น้ำตาซึม หมอเปิดใจเล่าเคสรักษาผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย ก่อนคนไข้สิ้นใจสงบ โซเชียลนำแชร์ต่อเป็นข้อคิด

น้ำตาซึม หมอเปิดใจเล่าเคสรักษาผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย ก่อนคนไข้สิ้นใจสงบ โซเชียลนำแชร์ต่อเป็นข้อคิด

Publish 2018-11-04 11:37:36


ถือเป็นสัจจะธรรมชีวิตข้อหนึ่ง ที่ทุกคนล้วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการเจ็บป่วยและการจากลาโลกนี้ เหมือนกับเคสล่าสุด ของครอบครัวหนึ่ง ที่ต้องรักษาแม่ ซึ่งป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย ก่อนพี่ชายคนโตของบ้านจะเอ่ยปากบอกคุณหมอเจ้าของไข้ว่า ขอทำเรื่องย้ายแม่ไปรักษาในโรงพยาบาลแถวบ้าน เหตุผลก็เผื่อประหยัดค่าใช้จ่ายลงมา เนื่องด้วยครอบครัวมีฐานะปานกลาง สู้ค่าใช่จ่ายไม่ไหว 



โดยคุณหมอเจ้าของไข้ ได้ให้คำแนะนำบางอย่าง แม้จะทำใจยากสักนิด แต่เพื่อความสุขของลูกๆ และแม่ที่ป่วยหนัก ซึ่งตามอาการจริงต้องบอกว่า ที่แม่มีชีวิตอยู่ได้ในตอนนี้ เป็นเพราะเครื่องช่วยหายใจ และระบบการรักษาต่างๆ ทั้งที่ร่างกายอาจจะไม่ตอบสนองแล้ว สุดท้ายคุณหมอได้ใช้หลักการที่ว่า "ผมไม่ได้กำลังรักษาโรค แต่ผมกำลังรักษาคน"
 

 

ทั้งนี้นายแพทย์คนดังกล่าว ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านทางเฟซบุ๊ก Kasiwat Sripradit ระบุว่า "All for the love of a mom  #BackToDrJeabMemory "หมอครับผมขอพาแม่ย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลบ้านโพธิ์ได้มั้ยครับ".....เสียงจากโทรศัพท์ของชายผู้หนึ่งซึ่งเป็นญาติผู้ป่วยโทรมา ในตอนสายของวันอาทิตย์ปลายปี 2550

 

ในขณะที่ผมอยู่เวรนอกเวลาราชการ กำลังราวด์ผู้ป่วยในอยู่พอดี  เขาขอนำคุณแม่ของเขามารักษาตัวต่อ ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นเป็นผู้ป่วยไตวายเรื้อรังอายุ 60 ปีเศษ ผมจึงแจ้งว่ายินดีรับไว้ เหมือนกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังรายอื่น ๆ  ประมาณสี่โมงเย็น พยาบาลได้ตามผมมารับดูแลผู้ป่วย ผมได้พูดคุยกับญาติ ที่มีประมาณ 5-6 คน ที่มาพร้อมกับผู้ป่วยในขณะที่ผู้ป่วยดูเหมือนนอนหลับ ค่อนข้างบวม มีสายระโยงระยางต่อกับขวดน้ำเกลือใหญ่น้อย 4-5 ขวด

 

 

บุตรชายที่ติดต่อมา ได้แนะนำตัว และส่งหนังสือส่งตัวของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งมาให้ ผมสังเกตว่าเขาเป็นกังวล และดูเป็นทุกข์มาก เช่นเดียวกับญาติคนอื่น ๆ ผมก็ได้อ่านหนังสือส่งตัวที่พิมพ์จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีสำเนารายงานการรักษาอย่างละเอียด ผมก็พลิกดูเฉพาะที่สำคัญ เพราะว่าถ้าอ่านทั้งหมดคนใช้เวลาเป็นชั่วโมง หลังจากนั้นผมก็ตรวจร่างกายผู้ป่วย...

 


พอตรวจเสร็จ ผมเชิญญาติทุกคนเข้ามาหา ผมเริ่มจากถามบุตรชายคนนั้นซึ่งตอนนี้ทราบว่าเป็นบุตรชายคนโต ของพี่น้อง 4 คน ว่า

 

 

"ขอโทษนะครับ ไม่ทราบว่าต้องการให้ผมดูแลคุณแม่อย่างไร"ผมถามหยั่งเชิงความต้องการของญาติ

 

เขาก็คงแปลกใจ เพราะคำถามนี้ควรจะเป็นเขาถามผมมากกว่า พอหันไปหาญาติคนอื่น ทุกคนไม่พูดอะไร

 

"....ก็แล้วแต่คุณหมอก็แล้วกันครับ"เขาตอบกลับมา

 

ผมถามต่อไปว่า"ทราบใช่มั้ยครับว่า คุณแม่เป็นไตวายระยะสุดท้าย"...ทุกคนพยักหน้า

 

"ถ้าจะประคับประคองก็คงจะต้องฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม" ผมเสนอทางเลือก

 



"ฟอกมาได้เกือบสองเดือนแล้วครับ แต่ว่าตอนนี้ครอบครัวคงสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว เลยขอย้ายออกมา พอดีแม่เคยมาตรวจกับคุณหมอเมื่อหลายปีก่อน เลยคิดว่าอาจจะพอช่วยพวกเราได้"เขาตอบกลับมา

 

 

 

"อ้อเหรอครับ แต่โรงพยาบาลผมไม่มีบริการฟอกเลือดนะครับ"ผมบอกข้อมูลสำคัญ...(โรงพยาบาลบ้านโพธิ์เพิ่งมีบริการจ้างเหมาฟอกเลือดในปี พ.ศ.2558)

 

 

พวกเขาก็ดูเหมือนผิดหวังเล็กน้อย ผมก็เลยถามต่อว่า
"แล้วตอนที่ไปโรงพยาบาลโน้น คุณแม่มีอาการเป็นยังไง"

 

"ก็นอนหลับไม่รู้สึกตัวแบบนี้ละครับ ปัสสาวะแทบไม่ออกเลย หมอที่นั่นเขาบอกว่าต้องฟอกเลือด"

 


แล้วเขาก็เล่าต่อว่า"ฟอกครั้งนึงก็ 4 พัน วันละ 2 ครั้ง เพราะมีของเสียคั่งมาก....แล้วเขาก็เอาแม่นอนในห้องไอซียู ให้ญาติเข้าเยี่ยมวันละครั้ง ไม่เกินชั่วโมงต้องออกเพราะพยาบาลกลัวว่าจะติดเชื้อ"....(ค่าห้องไอซียูและค่าฟอกเลือดในช่วงเวลานั้นในโรงพยาบาลเอกชนแพงมาก และโรงพยาบาลรัฐบาลส่วนใหญ่ก็เข้าถึงยากมาก โรงพยาบาลชุมชนไม่ต้องพูดถึงไม่มีบริการ)

 

 

"แล้วเอาเงินจากไหนมาครับ"ผมถามเรื่องภาระค่าใช้จ่าย?

"พี่น้องก็เอาเงินลงขันกัน แต่ก็ไม่พอเลยตัดสินใจขายที่ดินกองกลาง มาเป็นค่ารักษา รวม ๆ แล้วก็แปดแสนกว่าบาท มันจะเยอะเกินกว่านี้ เลยขอหมอเขากลับบ้าน"

 

ผมคิดในใจว่าเป็นเงินแปดแสนบาทค่อนข้างมากสำหรับครอบครัวฐานะปานกลางครอบครัวนี้

ผมเลยได้อธิบายว่า "ความจริงคุณแม่เป็นไตวายระยะสุดท้าย คงมีของเสียที่คั่งไปกดสมองมานานแล้ว การฟอกเลือดคงแค่ยืดระยะเวลาของผู้ป่วยออกไปเท่านั้น ที่ผ่านมาคุณแม่เหมือนเป็นตุ๊กตาตัวหนึ่งที่ไม่รับรู้ และถ้าคุณแม่รับรู้ว่าต้องเสียเงินมากมายเพื่อรักษาตัวของเขา ท่านคงเสียใจมาก"...ฟังถึงตอนนี้ญาติหลายคนมีสีหน้ากังวล ผมเลยพูดต่อว่า "ลูก ๆ ก็ไม่ผิดอะไรหรอกครับ เพราะแม่ใคร ใครก็รักและอยากรักษาอย่างเต็มที่ เคสนี้ไม่ใช่รายแรกและรายสุดท้ายที่จะเจอเหตุการณ์แบบนี้".....พอพูดถึงตอนนี้ทุกคนนิ่งเงียบ

 

 

พี่ชายคนโตเดินมาไหว้ผมแล้วบอกว่า "ผมน่าจะเจอหมอก่อน จะได้เข้าใจว่าแม่ไม่ไหวแล้ว จริง ๆ ถ้าใช้เงินแปดแสนแล้วแม่ผมหายก็คงคุ้ม....หมอครับ แล้วแม่ผมจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน" ?

 

 

ผมบอกว่า "ถ้ายังไม่พร้อมพาแม่กลับบ้านตอนนี้ ผมขอเอาสายน้ำเกลือที่มีอยู่ออก งดยาทุกตัว ให้ญาติทุกคนอยู่กับคุณแม่ให้นานที่สุด แสดงความรักให้เต็มที่ ผมไม่แน่ใจว่ามีเวลาอีกเท่าไหร่ แต่น่าจะภายในคืนนี้"

 


พวกเขาลงความเห็นว่าไม่ต้องการเคลื่อนย้ายอีกแล้ว ขออยู่ที่นี่ ผมก็พยักหน้า แล้วผมก็ขอตัวจากมา.... ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูก ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าทำอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ แต่รู้อย่างหนึ่งว่า ถ้าผมเป็นชายคนนั้น ผมก็คงต้องการรับรู้ข้อมูลอย่างนี้เหมือนกัน ผมคิดว่าคุณแม่เป็นผู้ป่วยก็จริง แต่คนที่ป่วยมากกว่าก็คือลูกทุกคน โดยที่การรักษาไม่ใช่ยาแต่เป็นเพียงข้อมูล ความรู้และความเข้าใจต่างหาก คุณแม่ของพวกเขาเสียชีวิตในอีกสองชั่วโมงถัดมา ผมสัมผัสได้ว่าลูกๆ ทุกคนรู้สึกยินดีในความสูญเสีย เหมือนหายจากความทุกข์ เพราะรับทราบว่าคุณแม่ที่เป็นที่รักได้พ้นจากวัฏสงสารอย่างสงบ ญาติทุกคนเข้ามากอดผมทั้งๆ ที่เพิ่งรู้จักกันแค่ 2 ชั่วโมงกว่า ๆ ผมเขียนหนังสือรับรองการตาย ให้รถโรงพยาบาลไปส่งศพที่วัด ไปทอดผ้าบังสกุลในวันเผา

 


นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำหน้าที่ของแพทย์ในลักษณะที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่มีคำสั่งให้ยารักษา ไม่ให้สารน้ำ และอาหาร แต่ผมได้ทำให้ 2 ชั่วโมงนั้นมีค่าสำหรับครอบครัวนี้.....ใช่แล้ว ผมไม่ได้กำลังรักษาโรค แต่ผมกำลังรักษาคน อย่างที่อาจารย์แพทย์ท่านได้สอนไว้เสมอ..."

 

 

 


นับว่าเรื่องราวดังกล่าว ได้สร้างความซาบซึ้ง และประทับใจให้กับผู้ที่เข้ามาอ่านอย่างมาก ทั้งนี้ชาวโซเชียลยังชื่นชมด้วยว่า เป็นคุณหมอที่ดี ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เพื่อให้ทั้งลูกๆ และผู้ป่วยได้มีความสุขทั้งสองฝ่าย ลูกๆ ไม่ต้องทุ่มเงินรักษา ทั้งที่อาการป่วยของแม่อาจจะไม่ดีขึ้นเลย และแม่ก็จะได้พักจากความทรมาน ถึงแม้ว่าการเสียชีวิต จากลา จะเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจ แต่ในความรู้สึกของลูกๆ ก็ไม่อยากเห็นพ่อแม่ต้องทรมานกับความเจ็บป่วยที่ไม่มีทางแก้ไขอีกแล้ว อีกทั้งยังทำให้หลายๆ คน นึกถึงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตด้วยว่า ในวันที่ต้องตัดสินใจยามพ่อแม่เจ็บป่วย มันรู้สึกยังไงบ้าง 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอบคุณเฟซบุ๊ก : Kasiwat Sripradit 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ฌาวิตรา พัฒนาอารยสกุล