12 ปี..ประเทศไทยก้าวสู่ความรุนแรง และการต่อสู้เพื่อตัวเองของ "ทักษิณ ชินวัตร"?

Publish 2018-09-19 01:22:15



ครบรอบ 12ปี  ของการโค่นรักษาการนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ชินวัตร (ยศในขณะนั้น)  โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะ

 

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหว จากทักษิณผ่านทางเฟสบุ๊ค ได้ออกมาพรั่งพรูความในใจ หลังที่ต้องเร่ร่อนต่างประเทศ โดยกล่าวทำนองว่า  12 ปี รัฐประหาร" ทำประเทศย่ำแย่ ประเทศช้ำพอแล้วหรือยัง รอยยิ้มของไทยที่เรียกว่ายิ้มสยามหายไปไหนหมด  ตอนหนึ่งยังระบุด้วยว่าในโอกาสครบรอบ 12 ปีนี้ ขอเปิดอกว่าตนเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นตนต้องสูญเสียความสุข ความอบอุ่นในครอบครัว ที่พ่อแม่ลูกเราอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่นมาตลอด

 

 



ทักษิณถาม ว่าประเทศช้ำพอแล้วหรือยัง คำถามนี้ควรย้อนกลับไปที่ตัวของผู้พูดเสียมากมากกว่า อ้างว่าตนเองสูญเสียความสุข ความอบอุ่นในครอบครัว  คงเทียบกับ ชีวิตประชาชน ผู้บริสุทธิ์ที่ตกเหยื่อของความรุนแรงไม่ได้เลย.. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา12ปี เต็ม ทักษิณมีความพยายามทุกหนทางที่จะนำตัวเองกลับไทย อย่างผู้ไร้มลทิน โดยไม่สนใจรูปแบบ ไม่คำนึงถึงวิธีการใดๆ..จนท้ายที่สุดนำพามาสู่ความรุนแรงในการชุมนุม

 

การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ  เริ่งก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ในช่วงปลายปี 51  งานครอบครัวความจริงวันนี้สัญจร ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2551ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ภายในสนามกีฬาหัวหมาก การกีฬาแห่งประเทศไทย ถนนรามคำแหง มีผู้ร่วมงานประมาณ 100,000 คน

 

 

ตลอดจนมาถึงการก่อจลาจลทั่วกทม.เมื่อปี 2552  นายทักษิณ ปลุกระดมม็อบเสื้อแดงให้สู้ถึงขั้นแตกหัก นายทักษิณ เคยประกาศไว้ “ถ้าเสียงปืนนัดแรกดังขึ้นเมื่อไหร่ จะกลับมาประเทศไทย ร่วมกับพี่น้องคนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”  ทักษิณ กล่าวเมื่อ30 มี.ค. 2552 กล่าวผ่านระบบวิดีโอลิงค์ ขึ้นจอภาพ บนเวทีกลุ่มคนเสื้อแดง คำพูดปลุกใจ มวลชนเสื้อแดง ก่อนเหตุการณ์คนเสื้อแดงลุกฮือขึ้นมาเผาบ้านเผาเมือง วันนั้นคนเสื้แแดงโห่ร้องสรรเสริญทักษิณด้วยความยินดี ...แต่เมื่อมีเสียงปืนแตกตั้งแต่วันนั้นจนถึงวินาทีนี้ ก็ไม่มีวี่แววของเจ้าของประโยคข้างต้นที่จะทำตามที่ลั่นวาจาไว้ แต่กลับอพยพครอบครัวหนีเอาตัวรอดออกนอกประเทศ ปล่อยให้พี่น้องคนเสื้อแดงต่อสู้และไปตายแทน

 

 แต่ที่สำคัญคือบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาเซียนและผู้นำชาติมหาอำนาจคู่เจรจาที่โรงแรมรอยัลคลิฟพัทยา จ.ชลบุรี โดยการก่อการจลาจลของม็อบเสื้อแดงภายใต้การปลุกระดมของ นายทักษิณ ครั้งนั้นเพื่อโค่นล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์หวังฟื้นระบอบทักษิณกลับมายึดครองประเทศอีกครั้ง

 

 

หรือแม้แต่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อปี 2553  การมีอยู่จริงของกองกำลังติดอาวุธ หรือชายชุดดำ ที่คำพิพากษาศาลอาญา ที่ให้จำคุก"ชายชุดดำ" เป็นบทพิสูจน์ หนึ่งว่า "ชายชุดดำ" มีอยู่จริง จาก คดีก่อการร้าย  เนื่องจากคดีดังกล่าว เป็นการรวบรวมถึงพฤติกรรมที่เป็นการละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมืองในหลายเหตุการณ์ด้วยกัน หนึ่งในนั้น คือ เหตุการณ์บริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ด้วย  และมีการใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน

 

 

ตอกย้ำความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วยคำพิพากษาศาลฏีกา.."ทักษิณ-ชุดดำ-ยิ่งลักษณ์-เสื้อแดง" คือหนึ่งเดียวกัน?

 

จากกรณีศาลฎีกาประทับรับฟ้องคดีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)  ยื่นฟ้อง"ธาริต" เเละพวก 3 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หลังจาก 2 ศาลแรกยกฟ้อง ในความผิดฐานเป็นร่วมกันเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต และเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนกระทำการโดยมีเจตนากลั่นแกล้ง



เมื่อพลิกคำพิพากษาศาลฏีกาได้กล่าวเอาไว้ชัดเจนว่า นายทักษิณ ชินวัตร พร้อมพวกรวม25คนในข้อหาร่วมกันก่อการร้าย ซึ่งในช่วงหนึ่งได้ระบุว่า..

 

"ส่วนที่ จำเลยที่ 1 (นายธาริต) กับพวกในฐานะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ทำการสืบสวนสอบสวนก่อนนั้นแล้วได้ความว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีกองกำลังติดอาวุธต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถือเป็นคดีก่อการร้าย ต่อมาได้สรุปความเห็นส่งฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร กับพวกรวม 25 คน ในข้อหาร่วมกันก่อการร้าย และเมื่อวันที่ 11 ส.ค.53 พนักงานอัยการ ได้ฟ้องนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ กับพวกรวม 19 คน ในข้อหาร่วมกันก่อการร้ายต่อศาลชั้นต้น หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนรัฐบาล โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรองนายกรัฐมนตรี และมีการแต่งตั้งแกนนำกลุ่ม นปช. ที่เข้าร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ โจทก์ที่ 1 และถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีร่วมกันก่อการร้ายเป็นรัฐมนตรีและตำแหน่งทางการเมืองหลายคน จึงแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลของน.ส.ยิ่งลักษณ์ มีกลุ่ม นปช.หรือกลุ่มคนเสื้อแดง เป็นแนวร่วม"


 

ซึ่งทั้ง25คน ที่นายธาริตส่งฟ้องในคดีก่อการร้าย ประกอบไปด้วย 1.นายทักษิณ ชินวัตร 2.นายวีระ มุสิกพงษ์ 3.นายจตุพร พรหมพันธ์ 4.นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ 5.นายแพทย์เหวง โตจิราการ 6.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 7.นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง 8.นายอดิศร เพียงเกษ 9.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ 10.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 11.นายขวัญชัย ไพรพนา 12.นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก 13.นายนิสิต สินธุไพร 14.นายการุณ โหสกุล 15.นายพายัพ ปั้นเกตุ 16.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย 17.นายภูมิกิตติ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง 18.นายสุขเสก พลตื้อ 19.นายจรัญ ลอยพูล 20.นายอำนาจ อินทโชติ 21.นายชยุต ใหลเจริญ 22.นายสมบัติ มากทอง หรือผู้กองแดง 23.นายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ 24.นาย รชต หรือกบ วงค์ยอด 25นายยงยุทธ ท้วมมี (พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง เนื่องจากเสียชีวิตไปแล้ว)

 

 

จาก เมื่อขั้วอำนาตการเมืองเปลี่ยนมือ นายธาริตได้พลิกกลับมามาฟ้องนายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐาน ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา  จากกรณีออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าขอคืนพื้นที่การชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เมื่อปี 2553  เป็นสาเหตุที่ทำให้นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ฟ้องกลับนายธาริต ตามที่ได้เอบไปข้างต้น

 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นหากพิจารณาตาม คำพิพากษาศาลฏีกาจะพบว่า ดีเอสไอได้ทำการสืบสวนสอบสวน และรวบร่วมพยายานหลักฐาน จนสามารถมั่นใจได้ว่า มีกองกำลังติดอาวุธ อยู่จริง เป็นเหตุให้ส่งฟ้องนายทักษิณและพวก ในคดีก่อการร้าย โดยจากรายชื่อทั้งหมด 25 คน ต่อมาภายหลังที่พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี  ซึ่งผู้มีรายชื่อทั้ง25คน บางส่วนก็ได้กลายเป็นทั้งรัฐมนตรี คณะบริหารบ้านเมือง หรือแม้กระทั่งส.ส.ของพรรคเพื่อไทยในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งเยอะแยะไปหมด  ชัดเจนถึงการตอกย้ำความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระว่าง "ทักษิณ-ชุดดำ-ยิ่งลักษณ์-เสื้อแดง" 

 

หลายชีวิต อาจต้องตายฟรี !! จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นด้วย รวมถึง พล.อ.ร่มเกล้า และช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น เพราะจนถึงขณะนี้ผ่านมาหลายปี ก็ยังไม่สามารถจับกุมดำเนินคดีกับคนที่“ฆ่า”ได้


 

หรือเหตุการณ์ที่คนไทยทั้งประเทศไม่อยากจดจำ ในช่วง พ.ค. 53  เหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 53 หรือเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองที่ประเทศชาติบอบช้ำที่สุด รวมไปถึงการเผาศาลากลางจังหวัดในภาคอีสาน ที่ทักษิณ ที่ส่งสัญญาณบงการปลุกระดมจากนอกประเทศให้กลุ่มเสื้อแดงใช้ความรุนแรงโดยกล่าวว่า “ให้พี่น้องต่างจังหวัดไปที่ศาลากลางกทม.ผมอยากฝากบอกคนเสื้อแดงทั่วประเทศ อีกครั้งหนึ่งว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นรุนแรงกับพี่น้องคนเสื้อแดงที่กรุงเทพฯ พี่น้องเสื้อแดงต่างจังหวัดไปที่ศาลกลางกันให้เต็มที่”

 

นี่เป็นส่วนหนึ่งของควารุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่นายทักษิณ ได้หลบหนี้ออกนอยประเทศผู้ต้องหาหลบหนีคดี 

.

 

“12ปี รัฐประทหาร ทักษิณ 12ปีเทศไทยก้าวสู่ความรุนแรง”

.



เรียบเรียงโดย

วิลาสินี แววคุ้ม