ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ในหลวงร.9 ทรงฝ่าคลื่นลมทะเลถึง 17 ชม. เมื่อครั้งทรงเรือใบฝีพระหัตถ์

ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ในหลวงร.9 ทรงฝ่าคลื่นลมทะเลถึง 17 ชม. เมื่อครั้งทรงเรือใบฝีพระหัตถ์

Publish 2018-08-31 16:38:15


 

    พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ของปวงชนชาวไทย ทรงโปรดการเล่นกีฬามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเฉพาะกีฬาเรือใบ ที่ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ อาจด้วยเพราะพระองค์ท่านโปรดปรานการช่างเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พระองค์จะทรงต่อเรือใบด้วยพระหัตถ์ ของพระองค์เอง 

 

 

 

    เรือฝีพระหัตถ์ลำแรกของพระองค์นั้น เป็นเรือใบพระที่นั่งเอ็นเตอร์ไพรส์ โดยพระราชทานชื่อเรือว่า "ราชปะแตน" และต่อมาทรงต่อเรือใบประเภท โอ เค ขึ้นอีก พระราชทานชื่อว่า "นวฤกษ์" และทรงต่อเรือขึ้นมาอีกลำหนึ่งเป็นเรือใบประเภท โอ เค พระราชทานชื่อเรือว่า "VEGA" หรือ เวคา เป็นลำที่สาม และลำนี้เองที่จะสร้างประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมาด้วยการทรงเรือใบข้ามอ่าวไทย เป็นเวลากว่า 17 ชั่วโมง

 

    นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรก และพระองค์เดียวในเอเชีย ที่ได้รับรางวัลจากการแข่งขัน นานาชาติ ในการแข่งขันพระองค์จะทรงเคารพในกฏกติกาอย่างเคร่งครัด ครั้งหนึ่งหลังจากเสด็จออกจากฝั่งได้ไม่นาน แต่เรือใบพระที่นั่งแล่นไปโดนทุ่นเข้า ในกติกานั้นถือว่าฟาวล์ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครเห็น แต่พระองค์ก็ทรงแล่นกลับเข้าฝั่ง แสดงให้เห็นถึงสปิริตและน้ำใจนักกีฬา

 

 

    โดยส่วนหนึ่งจากพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับการแล่นเรือที่สะท้อนข้อคิดในการใช้ชีวิต “การแล่นเรือใบ สอนให้คนคิดเอง ทำเอง เพราะเมื่อเราลงไปเล่นเรือใบแล้วเรือไม่วิ่ง จะไม่มีใครมาคอยสอน เราต้องคิดเอง ทำเอง ว่าลมมาทางไหน ลมแรงขนาดนี้ เราสู้ไหวไหม ถ้าไหวเราก็สู้ แต่ถ้าไม่ไหวแล้วเรายังสู้ เรือก็จะคว่ำ”



    ซึ่งเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2509 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้สร้างปรากฏการณ์แก่ประวัติศาสตร์วงการกีฬาไทย เมื่อพระองค์ทรงเรือใบฝีพระหัตถ์ประเภทโอเค มีความยาวขนาด 13 ฟุต นามว่า เวคา พร้อมกับการฉลองพระองค์ด้วยชุดสนามทหารนาวิกโยธิน เสด็จข้ามอ่าวไทย จากพระราชวังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไปขึ้นฝั่งที่หาดเตยงาม ณ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ระยะทางประมาณ 60 ไมล์ทะเล (97 กิโลเมตร) ใช้เวลาทั้งหมด 17 ชั่วโมง ด้วยพระปณิธานที่ทรงแน่วแน่ เพื่อนำธงราชนาวิกโยธินมาปักไว้เหนือก้อนหินใหญ่บนชายหาดกลางอ่าวเตยงาม ท่ามกลางเสียงบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ “มาร์ชราชนาวิกโยธิน” และข้าราชการทหาร ตลอดจนพสกนิกร ชาวไทยที่รอรับเสด็จ

 

 

 

    การทรงเรือใบในครั้งนั้น มีพระองค์ลำพังพระองค์เดียว โดยจำกัดเรือตามเสด็จฯ เพียงแค่ 3 ลำเท่านั้นคือ เรือของหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เรือของพระองค์เจ้าพีระพงศ์ภาณุเดช และเรือของพลเรือโท สนอง นิสาลักษณ์ 

 

 

 

    ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะจนพระปณิธานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และได้ทรงลงพระปรมาภิไธยบนแผ่นจารึกว่าที่นี้ พระบาทสมเด็จพระปรมิน ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จอมทัพไทย ได้ทรงเรือใบขนาด 13 ฟุต ด้วยพระองค์เองพระองค์เดียว จากหัวหิน มาถึงสัตหีบ เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2509 เริ่มเวลา 08.28 ถึงเวลา 21.28



    พล.ร.อ.ยุทธนา เชิดบุญเมือง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธินในขณะนั้น กล่าวว่า ผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้เล่าว่าทุกคนเฝ้ารอคอยพระองค์ท่านด้วยความเป็นห่วงและกังวล เพราะขณะนั้นเป็นเวลามืดแล้ว อีกทั้งในสมัยก่อนการสื่อสารยังไม่สะดวก มีทหารเรือติดตามอารักขาแค่ลำเดียว และการแล่นเรือข้ามอ่าวนั้นอันตราย แต่เมื่อในหลวง รัชกาลที่ 9 มาถึง ทุกคนต่างปลาบปลื้มกันถ้วนหน้า 

 

 

 

    และในวันนั้นเอง มีทั้งนักข่าวหนังสือพิมพ์ทั้งชาวไทยและต่างชาติ เมื่อพระองค์ได้เสด็จมาถึง มีนักข่าวต่างประเทศผู้หนึ่งทูลถามพระองค์ว่า ตลอดเวลาที่ทรงบังคับเรือใบลำเล็กๆ แล่นฝ่าคลื่นลมในท้องทะเลมานั้น พระองค์ทรงทำอะไรบ้าง ด้วยพระราชอารมณ์ขันของพระองค์ ทรงมีพระกระแสตอบนักข่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ฟังยี่เกจากวิทยุที่นำติดกระเป๋ามา” 

 

    ด้วยพระราชหฤทัยที่แข็งแกร่ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคคลื่นลมนานับประการ และระยะทางที่เรียกได้ว่าไกลสุดลูกหูลูกตา เหตุการณ์นี้เป็นอีกหนึ่งแบบอย่างที่ปวงชนชาวไทยทุกคนสามารถนำมาปรับใช้กับวิถีการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าหนทางจะยาวไกลสักเพียงใด หากเรามีความพยายาม  มุมานะและอดทน ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินไขว่คว้า

 

 

 




ติดตามข่าวสารทาง Line

เพิ่มเพื่อน

เรียบเรียงโดย

เอกชัย เรืองฉาย

ติดตามข่าวอื่นๆ