อ้าวยังไง.."ธิดา"ลั่น คนเสื้อแดงทั้งหมดไม่ใช่นปช.ทั้งหมด!

Publish 2018-10-11 18:49:25



ติดตาใความเคลื่อนร้อนทางการเมืองทางฝากฝั่งของ นปช. แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ คนเสื้อแดง อย่าง นางธิดา ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษานำนปช.  ภายหลังจากได้หลังเฟซบุ๊กไลฟ์ ซึ่งทางเพจ UDD news ของนปช. ได้เผยแพร่บทความ  ในหัวข้อหัว " ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยกับการเลือกตั้ง!!! "

 



โดยมีเนื้อหาทั้งหมดระบุว่า....11 ต.ค. 61 อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษานปช. ได้กล่าวในการทำ Facebook Live โดยเริ่มการสนทนาด้วยนิยมของคำว่า “ผู้รักประชาธิปไตย” ในทัศนะของอ.ธิดาถ้ามองเป็นมวลชนก็ถือว่าเป็นขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ และมวลชนผู้รักประชาธิปไตยนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นมวลชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย และไม่ได้หมายความว่าเป็นมวลชนคนเสื้อแดง หรือเป็นนปช.ทั้งหมด

 

เพราะว่าประชาชนผู้รักประชาธิปไตยนั้นอาจจะไม่เลือกพท.ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความรักประชาธิปไตยในมุมของเขา อาจจะเป็นเพียงเขาไม่ชอบเผด็จการ เขาอยากไปเลือกตั้ง แต่เขาอาจจะผูกพันกับส.ส.หรือตระกูลใดในพื้นที่หรือพรรคอื่นที่เขามีความสัมพันธ์ที่ดีและเป็นตัวแทนของเขาได้ คนเหล่านี้เราก็ต้องถือว่าเขาเป็นผู้รักประชาธิปไตย

 

 

ถัดมาคือประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและต่อต้านระบอบเผด็จการหรือต่อต้านการสืบทอดอำนาจ ต้องการลบล้างผลพวงของการทำรัฐประหาร นี่ก็เป็นประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่เข้มข้น คนเหล่านี้จำนวนหนึ่งเกือบทั้งหมดก็จะเป็นส่วนของคนเสื้อแดง เพราะคนเสื้อแดงเกิดขึ้นจากความต้องการลบล้างผลพวงของการทำรัฐประหาร ไม่เอารธน.ปี 50

ต่อมามีการทำรัฐประหารในปี 57 จะมีประชาชนผู้รักประชาธิปไตยแต่เขาบอกว่าเขารักประชาธิปไตย รักความยุติธรรม แต่เขาไม่ใช่คนเสื้อแดง

 

มาถึงเรื่องของนปช.ซึ่งได้ร่วมขบวนการในฐานะประสานงานเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการมาตั้งแต่ต้น ต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านเผด็จการ ต้องการลบล้างผลพวงการทำรัฐประหาร มาจากกลุ่มประชาชนต่าง ๆ จับมือกันจนในที่สุดมีรูปการ มีนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแต่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง และสู้ด้วยสันติวี และนี่เป็นหลักการใหญ่ ๆ

อาจจะมีคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งไม่ใช่นปช.!!!



ดังนั้นอาจจะมีความแตกต่างกันอยู่ อ.ธิดากล่าวว่า “เราไม่เรียกแดงแท้ แดงเทียม” แต่ต้องเข้าใจว่าคนเสื้อแดงนั้นเพียงแค่เขาต้องการลบล้างผลพวงการทำรัฐประหาร และในคนเสื้อแดง ในนปช. ส่วนใหญ่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเนื่องจากเป็นพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแล้วถูกล้มล้างด้วยการทำรัฐประหาร ดังนั้นคนที่ต่อต้านรัฐประหารจำนวนมากก็จะสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และพรรคเพื่อไทยก็กลายเป็นพรรคการเมืองที่ต่อต้านเผด็จการ ต่อต้านรัฐประหาร เพราะถูกล้ม

เมื่อพูดถึงมวลชนของเพื่อไทย นปช. หรือคนเสื้อแดง อ.ธิดาอยากให้เข้าใจให้ชัดเจนอย่างนี้ว่า

คนเสื้อแดงทั้งหมดไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยทั้งหมด

คนเสื้อแดงทั้งหมดก็ไม่ใช่ผู้ที่เป็นนปช.ทั้งหมด

แต่นปช.เป็นคนเสื้อแดง และก็ไม่ได้หมายความว่านปช.ทั้งหมดจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

 

 

ฟังดูเหมือนยาก แต่ถ่สยืนอยู่บนหลักการจะเข้าใจไม่ยาก!!!

นี่คือเป็นความเหมือนและต่างกันของมวลชนผู้รักประชาธิปไตย-คนเสื้อแดง-นปช.

น่าสนใจว่าผู้รักประชาธิปไตยทั้งหมดถ้าเรานิยามผู้ไปสนับสนุนการเลือกตั้งจำนวน 30-35 ล้านคน ส่วนใหญ่ก็จะต้องเลือกพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหมด อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อธรรม พรรคเพื่อชาติ พรรคประชาชาติไทย พรรคอนาคตใหม่ (มาแรง) พรรคเกียน พรรคสามัญชน เป็นต้น

 

อ.ธิดาอยากจะบอกว่า ถ้าคุณประเมินประชาชนว่าถูกซื้อด้วยเงิน ถูกซื้อด้วยนโยบาย แต่สิ่งที่คุณขาดก็คือว่า ทางการเมืองนั้นจริง ๆ แล้วประชาชนก็แบ่งเป็น 2 ค่าย คือค่ายผู้รักประชาธิปไตย กับ ค่ายที่ไม่รักเท่าไหร่ อยากจะไปเลือกตั้งก็จริง แต่ยังสนับสนุนการทำรัฐประหาร ยังสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ

 

อุดมการณ์ของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยก็น่าจะเทให้กับพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยอย่างมีความคิด อย่างมียุทธศาสตร์ ขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองและส.ส.แต่ละคนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชนมากน้อยเท่าไหร่

 

สำหรับอ.ธิดาอาจจะมองโลกในแง่ดีว่า ประเทศไทยขณะนี้ประชาชนฝ่ายผู้รักประชาธิปไตยนั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก และหากเป็นการเลือกตั้งที่ “ฟรีและแฟร์” ส่วนใหญ่จะสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย...น่าจะได้เสียงข้างมากนะ บางคนบอกว่ามองโลกสวยรึเปล่า? อ.ธิดาทิ้งท้ายว่า คะแนนอาจกระจัดกระจายไปบ้าง แต่อ.ธิดามีความเชื่อว่าพรรคการเมืองเก่าที่ยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยน่าจะได้เสียงข้างมาก รวมทั้งพรรคการเมืองใหม่ที่ยืนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยก็จะได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม

 

ส่วนพรรคการเมืองที่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ...ไม่น่าจะได้รับเสียงมากสักเท่าไหร่ ถ้าการเลือกตั้งนี้ “ฟรีและแฟร์”



เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม