาและประสงค์ส่งคืนผู้บริจาค ซึ่งจากภาพถ่ายพบว่ารถคันดังกล่าวยังจอดอยู่ในตำแหน่งเดิม   ส่วนรายการจดทะเบียนรถยนต์ของสมเด็จช่วงพบว่าวันที่จดทะเบียนเป็นผู้ครอบครองรถเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2554 ตรงกับวันเกิดของสมเด็จช่วงคือวันที่ 26 ส.ค. 2468