ชง "ปลดล็อกกัญชา" เข้าครม. 13 พ.ย.นี้

Publish 2018-11-06 18:34:28



พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม แถลงความก้าวหน้าเรื่องการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ว่า รัฐบาลได้ส่งร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ... เข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง สนช.ได้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างดังกล่าว โดยกรอบแรกใช้เวลาพิจารณา 90 วัน แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมากและซับซ้อน รวมถึงจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน จึงมีการยืดเวลาอีก 90 วัน ซึ่ง สนช.กำหนดไว้ว่าจะให้การพิจารณาร่างกฎหมายนี้เสร็จสิ้นในเดือน ก.พ.62

“ระหว่างนี้คณะกรรมาธิการฯและสมาชิก สนช.ส่วนหนึ่ง เห็นว่า การนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์นั้น ควรแยกเป็น พ.ร.บ.เฉพาะเรื่องนี้ ซึ่ง สนช.ได้ยกร่างขึ้นมาแล้ว มีบทบัญญัติไม่กี่มาตรา โดยจะชี้แจงในที่ประชุม สนช.ในวันที่ 9 พ.ย.นี้ ซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบให้ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข เป็นผู้ไปรับเรื่อง โดยจะใช้เวลาพิจารณาภายใน 3 วัน แล้วจะเสนอขอความเห็นชอบจากที่ประชุมครม.ในวันที่ 13 พ.ย.นี้ ถ้าครม.เห็นชอบ ก็จะส่งร่างนี้ไปเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.ต่อไป” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

 



พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า ตรงนี้จะทำให้เกิดการปลดล็อกเรื่องการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์  อีกทั้งขณะนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงยุติธรรม กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลความเป็นมาของงานวิจัย ประโยชน์ที่ได้รับ และข้อเสนอในการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ 

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า  ในอดีตมีภูมิปัญญาชาวบ้านในการนำกัญชามาใช้รักษาผู้ป่วย ต่อมามีการควบคุมพืชเสพติด โดยกำหนดให้กัญชาเป็นพืชเสพติด ประเภทที่ 5 ซึ่งห้ามนำกัญชามาผลิตหรือนำมาใช้  อย่างไรก็ตาม หลายประเทศมีการวิจัยเรื่องประโยชน์ของกัญชา อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย ประเทศในทวีปยุโรป ซึ่งเขาพบว่าน้ำมันสกัดสารจากกัญชาสามารถใช้ผสมกับสูตรต่างๆแล้วนำไปรักษาโรคได้ ซึ่งโรคที่มีเกณฑ์ในการรักษาแล้วประสบความสำเร็จเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคหืดหอบ และโรคมะเร็ง ทั้งนี้ นักวิจัยของไทยหลายสถาบันได้ติดตาม ค้นคว้า และศึกษา ซึ่งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงสาธารณสุขได้รวบรวมผลการวิจัยและความเป็นไปได้ในการจะนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ 

ขณะเดียวกัน เราต้องยึดถือข้อตกลงในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้านยาเสพติด ซึ่งกำหนดว่าให้ประเทศสมาชิกต้องไม่ยินยอมให้นำยาเสพติดมาเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย  อีกทั้งให้นำพืชเสพติดมาใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์และประโยชน์ทางการแพทย์เท่านั้น

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวว่า  สำหรับกัญชาที่จะถูกนำมาใช้นั้น จะมีการนำพันธุ์กัญชามาปลูกในพื้นที่ควบคุมซึ่งมีอุณหภูมิ น้ำ แสง และน้ำที่เหมาะสม  อีกทั้งกระบวนการการสกัดน้ำมันต้องทำในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ แล้วนำไปผสมเป็นสูตรในการรักษาโรค รวมถึงต้องมีแพทย์และผู้ป่วยที่สมัครใจเข้ารับการรักษาด้วยสารดังกล่าว ซึ่งตรงนี้ต้องได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

 



“การนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาจากต่างประเทศ รวมถึงจะเปิดโอกาสให้นักวิจัยและผู้ประกอบการทำธุรกิจตรงนี้เป็นธุรกิจที่พึ่งพาตนเองในประเทศ  อย่างไรก็ตาม เมื่อมีกฎหมายออกปลดล็อกเรื่องการใช้ประโยชน์จากกัญชาแล้ว จะมีการกำหนดผู้ทำหน้าที่ดูแลการผลิต และผู้ควบคุมการรักษาให้เป็นตามวัตถุประสงค์ของการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

พล.อ.อ.ประจิน กล่าวด้วยว่า  จากนั้น กระทรวงสาธารณสุขสามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการเปลี่ยนกัญชาให้เป็นพืชเสพติด ประเภทที่ 2 เพื่อให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ทันที รวมถึงต้องปรับแก้กฎกระทรวงสาธารณสุขในเรื่องการได้มาซึ่งแหล่งของกัญชาเพื่อนำมาสู่กระบวนการสกัด เมื่อแก้ไขกฎกระทรวงแล้ว จะทำให้องค์การเภสัชกรรมเป็นหน่วยนำร่องในการผลิตน้ำมันสารสกัดจากกัญชามาใช้ทางการแพทย์ก่อนจะระดมหน่วยงานด้านการวิจัยและมหาวิทยาลัยต่างๆ มาเข้าสู่ระดมและร่วมมือกัน ผลิตแล้วขึ้นทะเบียนกับ อย.เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์สมัยใหม่  ส่วนแพทย์ทางเลือกและแพทย์แผนไทย จะต้องรอให้ออกพ.ร.บ.นี้ก่อน และต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนก่อนนำไปใช้ประโยชน์อย่างถูกกฎหมาย

“คงไม่สามารถนำกัญชาอัดแห้งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมมาใช้ประโยชน์ในเรื่องนี้ได้ เพราะกระบวนการสกัดเป็นน้ำมันจะต้องใช้ต้นกัญชาสดที่มีอายุในระดับหนึ่ง แต่กัญชาที่จับกุมได้นั้นฝ่อไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถนำมาใช้สกัดน้ำมันได้” พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

 


HASTAG : กัญชา  

เรียบเรียงโดย

บุญชัย ธนะไพรินทร์