มีสิทธิ์แค่ไหน อั้ม เนโกะ ซัด เฌอปราง ผงซักฟอกเผด็จการ เปิดประวัติคนบาปอยู่ไม่ได้แม้แผ่นดินเกิด

มีสิทธิ์แค่ไหน "อั้ม เนโกะ" ซัด "เฌอปราง" ผงซักฟอกเผด็จการ เปิดประวัติคนบาปอยู่ไม่ได้แม้แผ่นดินเกิด

Publish 2018-09-17 17:58:50


 

     เป็นอีกประเด็นที่ร้อนแรงบนโลกออนไลน์ไม่มีทีท่าว่าจะมอดดับลงโดยง่าย กับกระแสวิพากษ์วิจารณ์นางสาวเฌอปรางค์ อารีย์กุล หรือเฌอปรางค์ ผู้รั้งตำแหน่งกัปตันวงไอดอลสาว BNK48 กับพฤติกรรมของเธอที่ทำให้หลายคนมองว่าจะเข้าข่ายเป็นการช่วยโปรโมทรัฐบาล คสช. ราวกับจะเป็นมาสคอตของรัฐบาลไปเสียแล้ว จนเป็นที่มาของคำกล่าวบริภาษอย่างรุนแรงจากทางฝั่งกลุ่มเสรีนิยมคนอยากเลือกตั้งทั้งหลายว่าการรับทำของเธอดูจะไม่ต่างอะไรกับการรับใช้รัฐบาลทหาร จากด้านกัปตันสาวผู้นี้ก็ไม่มีทีท่าต้องการต่อปากต่อคำหรือแสดงจุดยืนของตนให้เป็นที่แน่ชัดแต่อย่างใด

 

 


 

 

    ความนิ่งเฉยของเฌอปรางค์ และปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลด้วยสีหน้ายิ้มแย้มไม่อินังขังขอบต่อคำผรุสวาทใดๆ ราวกับจะเป็นการราดน้ำมันเข้ากองไฟเสียอย่างนั้นเพราะล่าสุด นายศรัณย์ ฉุนฉาย หรือ อั้ม เนโกะ ผู้ต้องหาคดี 112 ซึ่ง หลบหนีออกนอกประเทศได้ทำการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "ส่วนตัวไม่ได้รู้จัก เฌอปราง ผงซักฟอกเผด็จการมาก่อน แต่บอกเลยค่ะถ้าประชาชนได้อำนาจคืนมาอย่างแท้จริงเมื่อไรเราอาจได้เห็น ฟ่านปิงปิงเมืองไทย" หลังจากที่โพสต์ดังกล่าวได้เผยแผร่ออกไปแน่นอนว่าสร้างความขุ่นเคืองใจแก่ผู้นิยมวัฒนธรรมไอดอลที่เรียกว่า "โอตะ" อย่างรุนแรง

 

    นายศรัณย์ ฉุนฉาย คือชื่อจริงของ "อั้ม เนโกะ"  ชื่อเสียงของเธอเริ่มเป็นที่รู้จักบนโลกออนไลน์ ในปี 2555 จากการโพสต์รูปภาพที่มีท่าทางไม่เหมาะสมคู่กับรูปปั้นของนายปรีดี พนมยงค์ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมข้อความว่า "ความรัก ความคลั่งคืออะไร แต่ประเทศไทยก็ไม่มีกฎหมายหมิ่นท่านปรีดี เพราะเราทุกคนเท่ากัน" แน่นอนว่าภาพดังกล่าวย่อมสร้างความไม่พอใจแก่นักศึกษาธรรมศาสตร์ จนเกิดเป็นกระแสต่อต้านในเวลาต่อมา

 

 

 

    ไม่หยุดเพียงเท่านั้น 1 ปีต่อมาเขาได้จุดชนวนกระแสความเกลียดชังขึ้นอีกครั้ง เพราะในช่วงเดือน ก.ย. ปี 2556 นายศรัณย์ได้แปะโปสเตอร์รณรงค์ยกเลิกบังคับใส่ชุดนักศึกษาซึ่งแสดงรูปชายหญิงแต่งชุดนักศึกษาทำกริยาคล้ายว่ากำลังร่วมรัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเพศสภาพที่เขาเลือกไม่ตรงกับเพศกำเนิดจึงเกิดปมภายในจิตใจ จากการที่ถูกบังคับให้สวมใส่เครื่องแบบนักเรียนชายมาโดยตลอด เมื่อครั้งยังเรียนอยู่คณะครุศาสตร์ ในรั้วจามจุรีสีชมพู จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายศรัณย์ถูกมองว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นครูในอนาคต จึงตัดสินใจลาออกเพื่อก้าวเข้าสู่ถิ่นยูงทองโดยสอบเข้าที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เอกภาษาเยอรมัน และความที่สังคมไทยยังเปี่ยมล้นไปด้วยความเป็น "อนุรักษ์นิยม" แน่นอนว่าไม่มีทางที่จะหนีพ้นการถูกบังคับให้แต่งกายในชุดนักศึกษาชายในบางโอกาส เช่นการถ่ายรูปติดบัตรนักศึกษา  



ด้วยความเป็นเสรีนิยมที่สุดโต่งของนายศรัณย์ ที่เคลื่อนไหวด้วยการแสดงออกทางการเมืองที่รุนแรงและแต่งตัววาบหวิวเพื่อเป็นการท้าทายเหล่าอนุรักษ์นิยม แน่นอนว่าเป็นเหตุให้มีการล่ารายชื่อภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อขับไล่เขาในเวลาต่อมา และอีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้ายจนทำให้ลิเบอรัลผู้นี้ต้องถูกพักการเรียนเป็นเวลาสองปีคือ การพยายามชักธงดำขึ้นแทนธงชาติที่ตึกโดม เพื่อเป็นการประท้วงต่อท่าทีของอธิการบดี สมคิด เลิศไพฑูรย์ ที่ในขณะนั้นมีความคล้ายว่าจะสนับสนุนกลุ่ม กปปส. อยู่ในที

 

 

 

    ไม่เพียงเท่านั้นนายศรัณย์ ยังตั้งตนเป็นนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้มีการยกเลิกกฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 แต่กลับโดนฟ้องเสียเองหลังจากไปบันทึกเทปรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่ง

 

    ภายหลังการรัฐประหารโดย เพื่อล้มรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ในวันที่ 22 พ.ค. 2557 นายศรัณย์ถูกเรียกให้มารายงานตัวพร้อมกับนักกิจกรรมฝั่งตรงข้ามหรือคนเสื้อแดงที่มีแนวโน้มเข้าข่ายกระทำความผิดตามมาตรา 112 และต้องรับโทษจำคุกหลายปี แน่นอนว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่ายนักเพราะอีกเพียงหนึ่งปีผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ผู้นี้ก็จะสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่เมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว แน่นอนว่าใครจะยอมติดคุกและมีสถานะเป็น น.ช. นายศรัณย์จึงตัดสินใจหนีคดีออกนอกประเทศในที่สุด

13 มิ.ย. ตำรวจออกหมายจับนายศรัณย์ ในข้อหาไม่รายงานตัวทันที แรกเริ่มนั้นเขาหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านก่อนที่จะบินไปยังประเทศฝรั่งเศส
และอาศัยอยู่ที่นั่นมาโดยตลอด ซึ่งระหว่างเปลี่ยนเครื่องที่กรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ ได้มีตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของประเทศเกาหลีมารอจับจากรายชื่ออาญชากรที่ทางการไทยส่งมา แน่นอนว่ามีรายชื่อของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และสุดา รังกุพันธุ์รวมอยู่ในนั้นด้วย โดยนายศรัณย์  ได้พยายามอธิบายและให้เหตุผลกับทางตำรวจเกาหลีว่า ตนนั้นเป็นเพียงผู้มีความเห็นต่างจากรัฐบาลไทย และในเวลานี้รัฐบาลไทยก็มีสถานะไม่ต่างอะไรกับเกาหลีเหนือ ตำรวจเกาหลีจึงปล่อยให้นายศรัณย์ ขึ้นเครื่องไปฝรั่งเศสโดยไม่จับกุมแต่อย่างใด

 

 



    ระหว่างอาศัยอยู่ประเทศฝรั่งเศสในฐานะนักโทษหลบหนีคดี นายศรัณย์กลับไม่ได้นิ่งเฉยแต่อย่างใด เพราะได้ทำการอัดคลิปวิดิโอโจมตีจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงอยู่หลายครั้ง โดยยืนยันหนักแน่นว่าอุดมการณ์และการแสดงออกถึงจุดยืนของเขานั้นสามารถกระทำได้ เพราะไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของใครเรียกได้ว่าเป็นชุดความคิดของชาวเสรีนิยมสุดโต่งโดยแท้ เมื่อได้อยู่ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าขีดเขียนประวัติศาสตร์ด้วยคมหอกปลายดาบจากการปฏิวัติ และมีชื่อเสียงกระฉ่อนในเรื่องการเดินขบวนประท้วง เพื่อเรียกร้องสิทธิในเรื่องต่างๆ มีหรือที่นายศรัณย์จะอยู่เฉยราวกับเป็นดินแดนในอุดมคติ นายศรัณย์เป็นที่ตั้งของนักกิจกรรมต่างๆ และกระตือรือร้นที่จะ
เป็นหนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของประเทศฝรั่งเศสอีกด้วย

 

 

 

    แต่สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของนายศรัณย์ ณ ประเทศฝรั่งเศสอาจไม่สวยหรูเท่าใดนัก เพราะไม่ได้ทำการติดต่อกับครอบครัวที่ประเทศไทยเนื่องด้วยเป็นห่วงในความปลอดภัยของครอบครัว และด้วยสภาพเงินที่ไม่คล่องส่งผลให้ต้องย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกทีหนึ่ง ทั้งยังต้องทำงานอย่างหนักเช่นการเป็นพี้เลี้ยงเด็ก เพื่อเลี้ยงปากท้องของตน 

 

    เป้าหมายของนายศรัณย์ ฉุนฉาย หรือ "อั้ม เนโกะ" ผู้ต้องหาคดี 112 ณ เวลานี้ คือการจบปริญญาตรีที่ประเทศฝรั่งเศส ก่อนที่จะหางานทำคล้ายกับว่าจะเป็นแผนระยะยาว และยังไม่คิดที่จะกลับบ้านเกิดจนกว่าจะมีการเปลี่ยนผ่านราชวงศ์ไทยและยกเลิกมาตรา 112

 

    เรียกได้ว่าเป็นผู้ต้องหาคดีตามวามผิดมาตรา 112 อีกคนที่ทางการไทยต้องการตัวเป็นอย่างมากเพราะหลากหลายพฤติกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนายศรัณย์ ราวกับเป็นการตบหน้ารัฐบาลไทยฉาดใหญ่จนหน้าชาไปตามๆ กัน ซึ่งเมื่อมองจากพฤติกรรมต่างๆ ที่เคยได้ทำไว้กับประเทศไทยก็ต้องยอมรับว่า นายศรัณย์ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะการกระทำที่ส่อถึงสันดานอันหยาบกระด้าง การจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพรักของปวงชนชาวไทย จนไม่มีแม้แต่แผ่นดินแม่ให้อยู่ก็นับว่าเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดแล้ว

 

 


ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย