เฮให้สุดเสียง ชาวนาเตรียมรวยราคาข้าวหอมมะลิพุ่ง สูงกว่าปีก่อนถึง 6,000 นับเป็นประวัติการณ์

เฮให้สุดเสียง ชาวนาเตรียมรวยราคาข้าวหอมมะลิพุ่ง สูงกว่าปีก่อนถึง 6,000 นับเป็นประวัติการณ์

Publish 2018-10-24 11:14:59


 

 

       เรียกว่าเป็นข่าวดีเสมือนของขวัญใกล้ปีใหม่ ให้เหล่าเกษตรกรชาวนาได้ยิ้มออกหลัง นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ออกมาเปิดเผยรายละเอียดจากการประชุมหารือร่วมกันกับสมาคมโรงสีข้าว ผู้แทนเกษตรกร ชาวนาหลายพื้นที่ พบว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เช่น จังหวัดร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ชัยภูมิ นครราชสีมา และขอนแก่น ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวหอมมะลิที่สำคัญได้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ ส่งผลให้ผลผลิตข้าวลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20% ในตอนนี้มีข้าวเปลือก หอมมะลิต้นฤดูกาลออกสู่ตลาด ในราคาที่เกษตรกรชาวนาขายได้ สูงถึงตันละ 15,000 บาท แถมยังมีคำสั่งซื้อข้าวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ปริมาณการส่งออกนั้นสูงกว่าเป้าหมาย 

     โดยข้าวหอมมะลิความชื้น 15 เปอร์เซ็นต์มีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ จากตันละ 11,550 – 14,500 บาทในปี 2560 เพิ่มเป็นตันละ 14,750 - 17,700 บาท ข้าวเจ้า 5 เปอร์เซ็นต์ ความชื้น 15 เปอร์เซ็นต์ ราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็น 7,500 – 7,900 บาท

 

 

     สำหรับมาตรการที่จะนำมาใช้รองรับข้าวในฤดูกาลผลิต 61/62 ที่กำลังจะออกสู่ตลาด รัฐบาลได้เตรียมการรองรับไว้รวม 3 มาตรการคือ การชะลอจำหน่ายข้าวเปลือกนาปี เพื่อจูงใจให้เกษตรกรเก็บสต็อกโดยรัฐบาลจ่ายค่าฝากเก็บให้เกษตรกรที่เก็บข้าวในยุ้งฉางของตนเอง ตันละ 1,500 บาท หากฝากเก็บในยุ้งฉางของสหกรณ์หรือกลุ่มวิสาหกิจ จะได้รับค่าฝากเก็บตันละ 1,000 บาท นอกจากนั้นยังมีการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวอีกไร่ละ 1,500 บาท รายละไม่เกิน 12 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 18,000 บาท เป็นอัตราการจ่ายที่เพิ่มขึ้นจากครัวเรือนละ 6,000 บาท ในปีที่ผ่านมา ส่งเสริมสถาบันเกษตรกรให้เป็นผู้เก็บสต็อกข้าวแทนสมาชิกโดยรัฐบาลสนับสนุนทุนในการจัดเก็บอัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 1 ต่อปี และจูงใจให้โรงสีดูดซับผลผลิตข้าวในช่วงต้นฤดูซึ่งผลผลิตออกมาก โดยช่วยเหลือค่าดอกเบี้ยจากเงินกู้ที่ใช้ในการจัดเก็บร้อยละ 3 ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน



 

     นอกจากราคาข้าวที่พุ่งสูงจนเกษตรกรยิ้มแก้มแตกแล้ว ยังมีข่าวดีเกี่ยวกับกำหนดการส่งมอบข้าวที่ได้ตกลงขายให้ประเทศจีน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อีกกว่า 900,000 ตัน ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. จึงมั่นใจได้ว่า ปี 2561 การส่งออกข้าวของไทยจะสูงกว่า 11 ล้านตัน อย่างแน่นอน ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ

 

 

    ทั้งนี้รัฐบาลยังมีมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว โดยอนุมัติโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2561/62 ผ่าน ธ.ก.ส. โดยจัดสรรวงเงินสินเชื่อไว้ 12,500 ล้านบาท ให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชนและศูนย์ข้าวชุมชน กู้ยืมเป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่ายหรือแปรรูปเป็นข้าวสาร คิดดอกเบี้ย 1% ต่อปี รัฐบาลรับภาระชดเชยดอกเบี้ยแทนสถาบันเกษตรกร 3% ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 1 ต.ค. 2561 เป็นต้นไป โดยกำหนดให้ชำระหนี้ไม่เกิน 31 ธ.ค. 2562 ขณะนี้มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้ว 399 แห่ง วงเงินที่ขออนุมัติสินเชื่อ จำนวน 16,890 ล้านบาท เพื่อเป็นอีกทางหนึ่งในการดูแลใส่ใจเกษตรกร



 

 

 

 

     สำหรับราคาข้าวเปลือกเมื่อวันจันทร์ ที่ 22 ตุลาคม 61 ที่ผ่านมานั้น ข้าวเปลือกเจ้าพันธุ์ หอมปทุมธานี 1 ความชื้น 15% พันธุ์หอมปทุมธานี 1 หจก.โพธิบูรพ์ ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี รับ 10,250 บาท/ ตัน ความชื้น 25% พันธุ์หอมปทุมธานี 1 หจก.โพธิบูรพ์ ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี รับ  8,250 บาท/ ตัน

ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ 105 (ต้นข้าว 35 กรัม) ท่าข้าว ธ.ก.ส. อ.เมือง จ.ขอนแก่น รับ 14,000 บาท/ ตัน ตลาดกลางพืชไร่  อ.เมือง จ. ศรีสะเกษ รับ 16,300 บาท/ ตัน โรงสีไฟไทยเจริญวัฒนา อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ รับ 15,833 บาท/ ตัน โรงสีกิจทวียโสธร  อ.เมือง จ.ยโสธร  รับ 16,200 บาท/ ตัน โรงสีสหพัฒนา  อ.สะตึก จ.บุรีรัมย์  รับ  17,000 บาท/ ตัน โรงสีสหกรณ์การเกษตรสุวรรณภูมิ อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด รับ 13,150 บาท/ ตัน

 


     หากเกษรตกรพบเห็นการเอารัดเอาเปรียบในการซื้อข้าวเปลือก ทั้งในด้านการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น หรือกดราคารับซื้อข้าวเปลือก เกษรตกรสามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ซึ่งหากพบการกระทำความผิด กรมการค้าภายในจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนอย่างเคร่งครัดและจริงจังต่อไป

 

ขอบคุณข้อมูล กระทรวงพาณิชย์




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย