หัวใจแม่แทบสลาย แชร์ประสบการณ์ลูกน้อยถูกงูเห่ากัด ถอดบทเรียนปฐมพยาบาลเลียนแบบละครอาจชีวาวาย

หัวใจแม่แทบสลาย แชร์ประสบการณ์ลูกน้อยถูกงูเห่ากัด ถอดบทเรียนปฐมพยาบาลเลียนแบบละครอาจชีวาวาย

Publish 2018-10-22 17:02:43

เชื่อว่าหลายคนนั้นคงรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อถูกงูกัดกันอยู่บ้างจากการเรียนในวัยเยาว์ที่ผ่านมา แต่ก็เป็นเรื่องน่าคิดว่าหากเกิดเหตุการณ์ งูกัดขึ้นจริง เราๆ ท่านๆ นั้นจะมีวิธีการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องหรือไม่หากตกอยู่ในเหตุการณ์งูกัดซึ่งถือว่าเป็นเหตุการร์ที่ไม่คาดฝัน ดังเช่นผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่ออกมาเล่าเรื่องราวเมื่อลูกของเธอนั้นถูกงูเห่ากัด โดยเธอระบุว่า...   

 


      
     เรื่องราวจากประสบการณ์จริง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว เหตุเกิดกับลูกสาวเราเอง เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 เวลา 06:50 ตอนเช้าวันนั้น น้องมีนา ได้เข้าห้องน้ำเพื่อจะอาบน้ำไปโรงเรียน และเราก็รีดเสื้อผ้าอยู่นั้น ก็มีเสียงกรี๊ดอย่างดังเราตกใจมากเมื่อมองไปเห็นงูกำลังกัดเท้าลูกอยู่ เห็นงูดิ้นไปมา (ด้วยความกลัวมากของเด็กก็จับงูออกจากเท้าเอง) งูก็เข้าไปที่ท่อระบายน้ำทิ้งในห้องน้ำ เรารีบวิ่งปรี่เข้าไปหาลูกแล้วอุ้มลูกออกมาจากห้องน้ำทันที จากนั้นก็มองไปที่เท้าของลูกก็เห็นแผลมีเลือดออกลักษณะแผลมี 2 เขี้ยวก็รู้ทันทีว่าเป็นงูมีพิษ เรารีบหาผ้ามาพันเหนือแผลทันที แล้วบอกให้ลูกอยู่นิ่งๆ ห้ามขยับ ลูกก็ร้องไห้ด้วยความตกใจและกลัว แล้วก็เรียกสามีที่กำลังกรีดยางอยู่หลังบ้าน บอกว่าลูกโดนงูกัด พอสามีมาถึงก็หาตัวงู เราก็โทรศัพท์ไปที่ 1669 ทันที แล้วสามีก็เจองูและตีงูเพื่อนำไปด้วย จากนั้นหน่วยกู้ภัก็มาปฐมพยาบาลเบื้องต้น แล้วนำส่งโรงพยาบาล

 

 



เมื่อมาถึง รพ.ระยอง ก็เข้าห้องฉุกเฉิน เราร้องไห้ตลอดลูกก็ร้อง (แม่หนูเจ็บๆ) เราเหมือนใจสลายเหมือนตายทั้งเป็นกลัวมากกลัวกังวลว่าลูกจะเป็นอะไร หมอก็ให้แอดมิดแล้วดูอาการ ซึ่งอาการน้องตอนนั้นจะง่วงจะหลับตลอดเวลา เราก็จะพยายามปลุกลูกตลอดไม่ให้หลับ หมอก็ดูอาการแล้วก็บอกว่าเป็นงูเห่า เรานี่ตกใจมากกลัวไปหมด กว่าหมอจะวินิจฉัยว่าเป็นงูเห่าก็เป็นเวลาเที่ยง ด้วยความกลัวว่าลูกจะเป็นอะไรเราก็ว่าหมอทำไมไม่ฉีดยาเซรุ่มให้ลูกซักที

 

 

ตอนนั้นหมอก็น่าจะเครียดเหมือนกัน หมอใด้บอกกับเราว่า (คุณแม่ใจเย็นก่อนนะ ถ้าฉีดยาให้น้องเลยถ้าน้องแพ้ยาก็เสียชีวิตใด้เลยนะ) จากนั้นหมอก็นำยาเซรุ่มมาเทสที่แขนน้องดู 5 นาที น้องไม่แพ้ไม่มีผื่นหมอก็ฉีดเซรุ่มให้ทันที ตอนนั้นเวลา 12:17 น. หมอก็ยังสังเกตอาการหลังฉีดเซรุ่มเข้าไป อาการน้องตอนนั้นก็ดีขึ้นเรื่อยๆ น้องโชคดีมากไม่มีอาการอะไรให้น่าเป็นห่วง 23:00 น. น้องก็เข้าห้องผ่าตัด จากนั้นอาการก็ดีขึ้นตามลำดับ อยู่ รพ.เป็นเวลา 2 เดือน 2 วัน 

 

 

 

นอกจากนี้ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายดังกล่าวยังเล่าถึงวิธีการปฐมพยาบาลที่เธอนั้นได้นำมาใช้กับลูกของเธออย่างละเอียดว่า... อันดับแรกเมื่อถูกงูกัด คือต้องมีสติก่อนเลยค่ะ ควรให้คนที่โดนกัดอยู่นิ่งๆ พยายามไม่ให้ขยับมากที่สุด นำสำลีที่สะอาดปิดปากแผลเพื่อไม่ให้เชื้อโรคเข้าแผล จากนั้นให้เอาไม้ดามส่วนที่โดนกัด นำผ้ามาพันไม้กับแขนหรือขาที่โดนกัด ดามเหมือนคนแขนขาหัก และห้ามทำอะไรกับบาดแผลหรือใช้ปากดูดพิษเด็ดขาด เพราะไม่ใด้ทำให้พิษออกมาอาจเป็นอันตรายกับคนที่ดูดแผลแล้ว บาดแผลอาจติดเชื้ออีกแล้วถ่ายรูปงูหรือจำลักษณะงูที่กัด ให้อยู่ห่างงูแล้วนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด แล้วโทร 1699 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จับงูโดยตรง เพื่อไม่ให้โดนงูกัดซ้ำ และยังบอกอีกว่า งู นั้นมีระบบทำลายร่างกายอยู่ 2 ระบบคือ

1. ระบบประสาท มี งูเห่า จงอาง ทับสมิงคลา สามเหลี่ยม 


2. ระบบเลือด มี งูกะปะ งูแมวเซา งูเขียวหางไหม้

 

 


นอกจากนี้ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่นิยมกันมากและปลอดภัยถูกวิธีเมื่อโดน งู กัดก่อนนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลจากข้อมูลของมูลนิธิหมอชาวบ้าน ได้ออกมาแนะนำไว้ได้แก่

1. ใช้เชือก ผ้า หรือสายยางรัดแขนหรือขา ระหว่างแผลงูกัดกับหัวใจ (เหนือรอยเขี้ยว 2-4 นิ้วฟุต) เพื่อป้องกันมิให้พิษงูถูกดูดซึมเข้าร่างกายโดยเร็ว ให้รัดแน่นพอที่จะหยุดการไหลเวียนของเลือดดำ ควรคลายเชือกทุกๆ 15 นาที โดยคลายนานครั้งละ 30-60 วินาที จนกว่าจะถึงสถานพยาบาล

2. เคลื่อนไหวแขนหรือขาส่วนที่ถูกงูกัดให้น้อยที่สุด ควรจัดตำแหน่งของส่วนที่ถูกงูกัดให้อยู่ระดับต่ำกว่าหัวใจ (เช่น ห้อยเท้าหรือมือส่วนที่ถูกงูกัดลงต่ำ) ระหว่างเดินทางไปสถานพยาบาล อย่าให้ผู้ป่วยเดิน ให้นั่งรถหรือแคร่หาม ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของพิษงู

3. ควรดูให้รู้แน่ว่าเป็นงูอะไร แต่ถ้าไม่แน่ใจ ควรบอกให้คนอื่นที่อยู่ในที่เกิดเหตุช่วยตีงูให้ตาย และนำไปยังสถานพยาบาลด้วย (อย่าตีให้เละจนจำลักษณะไม่ได้)

4. อย่าให้ผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาดองเหล้า หรือกินยากระตุ้นประสาท รวมทั้งชา กาแฟ

5. อย่าใช้ไฟหรือเหล็กร้อนจี้ที่แผลงูกัด และอย่าใช้มีดกรีดแผลเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เลือดออกมาก

6. ถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ (จากงูที่มีพิษต่อประสาท) ให้ทำการเป่าปากช่วยหายใจไปตลอดทางจนกว่าจะถึงสถานพยาบาลที่ใกล้บ้านที่สุด

7. สำหรับบาดแผลให้ใช้ยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดบาดแผล ถ้ารู้สึกปวดแผล ให้กินพาราเซตามอล ห้ามให้แอสไพริน เพราะอาจทำให้เลือดออกง่ายขึ้น

 

ทั้ง 7  วิธีนี้เป็นเพียงเบื้องต้นก่อนส่งผู้ป่วยถึงมือแพทย์เพื่อรับเซรุ่มต้านพิษงู ต่อไป ในส่วนของความแตกต่างระหว่างงูพิษกับงูไม่มีพิษนั้นสามารถสังเกตได้ดังนี้

งูพิษ มีเขี้ยว 1 คู่ อยู่ตรงขากรรไกรบน เขี้ยวมีลักษณะเป็นรูกลวงคล้ายเข็มฉีดยา มีท่อติดต่อกับต่อมน้ำพิษ เมื่องูพิษกัดคนหรือสัตว์ ต่อมน้ำพิษจะปล่อยพิษไหลมาตามท่อ และออกทางปลายเขี้ยว คนที่ถูกงูพิษกัดจะพบรอยเขี้ยวเป็นจุด 2 จุด ตรงบริเวณที่ถูกกัด

งูไม่มีพิษ จะไม่มีเขี้ยว มีแต่ฟัน เมื่อกัดคน จะเป็นแต่รอยถลอกหรือรอยถากเท่านั้น จะไม่พบรอยเขี้ยว เช่น งูก้นขบ งูแสงอาทิตย์ งูปี่แก้ว งูเขียวปากจิ้งจก งูลายสาบ งูลายสอ งูงอด งูเหลือม และงูหลาม (2 ชนิดหลังตัวใหญ่ สามารถรัดลำตัว ทำให้ตายได้ )

 

ทั้งนี้ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยารายงานในรอบ 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 – 2558 พบผู้ป่วยถูกงูพิษกัด เฉลี่ยปีละ 6,000 กว่าราย พบมากในช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ผู้ที่ถูกกัดเกือบทั้งหมดมักไม่ทราบชนิดงูที่กัด เนื่องจากไม่เห็นตัวงู หรือไม่รู้จักว่าเป็นงูอะไร เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัย และให้เซรุ่มแก้พิษงูได้ตรงตามประเภทของพิษงูและรวดเร็วขึ้น หากครอบครัวไหนมีพื้นที่รกร้าง จุดอับสายตา มีสิ่งของวางอย่างไม่เป็นระเบียน ก็ควรหมั่นตรวจสอบบริเวณนั้นอยู่ทุกครั้งมิฉะนั้นอาจเป็นที่อยู่ของสัตว์ร้ายที่มีพิษได้

 

ขอบคุณ thaitravelmed


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย