ด่วน! ศาลสั่งจำคุกผู้บริหารใหญ่ คดีฉ้อโกงขายจีที 200 มูลค่า 6.8 ล้าน

Publish 2018-10-10 14:03:15


กลายเป็นประเด็นที่มีข่าวที่โด่งดังมากในช่วงหนึ่ง สำหรับกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด หรือ จีที 200 ที่ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่า อุปกรณ์ดังกล่าวไม่สามารถใช้ได้งานได้จริง ซึ่งประเทศไทยเคยมีการจัดซื้อเข้ามาจำนวนมาก มูลค่ารวมแล้วนับพันล้านบาท  

 



ต่อมาทางด้านนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการไต่สวนข้อเท็จจริงการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 และอัลฟ่า 6 ว่า เรื่องดังกล่าวยังคงพิจารณาอยู่ และยืนยันว่าป.ป.ช. ไม่มีการปล่อยให้ขาดอายุความแน่นอน แต่การจะวินิจฉัยว่าถูกหรือผิดนั้นเป็นเรื่องที่ยาก เพราะบางครั้งไม่ได้อยู่ที่มูลค่าของเครื่อง แต่เป็นเหมือนความเชื่อ เหมือนพระเครื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่นำไปใช้แล้วเขารู้สึกว่าคุ้มค่า แต่บางส่วนก็มองว่าราคาเครื่องไม่น่าจะแพงขนาดนั้น อย่างไรก็คงจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้ออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม 
 

โดยวันนี้ (10 ต.ค) ศาลแขวงดอนเมืองได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีดังกล่าว ขณะที่ทางด้านนายวรอรรถ สุนทรอภิชาติ ทนายความของนายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ ผู้ต้องหาในคดีคดีฉ้อโกงการจัดซื้อเครื่องตรวจจับสารเสพติดและวัตถุระเบิด จีที 200 เดินทางมาที่ศาลแขวงดอนเมืองพร้อมเผยว่า ซึ่งจำเลยทั้ง 4 คนได้เดินทางมาศาลครบทุกคน และได้เตรียมเงินสดมาเป็นหลักทรัพย์มาประกันตัวประมาณ 10% ของมูลค่าความเสียหาย

 

ส่วนเรื่องคดี ทางผู้ต้องหายังยืนยันว่า เราเป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายไม่ทราบเรื่องคุณภาพสินค้า เพราะเราไม่เคยใช้ เพราะก่อนหน้าจะนำเครื่องตรวจจับสารเสพติดและวัตถุระเบิดจีที 200 มาเสนอขายกองทัพบก ได้มีหน่วยงานทหารอากาศได้ใช้เครื่องนี้มาก่อน และดูจากรายงานไม่พบว่าเครื่องจะมีปัญหาอะไร

 

 



ล่าสุดศาลแขวงดอนเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ ได้นัดอ่านคำพิพากษา ในคดีฉ้อโกงเครื่องตรวจจับอาวุธจีที 200 สำนวนที่ 3  ที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 ยื่นฟ้องบริษัทเอวิเอ  แซทคอม จำกัด ที่มีนายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ ผู้บริหาร บริษัทเอวิเอฯ นางศศกร ปลื้มใจ และน.ส พันทวีทรัพย์  สุดยาใจ ฐานร่วมกันฉ้อโกงขายเครื่องที่ใช้งานไม่ได้จริงให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รวมมูลค่า 6.8 ล้านบาท 


ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธขอต่อสู้คดี โดยวันนี้ (10 ต.ค.) จำเลยทั้งหมดเดินทางมาศาลพร้อมทนายความ เบื้องต้นศาลพิเคราะห์เห็นว่า จำเลยมีความผิดจริงตามฟ้อง จึงพิพากษาให้ปรับ จำเลยที่ 1 บริษัทเอวีเอ กระทง ละ 6,000 บาท รวม 3 กระทง ปรับรวม 18,000 บาท

 


ส่วนจำเลยที่ 2 นายสุทธิวัฒน์ ให้จำคุก กระทงละ 3 ปี รวม 3 กระทง จำคุก 9 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 กับ 4 ให้ยกฟ้อง ทั้งนี้ให้จำเลยที่ 1 และ จำเลยที่ 2 ชดใช้เงินให้กับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ จำนวนรวม 6.8 ล้านบาท

 


ภายหลังศาลพิพากษา นายวรอรรถ สุนทรอภิชาติ ทนายความเปิดเผยว่า เบื้องต้นได้เตรียมหลักทรัพย์ร้อยละ 10 ของมูลค่า 6.8 ล้านบาท ซึ่งถ้าเป็นเงินสดก็ประมาณ 7 แสนบาท หากต้องประกันตัวก็มีการเตรียมเงินสดมาพร้อมแล้ว ทั้งนี้ทนายได้ระบุอีกว่าจำเลยเป็นเพียงตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้กับราชการ โดยทางบริษัทไม่เคยได้ใช้สินค้าเองแต่ที่นำมาจำหน่ายเพราะอ้างอิงมาจากหน่วยงานราชการทางทหารที่เคยใช้มาก่อน บริษัทจึงนำมาเสนอจำหน่าย และ จากรายงานที่ผ่านมาก็ไม่พบปัญหาใดๆ 

 

 

 

 

ซึ่งการกระทำของจำเลยนั้นได้เสนอขายเครื่องตรวจจับสารเสพติดและวัตถุระเบิดจีที 200 ให้แก่ผู้เสียหาย โดยกล่าวอ้างคุณภาพพร้อมแสดงเอกสารแนะนำสินค้าที่มีข้อความอวดอ้างสรรพคุณของเครื่องด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อความจริงเกี่ยวกับคุณภาพของเครื่องดังกล่าวซึ่งควรบอก ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเครื่องดังกล่าวสามารถตรวจค้นหาได้ทั้งสารเสพติดและวัตถุระเบิดในเวลาเดียวกัน สามารถตรวจค้นยานพาหนะ สถานีขนถ่ายสินค้า รถขนส่งสาธารณะ การค้นหาในที่โล่ง การตรวจจับอาวุธและสารเสพติดที่ถูกซุกซ่อนโดยการฝังหรือซุกซ่อนไว้ในโพรงใต้ดิน ซึ่งสามารถตรวจจับได้จากระยะไกลกว่า 500 เมตรนั้น

 


              
สำหรับก่อนหน้านี้ศาลแขวงดอนเมืองได้อ่านคำพิพากษาชั้นต้นในคดีนี้ไปแล้ว จำนวน 2 สำนวน โดยสำนวนที่ 1 ผู้ฟ้องกรมสรรพวุธทหารบก ความเสียหาย 600 ล้านบาท ให้นายสุทธิวัฒน์ จำเลยที่ 2 จำคุก 10 ปี และ สำนวนที่ 2 ผู้ฟ้องกรมราชองครักษ์ ความเสียหาย 9 ล้านบาท ให้นายสุทธิวัฒน์ จำเลยที่ 2 จำคุก 9 ปี

 

(นายสุทธิวัฒน์ วัฒนกิจ ผู้บริหาร บริษัทเอวิเอ)

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

จิตติพร ศรีโยธา