สุดยอดลูกกตัญญู  มุ่งเรียนตร. ตามล่าฆาตกรทำร้ายพ่อ ก่อนคดีขาดอายุความเพียง 1 เดือน

สุดยอดลูกกตัญญู มุ่งเรียนตร. ตามล่าฆาตกรทำร้ายพ่อ ก่อนคดีขาดอายุความเพียง 1 เดือน

Publish 2018-11-06 10:33:11


ในปัจจุบันเกิดการทะเลาะวิวาทกันบ่อยมากๆ เราจะเห็นได้บ่อยไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย หรือแม้แต่การฆาตกรรมที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นการตั้งใจที่จะฆ่าหรือ เพียงแค่เวลาชั่ววูบก็สามารถทำร้ายคนหรือฆ่าคนได้ ปัจจุบันมีเคสต่างๆที่เกิดการฆ่ากันหรือทำร้ายกันเป็นจำนวนมากๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำหน้าที่ในหารจับผู้ร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้  

 

 

ล่าสุด เป็นเคสที่ทำให้เรามองถึงคนที่ตั้งใจจะจับผู้ร้ายให้สามารถจับผู้ร้ายได้ ตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งตำรวจที่ว่านั้นคือลูกชายของผู้ตายนั้นเอง เพราะคนร้ายได้ฆ่าพ่อของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายหนึ่ง วานนี้ ( 5 พ.ย.) พลตำรวจเอก จิรภพ ภูริเดช รักษาราชการแทน ผู้บังคับการกองปราบปราม  สั่งการให้ พ.ต.อ. ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้กำกับการ 5 กองปราบปราม  พลตำรวจโท อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ รอง ผู้กำกับการ5 กองบังคับการปราบปราม พลตำรวจโท วันพิชิต วัฒนศักดิ์มณฑา รองผู้กำกับการ 5 และพลตำรวจโท สิทธิเกียรติ ศรีจันทร์ ร่วมกับ สิบตำรวจตรี อัษฎาวุฒิ มากประดิษฐ์ (ลูกชายผู้ตาย)  นำกำลัง จับกุมตัว นายบุญฤทธิ์ ครุฑละออง อายุ 54 ปี ชาว อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ตามหมายจับของศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ 786/2551 ลงวันที่ 22 ก.ย.2551 


 

 

(คนร้าย)

 



"ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตระเตรียมการหรือเพื่อสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น หรือเพื่อเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ และข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัว ใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป เพื่อให้พ้นการจับกุม โดยจับได้ที่บริเวณริมถนนในหมู่บ้าน ม.2 ต.สองพี่น้อง อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร"

 


ทั้งนี้ พ.ต.อ.ภูมินทร์ ได้เปิดเผยว่า "เรื่องราวที่เกิดขึ้นเกิดขึ้นในช่วง วันที่ 5 - 6 ธ.ค.  ปี 2541 ที่ หมู่ที่ 6 ต.ท่าข้าม อ.พุนพิน จว.สุราษฎร์ธานี นายบุญฤทธิ์ พร้อมกับพวก ได้ร่วมกันใช้อาวุธมีดฆ่า นายประสิทธิ์ แซ่อื้อ และนายชาณี ทองหญีต แล้วนำศพมาทิ้งไว้ที่บริเวณสระน้ำริมทาง บ้านท่าตะเภา ต.ท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี โดยก่อนเกิดเหตุ ผู้ตาย (ทั้งคู่) ได้ขับรถสิบล้อ ไปบรรทุกไม้ยางที่บริษัทแก่งหนึ่งในเขตพื้นที่ อ.พุนพิน เมื่อผู้ตายทั้งสองมาถึงที่บริษัทได้จอดรถรอดัก นายบุญฤทธิ์ พร้อมพวกได้เข้ามาปล้นรถบรรทุกโดยใช้อาวุธมีดจี้ และยังบังคับผู้ตายทั้งสองให้ขึ้นรถยนต์กระบะมาด้วย และได้ใช้ถุงพลาสติกสีดำคลุมศีรษะและใช้อาวุธมีดฆ่านายประสิทธิ์ และนายชาณี ในเวลาต่อมา แล้วนำศพไปทิ้ง"
 

 

 

(จับกุมได้แล้ว)

 



นอกจากนี้ พ.ต.อ.ภูมินทร์ กล่าวกล่าวต่ออีกว่า "ต่อมาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ออกหมายจับ ที่ 786/2551 ลงวันที่ 22 ก.ย.2551 ซึ่งคดีกำลังจะหมดอายุความ ในวันที่ 2 ธ.ค. (คดีจะหมดอายุความอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า)  ทั้งนี้ขณะที่ผู้ตายเสียชีวิต ภรรยาได้ตั้งครรภ์ ต่อมาคลอดบุตรชาย และในปัจจุบันบุตรของผู้ตายสามารถสอบบรรจุเข้ารับราชการตำรวจได้ติดยศ สิบตำรวจตรี สังกัด ตำรวจภูธรภาค 8 และสืบสวนจนทราบว่า นายบุญฤทธิ์ คนที่ฆ่าพ่อของตนเองยังไม่ถูกจับกุม พยายามหาเบาะแสและที่กบดาน และได้ประสานชุดสืบสวนกองปราบฯเข้าวางแผนจับกุม"

 


เบื้องต้นสอบสวน นายบุญฤทธิ์ (ผู้ก่อเหตุ) ได้ให้การยอมรับว่า "เป็นคนตามหมายจับ และ เมื่อรู้ว่ามีหมายจับพยายามที่จะหลบหนี  ไม่ทำบัตรประชาชนอีกเลย  แต่ให้การปฏิเสธและจะขอต่อสู้คดีในชั้นศาลอย่างเดียวเท่านั้น  ชุดสืบสวนจึงจับกุมตัวนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ให้สืบสวนสอบสวน และดำเนินตามกฎหมายต่อไป "

 


ส่วนทางด้าน ด้าน สิบตำรวจตรี อัษฎาวุฒิ มากประดิษฐ์ ผู้บังคับหมู่ กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 ซึ่งเป็นลูกชายของผู้ตาย  ได้กล่าวว่า "ตอนเด็กๆ จำความได้เคยถามแม่ว่าพ่อหายไปไหน แต่แม่ไม่เคยบอกเลย จนกระทั่งตนถามหลายครั้งจนแม่ยอมบอกว่าพ่อถูกฆ่าตาย และบอกอีกว่าพ่ออยากให้ตนเป็นนายร้อยตำรวจ จึงมุ่งมั่นสอบเข้าตำรวจให้ได้ตามที่พ่อหวัง และอยากตามล่าคนที่ฆ่าพ่อมาดำเนินคดีด้วย

 

 

(จับกุมคนร้ายคนสุดท้ายได้แล้ว)

 

 

"ต่อมาเมื่อปี 2560 สอบเข้าตำรวจได้ จึงไปสอบถามตำรวจเก่าๆ และญาติๆ ที่รู้เรื่องพ่อ จนทราบว่าคดีนี้มีผู้ต้องหา 3 ราย ถูกจับไปแล้ว 2 ราย เหลือแค่ นายบุญฤทธิ์ ที่ยังหลบหนี จึงรีบหาที่กบดานและได้ทราบว่า เขาไปกบดานที่ประเทศมาเลเซีย และเพิ่งเข้ามาในพื้นที่ไม่นาน จึงประสานตำรวจกองปราบปรามจับกุมดังกล่าว รู้สึกดีใจมากที่ผมมีส่วนร่วมจับกุมคนร้ายที่ฆ่าพ่อได้ โดยคดีนี้ตนสืบสวนหาข่าวด้วยตัวเอง เนื่องจากตำรวจท้องที่ไม่ค่อยให้ความสำคัญ เมื่อได้ข้อมูลว่าคนร้ายกลับเข้ามาในพื้นที่จึงประสานกองปราบจับกุมดังกล่าว"

 

ขอบคุณ เฟซบุ๊ก ชมรมนักข่าวกองปราบปราม

 

 



ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

อุรัสยา มีมะแม