แมน การิน แนะวิธีใส่ดอกไม้ในกระทงให้มีแต่คนเปย์ไมโดนเท ตามความเชื่อโบราณ

"แมน การิน" แนะวิธีใส่ดอกไม้ในกระทงให้มีแต่คนเปย์ไมโดนเท ตามความเชื่อโบราณ

Publish 2018-11-22 16:09:15


    ถือเป็นประเพณีที่ถูกจัดขึ้นปีละครั้งกับประเพณีลอยกระทงซึ่งจะถูกจัดขึ้นในคืนเดือนเพ็ญระหว่าง กลางเดือน 11 ถึงกลางเดือน 12  หมุนเวียนกันไปในแต่ละปี ทั้งนี้ตามคติความเชื่อแต่โบราณ เชื่อว่าการลอยกระทงถือเป็นการบูชาและขอขมาแม่พระคงคา แถมยังช่วยสะเดาะเคราะห์ เป็นการบูชาพระเจ้าในศาสนาพราหมณ์หรือเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น

 

           โดยเหตุที่นิยมลอยกันในช่วงเดือน 11 ถึง 12 เป็นเพราะว่าช่วงนั้นน้ำในลำคลองขึ้นสูงและอากาศเริ่มเย็นลง ซึ่งสามารถยืนยันได้จากพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน และตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้กล่าวว่า นางนพมาศ หรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมเอกในพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์กระทงสำหรับลอยประทีปเป็นรูปดอกบัวบานขึ้น ซึ่งคนทั่วไปนิยมทำตามสืบต่อมา โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า "พิธีจองเปรียญ" หรือ "การลอยพระประทีป" นอกจากนั้นในศิลาจารึกหลักที่ 1 ยังได้กล่าวถึง งานเผาเทียน เล่นไฟ ของกรุงสุโขทัยไว้ด้วยว่า เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้ผู้รู้ทั้งหลายสันนิษฐานต้องตรงกันว่า งานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน

 



     ทั้งนี้ประเพณีลอยกระทงในแต่ละภาค ลักษณะการจัดงานลอยกระทงของแต่ละจังหวัด และแต่ละภาคจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันคือ

 ภาคเหนือ (ตอนบน) จะเรียกประเพณีลอยกระทงว่า "ยี่เป็ง" อันหมายถึงการทำบุญในวันเพ็ญเดือนยี่  (เดือนยี่ถ้านับตามล้านนาจะตรงกับเดือนสิบสองในแบบไทย) โดยชาวเหนือจะนิยมประดิษฐ์โคมลอย หรือที่เรียกว่า "ว่าวฮม" หรือ "ว่าวควัน" โดยการใช้ผ้าบางๆ แล้วสุมควันข้างใต้ ให้โคมลอยขึ้นไปในอากาศ เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุตต์ ซึ่งเชื่อกันว่าท่านบำเพ็ญบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึก หรือสะดือทะเลตรงกับคติของชาวพม่า

 

จังหวัดตาก จะประดิษฐ์กระทงขนาดเล็ก แล้วปล่อยลอยไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เรียงรายเป็นสาย เรียกว่า "กระทงสาย" 

จังหวัดสุโขทัย เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีชื่อเสียงในเรื่องประเพณีลอยกระทง ด้วยความเป็นจังหวัดต้นกำเนิดของประเพณีนี้ โดยการจัดงาน ลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ ที่จังหวัดสุโขทัยถูกฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ.2520 ซึ่งจำลองบรรยากาศงานมาจากงานลอยกระทงสมัยกรุงสุโขทัย และหลังจากนั้นก็มีการจัดงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟขึ้นที่จังหวัดสุโขทัยทุก ๆ ปี มีทั้งการจัดขบวนแห่โคมชักโคมแขวน การเล่นพลุตะไล และไฟพะเนียง

 



ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานลอยกระทงจะเรียกว่า เทศกาลไหลเรือไฟ โดยจัดเป็นประเพณียิ่งใหญ่ทุกปีในจังหวัดนครพนม มีการนำหยวกกล้วย หรือวัสดุต่างๆ มาตกแต่งเรือ และประดับไฟอย่างสวยงาม และตอนกลางคืนจะมีการจุดไฟปล่อยกระทงให้ไหลไปตามลำน้ำโขง

กรุงเทพมหานคร มีการจัดงานลอยกระทงหลายแห่ง แต่ที่เป็นไฮไลท์อยู่ที่ "งานภูเขาทอง" ที่จะเนรมิตงานวัดเพื่อเฉลิมฉลองประเพณีลอยกระทง ส่วนใหญ่จัดอยู่ราว 7-10 วัน ตั้งแต่ก่อนวันลอยกระทง จนถึงหลังวันลอยกระทงภาคใต้ มีการจัดงานลอยกระทงในหลาย ๆ จังหวัด เช่น อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่มีงานยิ่งใหญ่ทุกปี

     ทั้งนี้เพจคุณศรีที่รัก ของแมน การิน ได้ออกมาแชร์เคล็ดลับความเชื่อตามศาสตร์โบราณในการอธิษฐาน โดยมีการเผยวิธีการใส่ดอกไม้ ในกระทงเท่าใดถึงจะสมหวังในการอธิษฐาน และควรจะใส่สิ่งของใดร่วมด้วยเราไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง
 


1. หากใครอยากมีความรักดี มีมิตรแท้ ให้ใส่ดอกรักในกระทง 14 ดอก ซึ่งดอกรักสีขาว คือดอกไม้ที่เปรียบเสมือนรักอันบริสุทธิ์ใจ ความรักที่มีแต่ด้านที่ดี ขาวสะอาด

2. รักกันยาวนานหวานตลอดไป ให้ใส่ดอกบานไม่รู้โรย 8 ดอก ซึ่งดอกบานไม่รู้โรย คือดอกไม้ที่สื่อถึงความไม่ร่วงโรยและคงอยู่ตลอดไป

3. ใครอยากได้คนเปย์ ไม่โดนเทแน่นอน ให้ใส่ข้าวสาร  1 กำมือ ซึ่งข้าวสาร หลายๆคนอาจเคยได้ยินคำว่า"หนูตกถังข้าวสาร"ซึ่งเอาไว้พูดถึงคนที่อยู่ๆก็โชคดี ได้คนดีๆมีฐานะมาอุปถัมภ์

4. หากใครอยากให้เงินในบัญชี ใช้กี่ปีก็ไม่หมด ถ้าเป็นผู้หญิงให้ใส่เหรียญ 2 บาท 4 เหรีญ และ 50 สตางค์  2 เหรียญ  ส่วนผู้ชายให้ใส่เหรียญ 2 บาท 4 เหรียญ และ 25 สตางค์  4 เหรียญ
โดยเหรียญจำนวน 9 บาท นี้่ เน้นถึงเรื่องความก้าวกระโดด ทั้งฐานะการเงินและการงาน 

5. การงานรุ่งเรือง ต้องดอกดาวเรือง 6 ดอก ซึ่งดอกดาวเรือง คือดอกไม้ที่สื่อถึงความเจริญรุ่งเรือง และความเป็นศิริมงคลในชีวิต

6. ความก้าวหน้า ก้าวไกล งานใหญ่ไซส์ยักษ์ ต้องข้าวตอก 1 กำมือ ซึ่งข้าวตอก ใช้แทนความมั่นคงที่ต้องตอกเสาเข็มลงหลักปักฐานและข้าวตอกยังเป็นข้าวเปลือกที่มีการขยายพองตัวใหญ่ขึ้น ซึ่งเปรียบได้กับการงานที่จะเจริญเติบโตและมีขนาดใหญ่มากขึ้น

7. ขายดี ขายเก่ง เฮงไม่หยุด ให้ใส่ดอกจำปี 11 ดอก ดอกจำปี คือดอกไม้ที่นิยมนำมาใช้ในการสักการะบูชา และด้วยชื่อ"จำปี" เหมือนกับจำได้เป็นปีๆไม่มีลืม เหมาะกับผู้ที่ต้องการค้าขายให้เฮงๆตลอดปี

8. สุขกาย สบายใจโรคภัยไม่มี ให้ใส่ดอกกล้วยไม้ 15 ดอก ซึ่ง ดอกกล้วยไม้ คือดอกไม้ที่เป็นตัวแทนของความไร้เดียงสาของเด็กๆ และเป็นดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่นานกว่าจะร่วงโรยไป เปรียบได้กับบุคคลที่มีอายุยืน สดใสและสดชื่นอยู่ตลอดเวลา

9. สมหวังทุกสิ่ง เป็นจริงทุกอย่าง ต้องกลีบกุหลาบ  2 กำมือ ซึ่ง กลีบกุหลาบ เปรียบได้กับ การเดินทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ ทุกอย่างเป็นเรื่องง่าย ไม่มีอุปสรรค

10. เรียนหนังสือเก่ง ดวงเฮงเวลาสอบ ให้ใส่ดอกบัว 5 ดอก ซึ่ง ดอกบัว คือดอกไม้ที่แทนการตรัสรู้ รับรู้ สติปัญญา ต่อให้อยู่ใต้โคลนตมก็ยังสามารถโผล่พ้นน้ำขึ้นมาได้

   

 

      เป็นไงบ้างกับ 10 เคล็ดลับที่นำมาฝากกันหวังว่าจะมีหลายข้อที่โดนใจ จนนำไปทำตามหรือใครจะจัดเต็มนำไปใช้ทุกข้อใส่รวมไว้ในกระทงเราก็ไม่ว่ากันเพราะ 1 ปี ถือว่ามีครั้งเดียวก็จัดเต็มใส่ให้คุ้มซึ่งการใส่สิ่งของเช่นดอกไม้ หรือเหรียญเป็นความเช่นมาแต่ครั้งโบราณที่หลายคนปฎิบัติการมาช้านานโดยที่น้อยนักจะรู้ความหมายจริงๆของมัน เอาเป็นว่าหากใครรู้แล้วก็รีบจัดแจงใส่ดอกไม้ลงในกระทงด่วนจะได้มีกรัทงสวยไปลอยกันเย็นนี้




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย