แนะเคล็ดน่ารู้ช่วง เทศกาลกินเจ ทำให้ถูกหลักประโยชน์เพียบ เปิดตำราโบราณแท้ของต้องห้ามเด็ดขาด

แนะเคล็ดน่ารู้ช่วง "เทศกาลกินเจ" ทำให้ถูกหลักประโยชน์เพียบ เปิดตำราโบราณแท้ของต้องห้ามเด็ดขาด

Publish 2018-10-08 15:48:24


 

 

 

     เดินทางมาถึงในห้วงเวลาเดือนตุลาคม ถือเป็นหน้าเทศกาลของคนที่ชอบทานอาหารเจ ทั้งยังเป็นการล้างจิตใจให้สะอาดด้วยการไม่ทานเนื้อสัตว์ ซึ่งหากดูจากปฎิทินตามแบบฉบับคนจีนแท้ๆ ไม่ยึดตามปฎิทินสากลแล้วนั้นเทศกาลกินเจ จะตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี โดยในปี 2561 นั้นปฎิทินจีน ระบุไว้ว่าช่วงเทศกาลกินเจ ตรงกับวันที่ 9 - 17 ตุลาคม ซึ่งก่อนที่หลายคนจะทานเจ จะต้องมีการล้างท้อง 1 วัน ฟังดูอาจน่ากลัวแต่จริงๆ แล้วมันคือการทำร่างกายให้บริสุทธิ์ก่อนกินเจ จริงๆ ซึ่งการล้างท้องในเทศกาลกินเจนั้นมีวิธีที่ง่ายมากๆ คือไม่ทานเนื้อสัตว์  หรืออาหารคาวต่างๆ เพื่อชะล้างเนื้อสัตว์ ที่ตกค้างอยู่ในร่างกายออกให้หมดสิ้น เมื่อถึงวันถือศีลกินเจ ร่างกายจะได้สะอาด พร้อมถือศีลกินเจตามประเพณี 

 

   ทั้งนี้การยึดถือประเพณีกินเจของชาวจีน นั้นปฎิบัติมาเป็นเวลากว่า 400 ปี แล้ว โดยจะมีการกินเจ เป็นจำนวน 9 วัน ส่วนสาเหตุที่ต้องทานเจ 9 วัน เนื่องด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนานิกายมหายานที่หล่อหลอมรวมกับลัทธิขงจื้อ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับดาวนพเคราะห์ซึ่งชาวจีนเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้าในอดีต 7 พระองค์และพระโพธิสัตว์ 2 พระองค์รวมเป็น 9 พระราชาธิราชหรือ ดาวนพเคราะห์ เพื่อถือเป็นการสักการะพระราชาธิราชทั้ง 9 พระองค์จึงต้องทำการถือศีล กินเจเป็นเวลา 9 วันนั่นเอง 

 

    ในส่วนของ  คำว่า "เจ" ภาษาจีนทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานมีความหมายว่า "อุโบสถ" เดิมหมายความว่า "การรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน" ตามแบบอย่างของชาวพุทธที่รักษาอุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8  ที่จะไม่รับประทานอาหารหลังเที่ยงวันไปแล้ว แต่สำหรับพุทธนิกายมหายานนั้น การรักษาอุโบสถศีลจะรวมถึงการไม่รับประทานเนื้อสัตว์ด้วย เราจึงนิยมเรียกการไม่ทานเนื้อสัตว์รวมไปกับการกินเจ

 



 

     ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่า "กินเจ" ดังนั้นความหมายของคนกินเจ ไม่เพียงแต่ไม่ทานเนื้อสัตว์ แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ 

 

    "การกินเจ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง การถือศีลอย่างญวนและจีนที่ไม่กินของสดคาว แต่บริโภคอาหารประเภทผักที่ไม่มีของสดของคาวผสม ซึ่งมาจากรากศัพท์คำภาษาจีนที่ว่า "เจี๊ยะฉ่าย" หมายถึง การกินอาหารผัก อาหารที่มาจากพืชผักธรรมชาติ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และไม่ปรุงด้วยผักฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ และงดเว้นน้ำนมสด นมข้นด้วย เพราะถือว่าเป็นของสดของคาว 

ในส่วนของข้อห้ามการกินเจ ที่หลายคนควรรู้ได้แก่

1. งดเว้นเนื้อสัตว์ หรือทำอันตรายต่อสัตว์
2. งดนม เนย หรือน้ำมันที่มาจากสัตว์
3. งดอาหารรสจัด หมายถึง อาหารรสเผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก เปรี้ยวมาก
4. งดผักกลิ่นฉุน 5 ชนิด คือ กระเทียม, หัวหอม, หลักเกียว, กุยช่าย และใบยาสูบ 
5. ไม่ใช้จานชามปะปนกัน และต้องกินอาหารที่คนกินเจด้วยกันเป็นผู้ปรุงขึ้นมา (สำหรับคนที่เคร่ง) 

ทั้งนี้ เมื่อพูดถึงการกินเจ หรืออาหารเจ หลายคนมักนึกถึงแต่การหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ทุกชนิด ซึ่งบางคนอาจสงสัยว่า ทำไมข้อห้ามการกินเจ จึงต้องห้ามกินผักบางประเภทด้วย โดยเฉพาะผักฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม , หัวหอม , หลักเกียว , กุยช่าย , ใบยาสูบ หรือบางครั้งอาจรวมถึงเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน  5 อย่าง ดังนี้

 

 1. กระเทียม

 


ถือว่าเป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุนอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นหัวกระเทียม ต้นกระเทียม จะต้องงดทั้งหมด เพราะมันอาจส่งผลกระทบต่อธาตุไฟของร่างกาย กระเทียมมีความระคายเคืองสูง อาจไปทำลายการทำงานของหัวใจได้ ดังนั้น ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร หรือโรคตับ ไม่ควรรับประทานกระเทียมมาก

 

2. หัวหอม

 


หรือหอมทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ใบหอม ต้นหอม หอมหัวใหญ่ หอมแดง ซึ่งตามหลักการแพทย์โบราณของจีนเชื่อว่า หัวหอม จะกระทบต่อธาตุน้ำในร่างกาย ไปทำลายการทำงานของระบบไต บริโภคมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการหลงลืมได้ง่าย นอกจากนี้ อาจส่งผลให้มีอาการตาพร่ามัว และทำให้กลิ่นตัวแรงกว่าปกติได้

 

3. หลักเกียว 

 


หรือ กระเทียมโทนจีน ในทางการแพทย์ของจีนเชื่อว่า หลักเกียว หรือ กระเทียมโทนจีน ส่งผลกระทบต่อธาตุดินในร่างกาย และไปทำลายการทำงานของม้ามในร่างกายเรา

 

4. กุยช่าย 

 


ทำลายการทำงานของตับ และกระทบกระเทือนต่อ ธาตุไม้ ในกาย

 

5. ใบยาสูบ 

 


ซึ่งหมายถึง บุหรี่ ยาเส้น นั้น เป็นของเสพติดมึนเมา โดยใบยาสูบจะไปทำลายการทำงานของปอด และกระทบกระ เทือนต่อ ธาตุโลหะ ในกาย

 

 



 

      ผักทั้ง 5 ชนิดนี้ถือเป็นเครื่องฉุนห้ามเด็ดขาดในการนำมาปรุงอาหารเทศกาลกินเจ ส่วนการให้งดเว้นเนื้อสัตว์นั้น ก็มีที่มาที่ไปเช่นกัน โดยสืบเนื่องมาจากคนจีนเชื่อกันว่า ก่อนตายสัตว์จะอยู่ในอาการตกใจกลัว เมื่อเรากินมันเข้าไป อาจจะทำให้เรามีบาปติดตัวไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่คนจีนถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดมาจนถึงปัจจุบัน 

 

 

     ในขณะเดียวกัน การห้ามรับประทานอาหารรสจัด ทั้งอาหารรสเผ็ดมาก เค็มมาก หวานมาก และเปรี้ยวมาก เนื่องมาจากปกติคนจีนจะไม่กินอาหารรสจัดอยู่แล้ว เพราะเชื่อว่าอาหารรสจัดจะเข้าไปทำลายสุขภาพในร่างกาย เช่น หากกินเผ็ดจัดก็จะไปทำลายกระเพาะ กินเค็มจัดจะไปทำลายไต ซึ่งข้อห้ามเหล่านี้ถือว่าถูกหลักของการแพทย์ แต่บางคนที่ปฏิบัติไม่เคร่งครัดนัก เช่น ชอบรสเค็มจัดก็สามารถใช้เกลือแทนน้ำปลา และแม้ว่าจะมีข้อห้ามในการกินเนื้อสัตว์ แต่หอยนางรมถือเป็นสัตว์ ยกเว้น เนื่องจากตำนาน ความเชื่อของชาวจีนที่เล่าต่อกันมาว่า เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านพาประชาชนที่นับถือในพระพุทธศาสนาหนีตายจากการเข่นฆ่าของพระเจ้าเมี่ยวจวงลงเรือออกทะเล บ้างก็ว่าเป็นสาวกของเจ้าแม่กวนอิมเดินทางออกไปแสวงบุญแล้วเสบียงอาหารหมด แต่ทั้ง 2 ตำนานมีความคล้ายคลึงกันตรงที่การเดินทางออกทะเลด้วยหนทางที่ยาวไกลและใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลมาเป็นเวลานาน จนเสบียงต่างๆบนเรือนั้นเริ่มหมดไป ก็ทำให้เกิดความหิวโหย แต่ครั้นจะหาจับสัตว์หรือปลาในท้องทะเลกินก็จะเป็นการทำบาปต่อสัตว์โลก ไม่ตรงจุดประสงค์ในการมาแสวงบุญ ทุกคนจึงอธิฐานว่า จะลองเอาไม้พายจุ่มลงไปในทะเลถ้าหากมีสิ่งใดติดขึ้นมาก็จะกินสิ่งนั้นเป็นอาหาร ปรากฎว่ามีหอยนางรมติดไม้พายขึ้นมา ก็เลยนำหอยนางรมขึ้นมากินเป็นอาหาร จากเรื่องเล่านี้เองที่ทำให้หอยนางรมเป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้ในช่วงกินเจนั่นเอง 

 

      บางตำนานก็กล่าวว่า หอยนางรมเป็นสัตว์ที่ไม่มีเลือดสามารถกินได้ในช่วงเทศกาลกินเจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละคนว่า สมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะนี่ก็เป็นเพียงตำนานที่เล่าต่อๆ กันมาเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม ในคนที่ไม่ต้องการเบียดเบียนชีวิตสัตว์อย่างแท้จริงก็จะถือว่าหอยนางรมเป็นสิ่งมีชีวิต และเลือกที่จะไม่ทานหอยนางรมในช่วงเทศกาลกินเจ

 

หลักธรรมในการกินเจ จะตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญอยู่ 2 ประการ ดังนี้

1. การดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น คือ ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาต่อเติมบำรุงเลี้ยงชีวิตของตน ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเลือดของตน และไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเนื้อของตัวเอง 

 

2. การดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเอง คือ จะรับประทานสิ่งใดเข้าไปต้องไม่ทำให้ร่างกายทรุดโทรมเท่ากับเป็นการเบียดเบียนตนเอง ดังนั้นจึงมีการห้ามของมึนเมา สารเสพติด ขณะที่วิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ยืนยันว่า เลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายเต็มไปด้วยพิษภัยมากมาย เนื้อสัตว์เหล่านี้จึงจัดเป็นพิษชนิดหนึ่งเช่นกัน การละเว้นจึงส่งผลดีต่อร่างกายอีกด้วย 

 
       นอกจากนั้นเมื่อถึงเทศกาลกินเจ ในทุกปีจะพบว่าราคาผักในช่วงนี้จะมีราคาสูงกว่าปกติเป็นเท่าตัว เนื่องจากหลายคนงดเว้นเนื้อสัตว์ หันมาทานผักแทน โดยในปี 2561 นี้พบว่า ผักชีพุ่งสูงถึง กก.ละ 120 บาท จากราคา 70 บาท  ขายปลีกขีดละ 15 บาทผักขึ้นฉ่าย กก.ละ 150 บาท ผักกาดจากราคา 15 บาทขึ้นเป็น กก.ละ 40 บาท ผักคะน้า กก.ละ 50 บาท ดอกต้นหอม กก.ละ 80 บาท กะหล่ำปลี กก.ละ 35 บาท  ผักบุ้งกิโลกรัมละ 10 บาท ผักกวางตุ้ง กิโลกรัมละ 30-40 บาท ผักกาดขาวปลี กิโลกรัมละ 50 บาท ถั่วฝักยาว กิโลกรัมละ 40-50 บาท  แตงกวา กิโลกรัมละ 20 บาท  โดยเฉพาะมะนาวขึ้น 400 กว่าบาท จากราคา 40 บาท แถมยังพบว่าผักบางชนิดขาดตลาด เช่น ผักกาดหอม กะหล่ำดอก ทางสำนักงานพาณิชย์ในหลายจังหวัดจึงต้องออกมาขอความร่วมมือให้ผู้ที่ต้องการบริโภคผักในช่วงเทศกาลกินเจ ปี 2561 นี้หลีกเลี่ยงผักชนิดดังกล่าว

 

    การรับประทานอาหารเจ ในสมัยใหม่นั้นแตกต่างจากการทานในรูปแบบโบราณแต่เดิมมาก เพราะแบบใหม่มักจะนำวัตถุดิบที่สามารถทานได้ในช่วงเทศกาลเจ มาแปรรูปให้ใกล้เคียงเนื้อสัตว์ ทั้งยังมีของทอดเยอะ จนในบางครั้งก็อาจส่งผลเสี่ยงให้กับร่างกาย แทนการได้คุณค่าอาหารอย่างเต็มที่ ทางที่ดีผู้บริโภคอาหารเจควรเลือกร้าน และเมนูอาหารให้มากๆ เมื่อออกจากเทศกาลทานเจแล้วจะได้ไม่บ่นว่าอ้วน ตามหลังนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูล kapook

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

ไปรยา เปลี่ยนสมัย